ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 691 พระชั่ว!
ผู้อาวุโสซีออและพระอาจารย์เจินซินที่อยู่ข้างกายซ่งเกอก็สังเกตเห็นบางอย่าง พวกเขาไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินสวนมา เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนแล้วม่านตาของทั้งสองก็พลันหดเล็กลงเช่นกัน
“เป็นเขา!”
“ส่งตัวเขามาด้วย!”
ทั้งสองเอ่ยพึมพำออกมา ไม่นานนักผู้ที่ถูกสำนักต่างๆ ส่งตัวออกมาก็เดินสวนกับกลุ่มของซ่งเกอ ขณะเดียวกัน
ในกลุ่มคนที่เดินสวนมานั้นมีพระหนุ่มรูปหนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมเมตตา ดวงตาอ่อนโยน ค่อยๆ ก้าวเดินมา เมื่อเดินผ่านพวกซ่งเกอ พระหนุ่มรูปนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองพวกเขาทังสามคนแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้ายิ้มให้ ซ่งเกอและอีกสองคนถึงกับสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมอง
“ทำไมวัดหมื่นพุทธถึงกับส่งเขาออกมาด้วย พวกเขาคิดจะทำอะไรกัน?”
วัดหมื่นพุทธคิดจะทำเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ซ่งเกอและผู้อาวุโสซีออหันไปมองพระอาจารย์เจินซิน ในยามนีแม้แต่พระอาจารย์เจินซินเองก็ยังทำหน้างงงันไม่เข้าใจ
พวกซ่งเกอรีบกลับไปรวมกลุ่มกับสำนักใหญ่ต่างๆ เมื่อหลายคนมองเห็นสภาพของผู้อาวุโสซีออได้ชัดเจน พวกเขาหลักแสดงสีหน้าขบขันออกมา
ทำไมบนศีรษะของเขาถึงมีรอยปูดใหญ่ขนาดนั้น? พระอาจารย์เจินซินถามเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธทันทีว่า “เหตุใดท่านถึงปล่อยเขาออกมาด้วย”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธประนมมือ “เขาไม่เกี่ยวข้องกับวัดหมื่นพุทธอีกต่อไปแล้ว”
อีกด้านหนึ่งผู้ที่ถูกส่งตัวออกมาถูกพามายังไม่ไกลจากหลี่เต้าอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เสวี่ยปิงกำลังจะสั่งให้คนจับกุมคนเหล่านี้ทั้งหมด จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นพระหนุ่มรูปหนึ่งในกลุ่มนั้นยังคงก้าวเดินตรงไปยังทิศทางที่หลี่เต้าอยู่
“หยุดอยู่ตรงนั้น เจาจะทำอะไร?”
จางเมิงพลันขมวดคิว ชักดาบขวางหน้าพระหนุ่มเอาไว้ทันที แต่พระหนุ่มกลับไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาเดินพุ่งชนจางเมิงตรงๆ
“อยากตายรึ!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น จางเมิงจึงไม่ปรานีอีกต่อไป เขาเหวี่ยงดาบเข้าใส่ทันที เคร้ง!
ทว่าดาบยาวกลับหลุดมือกระเด็นออกไป แม้แต่ตัวจางเมิงเองก็ยังถูกกระแทกจนลอยออกไป
พอเห็นภาพนั้น สวีหุยที่ยืนพงงออยู่ด้านข้างหลี่เต้าก็เบิกตากว้างและเตรียมจะก้าวออกไปข้างหน้าทันที
“ปล่อยให้เขาเข้ามาเถอะ”
ทันใดนั้นหลี่เต้าได้ยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ พลางมองดูพระหนุ่มด้วยสีหน้าขบขัน ไม่นานนักพระหนุ่มก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่เต้า
“เจ้าต้องการทำอะไร?” หลี่เต้าถามขึ้น
“อาตมาอยากขอบคุณท่าน” พระหนุ่มประนมมือพลางกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา
หลี่เต้าเลิกคิ้ว “เหตุใดจึงต้องขอบคุณ?”
พระหนุ่มกล่าวว่า “ขอบคุณท่านที่คืนอิสรภาพให้อาตมา”
อิสรภาพเหรอ?
หลี่เต้าเอ่ยปาก “เจ้าแน่ใจหรือว่านี่คืออิสรภาพ?”
พระหนุ่มตอบ “เมื่อได้ออกจากกรงขังนั้น ก็คืออิสรภาพแล้ว”
หลี่เต้าหรี่ตาลงเล็กน้อย “แล้วเจ้าวางแผนจะขอบคุณข้าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระหนุ่มก็กล่าวด้วยสีหน้าเมตตาอ่อนโยนว่า “ดังนั้นอาตมาจะส่งท่านไปสู่สุขาวดีโดยเร็วพลัน!”
ทันทีที่เสียงพูดจบลง จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันพวยพุ่งขึ้นมาจากด้านหลังของพระหนุ่ม จิตสังหารอันน่าสยดสยองนั้นได้แผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณนี้ในชั่วพริบตา จนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยวผิดปกติ ถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นอาย
และแม้อยู่ในสภาวะเช่นนี้ แต่พระหนุ่มก็ยังคงรักษาสีหน้าเมตตาและดวงตาอ่อนโยนเอาไว้ ดูแปลกประหลาดเป็นพิเศษ จิตสังหารนี้รุนแรงจนทำให้ผู้คนที่มามุงดูต่างรู้สึกหนาวสะท้านและหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
“เดี๋ยวก่อน พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นคือ… คือพระชั่วเมื่อสิบห้าปีก่อน!”
ในกลุ่มผู้คนที่มามุงดู จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งม่านตาหดเล็กลงและร้องตะโกนออกมาด้วยสีหน้าตกใจ
“พระชั่ว?”
ผู้คนที่มามุงดูหลายคนเป็นผู้ที่โลดแล่นอยู่ในยุทธภพมาหลายปี พวกเขาจึงนึกถึงฉายาพระชั่วได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนึกออกแล้วทุกคนก็ต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัว
“ใช่เขา! เป็นเขาจริงๆ!”
“พระชั่วแห่งวัดหมื่นพุทธ เกิดมาเพื่อความชั่วร้าย นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ยุทธภพก็ก่อกรรมทำชั่วมานับไม่ถ้วน”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้คนที่ตายในมือของเขามีมากกว่าหมื่นคนแล้ว”
“ไม่ใช่ว่าเมื่อสิบห้าปีก่อน วัดหมื่นพุทธใช้ทรัพยากรครึ่งวัดคุมขังพระชั่วไว้ในหอคุมปีศาจที่สร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะหรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงปล่อยตัวออกมาได้?”
“วัดหมื่นพุทธคงไม่ได้ตั้งใจปล่อยตัวกระมัง”
ในเวลาเดียวกันทางด้านสำนักต่างๆ เมื่อรับรู้ถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้น บรรดาเจ้าสำนักของทุกสำนักก็ต่างอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าตกตะลึง
ผู้อาวุโสซีออที่มีรอยบวมปูดบนศีรษะกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าวัดหมื่นพุทธบอกว่าพระชั่วผู้นั้นได้รับการชำระล้างด้วยพุทธธรรมทั้งวันทั้งคืนในหอคุมปีศาจนจนกลับคืนสู่ความดีงามแล้ว?”
“อมิตาภพุทธ!”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “นั่นเป็นเพียงการปลอมแปลงของอาชญากรผู้นั้นเอง”
“ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา การชำระล้างทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่สามารถปราบจิตใจอันชั่วร้ายของเขาได้ ทั้งยังทำให้จิตใจที่ชั่วร้ายนั้นบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น”
“พวกเราก็เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานีเอง”
ในตอนนั้นเองซ่งเกอพลันเอ่ยปากขึ้นว่า “หากข้าจำไม่ผิดเมื่อสิบห้าปีก่อน วรยุทธของเขาก็อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นปลายแล้วมิใช่หรือ”
พลังของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าวรยุทธในเวลานั้น วัดหมื่นพุทธยังต้องทุ่มสุดกำลังจึงจะปราบเขาได้
“แล้วตอนนี้เล่า?”
เมื่อได้ยินคำถาม เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “กึ่งเทพมนุษย์”
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็ต่างตกตะลึง ถูกคุมขังมาสิบห้าปี วรยุทธไม่ได้ลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้น?
พวกวัดหมื่นพุทธช่างรู้วิธีจัดการเสียจริง
อันที่จริงแล้วเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ เดิมทีคิดว่าการขัดเกลาดวยพุทธธรรมตลอดสิบห้าปีจะทำให้วัดหมื่นพุทธมีรากฐานที่มั่นคงขึ้น
แตพวกเขาก็ยังประเมินนักโทษผู้นั้นต่ำเกินไป
อีกทั้งยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เขายังเล่าไม่จบ
วรยุทธของนักโทษผู้นั้นอยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์ แต่พลังที่แท้จริงได้ก้าวข้ามระดับนี้ไปแล้ว เกรงว่าต่อให้เทพมนุษย์ลงมือเองก็คงยากที่จะจับกุมตัวได้ในเวลา
“พอเถอะ”
เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธมองไปยังตำแหน่งที่มีจิตสังหารแผ่ซ่านออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ทุกท่านไม่ต้องคิดมากไป ผู้ก่อกรรมผู้นั้นได้ถูกส่งตัวไปแล้ว ไม่นับเป็นศิษย์ของวัดหมื่นพุทธอีกต่อไป และไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราแล้ว”
ผู้คนทั้งหลายมองเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธด้วยสายตาประหลาด ช่างเป็นคนเจ้าเล่ห์ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ส่งตัวคนไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ที่แท้ก็วางแผนเอาไว้แล้ว
แต่ไม่นานสีหน้าของทุกคนก็เผยความสะใจ
เพราะพวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจที่ถูกหลี่เต้าข่มขู่เช่นกัน และเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นพวกเขาก็ยอมยินดีที่จะเห็นหลี่เต้าโชคร้าย
พวกเขาไม่กลัวว่าหากหลี่เต้าเป็นอะไรไปแล้วจะมีผลกระทบตามมา
เพราะต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้พวกเขาได้ตัดขาดความเกี่ยวข้องไปแล้ว
ราชสำนักต้าเฉียนก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาหาเรื่องพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้นหากให้เวลาพวกเขาอีกสักหน่อย พวกเขาพวกเขาก็สามารถกลับมาแก้แค้นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้
แน่นอนว่ายังมีบางส่วนที่ไม่คิดจะทำรุนแรงถึงเพียงนั้น
แต่เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้วพวกเขาก็ไม่อาจออกมาคัดค้านผู้อื่น
อีกด้านหนึ่ง
เหล่าศิษย์ของสระหยกก็สังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลี่เต้าเช่นกัน
“ศิษย์พี่ พวกเราจะไปช่วยหรือไม่?”
เนื่องจากหลี่เต้าเคยปฏิบัติต่อพวกนางเป็นพิเศษ จึงทำให้ศิษย์ของสระหยกมีความรู้สึกที่ดีต่อหลี่เต้า
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าหันกลับมา “พวกเราจะช่วยอะไรได้? ดูจากพลังของพระชั่วผู้นั้นคาดว่ามีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่จะช่วยได้”
“หากพวกเราเข้าไปก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง”
เทพธิดาหลิ่วเมิงกล่าวว่า “แล้วพวกเราจะเอาแตยืนดูเช่นนี้หรือ?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าตอบว่า “อย่างมากก็ช่วยเขาพาคุณหนูสกุลเถี่ยคนนั้นออกมา”
เมื่อเผชิญกับจิตสังหารที่พุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรง สีหน้าของหลี่เต้าก็ชะงักไปชั่วขณะ ในสายตาของพระหนุ่มดูเหมือนเขากำลังถูกข่มขวัญอยู่ แต่ไม่นานสีหน้าของหลี่เต้าก็เปลี่ยนไป ปรากฏว่าภายใต้จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เขากลับเผยรอยยิ้มบนใบหน้า
ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “แค่นี้เหรอ?”
ในชั่วขณะถัดมา…