ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 690 เจ็ดวันถึงกำหนด
เวลาเจ็ดวันที่จดหมายไวได้มาถึงอย่างรวดเร็ว
ณ เมืองซาง หลี่เตานำกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายมาตั้งค่ายชั่วคราวบนพื้นที่โล่งไม่ไกลจากนอกเมืองซาง ในเวลาเดียวกันเขากก็ได้นำตัวผู้คนจากสำนักใหญ่ต่างๆ ที่จับกุมไว้ก่อนหน้านี้มาด้วย
หากเทียบกับเจ็ดวันก่อนหน้าที่พวกเขายังดูตองอาจผงผาย แต่หลังจากถูกขังในคุกมาหลายวัน คนพวกนี้ก็ดูสกปรกมอมแมมไปทั้งตัว ดูน่าสมเพชอย่างยิ่ง
ถัดออกไปอีกหน่อยยังมีเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพและผู้คนที่มารวมชมความคึกคักอีกมากมาย
ภายในกระโจมที่เปิดครึ่งหนึ่ง หลี่เตากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เขามองดันท้องฟ้านอกกระโจมแล้วเอ่ยถาม “อีกนานเท่าใดจึงจะถึงยามเที่ยง?”
เสวี่ยปิงตอบว่า “หัวหนายังเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งก้านธูป”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนในกระโจมรวมถึงเถี่ยเหยียนจื้อก็ต่างมองไปยังหลี่เต้า
พวกเขาได้ยินหลี่เต้าเอ่ยปากพูดต่อว่า “ยามเที่ยงเป็นช่วงที่พลังหยางแรงกล้าที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นให้เจ้ากับจางเมิงจัดการส่งคนพวกนั้นไปเถอะ”
เสวี่ยปิงพลันอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อได้สติกลับมาเขาก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้”
หลังพูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไปทันที ส่วนเถี่ยเหยียนจื้อและเถี่ยขวางเหรินต่างตกตะลึงพูดว่า “หลานชาย เจ้าจะลงมือจริงๆ หรือ”
หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้น “หากไม่ลงมือแล้วข้าจะจับพวกเขามาทำไมกัน”
“ถึงวันตามที่ตกลงกันไว้ หากถึงเวลาแล้วพวกเขาไม่มา ข้าก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพอีกต่อไป”
เถี่ยเหยียนจื้ออ้าปากคางพูดอะไรไม่ออก
หากมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่มีผู้ใดจะล่วงรู้ได้ว่าหลี่เตามีนิสัยโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
ในตอนนั้นเองเถี่ยซานเหนียงได้เข้าไปกระซิบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่แคว้นหมู่เกาะให้เถี่ยเหยียนจื้อและเถี่ยขวางเหรินฟัง
หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ แคว้นหมู่เกาะแล้ว
เถี่ยเหยียนจื้อและเถี่ยขวางเหรินก็ต่างตกตะลึงงัน
เมื่อเทียบกันแล้วว่าครั้งนีหลี่เต้ายังนับว่าระงับอารมณ์ได้อยู่?
โดยเฉพาะเถี่ยขวางเหริน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
โชคดีที่ตนเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่สาว มิเช่นนั้นหากได้ล่วงเกินพี่เขยเข้า เกรงว่าแม้ในยามหลับใหลก็คงต้องลืมตาตื่นอยูิตลอด
“พวกเจ้าจะทำอะไร?”
เมื่อเห็นผู้คนรอบข้างเริ่มเข้าแถวบนพื้นที่โล่ง ผู้คนจากสำนักต่างๆ ก็เริ่มมีความตระหนก
เสวี่ยปิงกล่าวว่า “ท่านหัวหน้าบอกว่าหากถึงเที่ยงวันแล้วคนของพวกเธอยังมาไม่ถึง พวกเจ้าก็เตรียมตัวเดินทางสู่ปรโลกได้เลย”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนจากสำนักต่างๆ สูญเสียความควบคุม
พวกเขามีความคิดเหมือนกับเถี่ยเหยียนจื้อ ไม่คิดว่าหลี่เต้าจะกล้าลงมือกับพวกเขาจริงๆ
ในเวลาเดียวกันนั้น
ผู้คนที่มามุงดูก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางด้านนี้ เมื่อเห็นคนจากสำนักต่างๆ ถูกกดตัวลงในท่าที่เตรียมจะถูกตัดศีรษะ พวกเขาก็พลันตะลึงงัน
พอได้ยินว่าจะต้องลงมือจริงๆ บรรดายอดฝีมือจากสำนักใหญ่ทั้งหลายก็เริ่มทนไม่ไหว แต่เมื่อสายตาของหลี่เต้ากวาดมองมายอดฝีมือเหล่านั้นก็พลันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ในชั่วพริบตานั้นพวกเขารู้สึกราวกับว่าถูกยมทูตจับจองมองมา
ดูเหมือนว่าหากพวกเขากล้าขยับตัวแม้เพียงนิด ชั่วขณะถัดไปศีรษะคงต้องหลุดจากบ่า
ทันใดนั้นพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าตราบใดที่หลี่เต้ายังอยู่พวกเขาก็ไม่มีทางก่อเรื่องรุนแรงอะไรได้
ดังนั้นจึงได้แตภาวนาในใจอย่างเงียบๆ ให้คนในสำนักของตนมาให้ตรงเวลาสักหน่อย
เวลายังคงไหลผ่านไป
สำหรับผู้ที่มาชมและพวกหลี่เต้า การรับรูถึงเวลาก็เป็นไปตามปกติ
แต่สำหรับคนที่พร้อมจะถูกดาบประหารเมื่อไหร่ก็ได้นั้น กลับรู้สึกทรมานยิ่งนัก ทุกชั่วขณะล้วนเต็มไปด้วยความกังวลอย่างที่สุด ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า บ่งบอกว่าเวลาถึงยามเที่ยงแล้ว เสวี่ยปิงมองไปโดยรอบและพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เขาจึงหันกลับไปมองหลี่เต้าที่อยู่ในกระโจม
หลี่เต้าไม่ได้เอ่ยวาจาใด เพียงแค่พยักหน้าให้เบาๆ เท่านั้น
“เตรียมพร้อม!”
ทันทีที่เสวี่ยปิงออกคำสั่ง ทหารกองทัพผู่ถูที่ยืนอยู่ด้านข้างผู้คนจากสำนักยุทธต่างๆ ก็พลันชักดาบยาวออกมาพร้อมกัน ในชั่วขณะนั้นผู้คนที่ถูกกดตัวอยู่กับพื้นก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา พวกเขาไม่ได้โทษผู้กำลังจะสังหารพวกตน ที่พวกเขาตำหนิคือคนในสำนักของตนเองที่ไม่มีความตรงต่อเวลาเลยแม้แต่น้อย
“ประ…”
ทันทีที่เสียงของเสวี่ยปิงเพิ่งจะขาดหายไป จู่ๆ ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในฝูงชน จากนั้นบุคคลที่ทุกคนรอคอยก็ได้ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อเห็นผู้มาเยือนคนชัดเจน เหล่าผู้ที่รู้สึกหนาวสะทานทลาก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เกือบแล้ว เกือบจะต้องตายอยู่แล้ว ผู้ที่มาถึงล้วนเป็นเจ้าอาวาสและเจ้าสำนักจากสำนักชั้นสูงทั้งสิ้น อีกทั้งผู้มาเยือนก็มีจำนวนไม่น้อย ดูเหมือนว่าจำนวนคนจะมากกว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูเสียอีก
“อมิตาภพุทธ พวกเรามาเพื่อแลกตัวคน!”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก้าวออกมาพร้อมกับไม้เท้าพระกษิติครรภโพธิสัตวในมือเป็นคนแรก
ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของผู้คนจากสำนักต่างๆ ที่อยู่ในที่นั้น พวกเขาก็ต่างพากันชะงักงันไป โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นแววตาโกรธเกรี้ยวของคนเหล่านั้นก็ยิ่งทำให้พวกเขางุนงงมากขึ้น
คนพวกนี้ไม่ควรจะตื่นเต้นดีใจและซาบซึ้งใจหรอกหรือ?
โกรธคืออะไรกัน?
จนกระทั่งมีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟัง พวกเขาถึงได้เข้าใจ
ทันใดนั้นฝูงชนจากสำนักต่างๆ ที่เพิ่งมาถึงก็ต่างมองไปยังกระโจมที่หลี่เต้าพำนักอยู่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ท่านกงแห่งราชสำนักฝนทยังยโสโอหังถึงเพียงใดกัน ถึงกับกล้าลงมือสังหารจริงๆ
“เฮ้อ!”
เมื่อเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องมาถึงแล้ว หลี่เต้าก็ยืดเส้นยืดสายแล้วเดินออกจากกระโจม
เขามองดูผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายพลางเอ่ยว่า “พวกเจ้าทุกคนมีนิสัยเสียอยางหนึ่งคือชอบมาตรงเวลาเกินไป”
“คราวนี้นับว่าพวกเจ้ามาได้ตรงเวลา แต่คราวหน้าอาจไม่มีโอกาสแล้ว”
แม้จะมีหลี่เต้าเพียงลำพัง แต่ด้วยบารมีของเขาแล้วก็สามารถกดดันเหล่าผู้นำจากสำนักใหญ่ทั้งหลายได้ก่อน
“ท่านผูู้นี่คงจะเป็นใต้เท้าหลี่กระมัง” เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกยกมือห้ามเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะไม่ต้องพูดให้เสียเวลา สิ่งที่ต้องการพวกเจ้านำมาด้วยหรือไม่?” หลี่เต้ากล่าวถามอย่างตรงไปตรงมา
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขาล้วนถูกจูงจมูกมาโดยตลอด
แต่ก็ไม่มีทางเลือกเพราะอำนาจในการควบคุมล้วนอยู่ในมือของอีกฝ่าย
“พามาแล้ว ออกมากันได้”
เมื่อเสียงของเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธจบลง ผู้คนจำนวนมากก็ถูกนำตัวออกมาจากด้านหลังของพวกเขา
เมื่อทุกคนมายินอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้คนจำนวนมากแต่ละคนแต่งกายแตกต่างกันไป ล้วนเป็นนักโทษจากสำนักใหญ่ทั้งหลาย
“จางเมิง ตรวจสอบพวกเขา” หลี่เต้าสั่งการ
“ครับหัวหน้า”
จางเมิงนำทหารกลุ่มหนึ่งถือภาพบุคคลบางส่วน แล้วเริ่มทำการตรวจสอบเปรียบเทียบดู หลังจากนั้นไม่นานเมื่อตรวจสอบคนสุดท้ายเสร็จ จางเมิงก็หันกลับมาพยักหน้าพลางกล่าว “ท่านหัวหน้า ผู้ต้องหาที่ถูกประกาศจับทั้งหมดอยู่ที่นี่ครบแล้ว”
“ดีมาก”
หลี่เต้ามองไปที่เสวี่ยปิงพลางกล่าว “เพื่อแสดงความจริงใจ ปล่อยตัวคนก่อนเถอะ”
การแลกเปลี่ยนตัวประกันพร้อมกัน หลี่เต้ายังคงรักษากฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ลืมว่ายังมีศิษย์ส่วนเกินอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้ถูกส่งมอบจากสำนักใหญ่ต่างๆ
“รอก่อน!”
ทันใดนั้นจู่ๆ เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็เอ่ยขัดจังหวะกระบวนการส่งมอบ
หลี่เต้าขมวดคิ้วขึ้นถาม “มีปัญหาใดหรือ?”
“ไม่มีปัญหา”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธมองผู้ต้องโทษที่กำลังจะถูกนำตัวไปแล้วกล่าวว่า “อาตมาเพียงอยากบอกให้อากาศใต้เท้าหลี่ทราบว่า หลังจากส่งมอบคนพวกนี้ให้ท่านแล้ว พวกเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกนับจากนี้ พวกเขาไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเราอีกต่อไป”
“วางใจได้ หลังจากส่งมอบให้ข้าแล้ว พวกย่อมไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ”
ฝ่ายหนึ่งส่งมอบ อีกฝ่ายปล่อยตัว คนสองกลุ่มเดินสวนทางกันทันใดนั้นซ่งเกอก็พลันสังเกตเห็นบางสิ่ง จึงมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินสวนมา
เมื่อมองเห็นเงาร่างหนึ่งในนั้น ม่านตาของเขาก็พลันหดเล็กลง