ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 70 ที่นี่เริ่มจะไม่สงบแล้ว
บทที่ 70 ที่นี่เริ่มจะไม่สงบแล้ว
“เมืองอวิ๋นฉี คือเมืองแรกเริ่มของแคว้นอวิ๋น ในตอนที่แคว้นอวิ๋นยังไม่ได้ก่อตั้ง แม่ทัพผู้ก่อตั้งต้าเฉียนได้ใช้เมืองอวิ๋นฉีแห่งนี้เป็นฐานในการขยายดินแดนให้ต้าเฉียน จนในที่สุดก็กลายเป็นแคว้นอวิ๋น นี่คือจุดเริ่มต้นของแคว้นอวิ๋น ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าเมืองอวิ๋นฉี” หลี่เต้ามองพ่อค้าแม่ค้าพลางกล่าวต่อ “ถัดจากเมืองอวิ๋นฉีออกไปคือด่านฟู่เฟิง หนึ่งในเจ็ดด่านสำคัญของต้าเฉียน ที่นั่นเชื่อมต่อไปยังดินแดนทางเหนือของต้าเฉียน ด่านฟู่เฟิงจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร คนทั่วไปไม่สามารถพักอาศัยได้ ดังนั้นพ่อค้าแม่ค้าทางเหนือจึงมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองอวิ๋นฉีแห่งนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ที่นี่จึงกลายเป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่งของชายแดน”
เมืองอวี้เหมินที่เขาเคยไปก็นับเป็นเมืองการค้าเช่นกัน แต่เพราะอยู่ใกล้ชายแดนเกินไป ไม่ค่อยปลอดภัย ผู้คนส่วนใหญ่จึงชอบที่จะอยู่ในเมืองอวิ๋นฉีมากกว่า ตราบใดที่ด่านฟู่เฟิงยังไม่แตก เมืองอวิ๋นฉีก็จะไม่มีอันตราย ราชวงศ์ต้าเฉียนก่อตั้งมาแล้วกว่าสองร้อยปี นับตั้งแต่สร้างด่านฟู่เฟิงขึ้นมา ไม่เคยมีใครบุกทลายได้แม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นพ่อค้าจำนวนมากจึงใช้เมืองอวิ๋นฉีเป็นฐานที่มั่น และตั้งรกรากอยู่ที่นี่
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณชาย” จิ่วเอ๋อร์นึกขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน “คุณชาย ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าจะเข้าร่วมกองทัพ”
“เป็นอะไรหรือ?”
“หากท่านเข้าร่วมกองทัพแล้ว ข้าจะทำเช่นไร ท่านจะทิ้งข้าไปหรือ?” จิ่วเอ๋อร์กอดหยวนเป่าไว้ในอ้อมแขนด้วยความน้อยใจ
หลี่เต้าชายตามมอง “หากเจ้าไม่ปล่อยมือเสียที หยวนเป่าคงถูกเจ้าพาไปแล้ว”
“พาไปแล้วหรือ?” จิ่วเอ๋อร์ก้มมองโดยไม่รู้ตัว แล้วพบว่าตนเองรัดคอหยวนเป่าไว้ ตอนนี้มันแลบลิ้นตาเหลือกแล้ว
“อ๊ะ ขอโทษนะหยวนเป่า ข้าลืมเจ้าไปเสียสนิท” จิ่วเอ๋อร์รีบปล่อยมือ วางมันลงบนแผ่นไม้ของรถม้า หยวนเป่านอนหอบหายใจบนแผ่นไม้ กว่าจะฟื้นคืนสติมาได้ก็ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อจิ่วเอ๋อร์ค่อย ๆ ยกมือขึ้นจะเข้าใกล้อีกครั้ง หยวนเป่าก็วิ่งหนีไปซ่อนหลังหลี่เต้าทันที ดวงตาเล็ก ๆ ของมันฉายแววหวาดกลัว
หลี่เต้าลูบหัวของหยวนเป่าเพื่อปลอบประโลม แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ข้าไม่เคยพูดว่าจะทิ้งเจ้าเลยนะ หากข้าจะทิ้งเจ้าจริง ๆ ข้าก็คงไม่มาที่เมืองอวิ๋นฉีแล้ว” แท้จริงแล้ว หลี่เต้าได้วางแผนอนาคตของตนเองไว้แล้วระหว่างเดินทางไปเมืองหลวง นั่นก็คือการเข้าร่วมกองทัพ เหตุผลที่เลือกเช่นนี้มีอยู่สามประการ
ประการแรก บรรดาศักดิ์อันหยวนป๋อนี้สืบทอดต่อกันมาจากบิดาของเขา แต่บัดนี้บรรดาศักดิ์ถูกถอดถอนเสียแล้ว หากโลกนี้มียมโลกอยู่จริง เมื่อเขาสูญเสียบรรดาศักดิ์เช่นนี้ วันหนึ่งเมื่อเขาลงไปยังยมโลก คงต้องเผชิญกับการต่อว่าจากบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรเป็นแน่ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้กลับชาติมาเกิด ตามหลักแล้วเขาควรจะมองผู้คนที่นี่เป็นเพียงชาวพื้นเมือง และคิดว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น แต่ชาตินี้เขามีทุกอย่าง มีมารดาผู้อ่อนโยนที่รักและเอ็นดูเขา มีบิดาผู้เข้มงวดแต่ก็ไม่ขาดความห่วงใย อีกทั้งยังมีน้องสาวที่ทั้งฉลาดและน่ารัก
เมื่อเทียบกับชาติก่อน ชาตินี้เขามีชีวิตที่สมบูรณ์กว่ามาก พูดตามตรง ชาติก่อนกลับดูเหมือนความฝันเสียมากกว่า ความฝันที่ช่างน่าเบื่อและไร้ค่า เมื่อเทียบกับชาติที่แล้ว เขาผูกพันกับชาตินี้มากกว่า ยิ่งกว่านั้นตอนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ในชาตินี้ ด้วยเหตุผลทางด้านความรู้สึกเหล่านี้เอง เขาถึงได้โกรธแค้นต่อชะตากรรมของผู้คนในหมู่บ้านเถาหยวน สาเหตุก็เพราะว่าเขาได้กลมกลืนเข้ากับยุคสมัยนี้แล้ว ได้ผูกพันตนเองเข้าไปด้วย ดังนั้น เหตุผลแรกที่เข้าร่วมกองทัพก็คือการเรียกคืนบรรดาศักดิ์ของตระกูลหลี่ มิเช่นนั้นจะไม่คู่ควรกับบิดาและบรรพบุรุษตระกูลหลี่
ส่วนเหตุผลที่สอง นั่นเกี่ยวข้องกับประสบการณ์หลังจากที่ความทรงจำของเขาฟื้นคืนมา อันดับแรกคือเรื่องที่จวนอัครเสนาบดีและขุนนางบางคนในเมืองหลวงซ้ำเติมจวนอันหยวนป๋อ ถึงแม้เขาจะเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เขาก็รู้ดีว่าต้องตอบแทนด้วยการตาต่อตาฟันต่อฟัน การเข้าร่วมกองทัพเพื่อเรียกคืนบรรดาศักดิ์และกลับสู่เมืองหลวง จึงจะสามารถชำระบัญชีกับคนพวกนั้นได้อย่างช้า ๆ ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือเขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ยืนต่อหน้าฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนด้วยอำนาจในมือ แล้วเปิดเผยตัวตนดูว่าฮ่องเต้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร แน่นอนว่า เวลาที่จะเปิดเผยความจริงต้องเป็นช่วงที่เขาสามารถควบคุมชะตาชีวิตของตนเองได้แล้วเท่านั้น เขาจะไม่มีทางโอ้อวดในตอนที่ยังไม่เติบโตเต็มที่อย่างแน่นอน ด้วยความคิดที่เหนือกว่าคนทั่วไปร้อยเท่า เขาจะไม่มีวันคิดสั้นเช่นนั้น
และเหตุผลที่สาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือการเติบโตของเขา ฟังก์ชันของระบบถูกกำหนดให้เดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยกระดูก ที่เขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนถึงขั้นนี้ ก็เพราะการฝึกฝนในช่วงที่อยู่ที่ค่ายนักโทษประหาร ดังนั้นสนามรบจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา ความจริงแล้ว หากไม่ได้พาจิ่วเอ๋อร์มาด้วย หลังจากที่เขาออกจากเมืองหลวงทางเลือกแรกของเขาคงเป็นการตามหาเว่ยอวิ๋น เว่ยอวิ๋นเข้าใจความสามารถของเขา และสามารถร่วมมือกับเขาเพื่อช่วยให้เขาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมีจิ่วเอ๋อร์เขาก็ต้องคำนึงถึงนางด้วย ดังนั้นจึงเลือกที่จะมาที่เมืองอวิ๋นฉี เขาสามารถจัดการให้นางพักอาศัยในเมืองอวิ๋นฉี ส่วนตัวเขาก็จะเข้าร่วมกองทัพที่อยู่แถวเมืองอวิ๋นฉี แม้ว่าในช่วงแรกการเริ่มต้นอาจจะไม่รวดเร็วเท่ากับการได้รับความช่วยเหลือจากเว่ยอวิ๋นแต่สำหรับเขาแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในความหมายบางอย่าง เมืองอวิ๋นฉีอาจจะเหมาะสมกับเขามากกว่าด้วยซ้ำ ถึงอย่างไร หากราชวงศ์ต้าเฉียนจะต้องทำสงครามกับชนเผ่าเป่ยหมานสักวัน ด่านฟู่เฟิงที่อยู่ใกล้เมืองอวิ๋นฉีมากที่สุด ย่อมเป็นเป้าหมายแรกของชนเผ่าเป่ยหมานและจะกลายเป็นสมรภูมิหลัก หากเมืองจ่างกู่ที่อยู่นอกเขตแดนเหมาะสำหรับการทำสงครามกองโจรกับชนเผ่าเป่ยหมาน แต่สมรภูมิหลักที่นี่กลับเป็นเครื่องบดเนื้อที่แท้จริง เครื่องบดเนื้อที่คนเป็นร้อยเป็นพันคนถูกโยนเข้าไป ภาพเหตุการณ์เช่นนั้น เพียงแค่คิดก็ทำให้หลี่เต้ารู้สึกเลือดเดือดพล่าน ในสายตาของเขา เครื่องบดเนื้อเช่นนี้ไม่เพียงไม่อันตราย แต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ คิดมาถึงตรงนี้ เขาได้แต่กล่าวคำขอโทษเว่ยอวิ๋นในใจเงียบ ๆ
… ในขณะเดียว ณ ที่แห่งหนึ่งนอกด่านชายแดนแคว้นอวิ๋น หลังจากเว่ยอวิ๋นจัดการค่ายเว่ยอู่เรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมพาผู้ใต้บังคับบัญชาย้ายไปที่อื่น ช่วงที่ผ่านมาค่ายเว่ยอู่สูญเสียอย่างหนัก เขาจำเป็นต้องกลับไปเติมกำลังพลให้ค่ายเว่ยอู่ให้ครบก่อน “ฮัดเช้ย!” เว่ยอวิ๋นกำลังขี่ม้าอยู่ก็จามออกมาอย่างกะทันหัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวเหนิงที่อยู่ข้าง ๆ อดที่จะหยอกล้อไม่ได้ “แม่ทัพใหญ่ท่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนแล้วยังจะล้มป่วยอีกหรือ” เว่ยอวิ๋นขยี้จมูก “ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนแล้วจะเป็นไร ก็เป็นคนเหมือนกัน” ทันใดนั้น เขาดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันหลังกลับมาพูดว่า “ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว เจ้าหมอนั่น เก้าห้าสองเจ็ดคงไปถึงเมืองหลวงแล้วกระมัง”
หลิวเหนิงคำนวณเวลาแล้วพยักหน้า “ถ้าคิดตามเวลาแล้ว ต่อให้ช้าก็น่าจะถึงแล้ว” เมื่อนึกถึงหลี่เต้า เว่ยอวิ๋นทำหน้าคาดหวัง “ไม่รู้ว่าเจ้านั่นจะตามมาหาพวกเราเมื่อไหร่? ถ้าเจ้านั่นเข้าร่วมกับพวกเรา กำลังรบของค่ายเว่ยอู่ต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก”
หลิวเหนิงอดที่จะทำลายความหวังไม่ได้ “ท่านไม่กลัวหรือว่าเจ้านั่นจะไม่มา แล้วไปอยู่กับคนอื่นแทน?” เว่ยอวิ๋นแค่นเสียงเบา ๆ “เจ้านั่นถือทะเบียนบ้านใหม่อยู่ สายสัมพันธ์เก่า ๆ ของเขาใช้ไม่ได้แล้ว นอกจากที่นี่แล้ว เจ้าว่าเขาจะไปที่ไหนได้อีก?”
หลิวเหนิง “ท่านแม่ทัพใหญ่มั่นใจก็ดีแล้ว” เว่ยอวิ๋นมองไปยังที่ไกล ๆ อดที่จะพึมพำไม่ได้ “หวังว่าเจ้านั่นจะรีบกลับมา ที่นี่เริ่มจะไม่สงบแล้ว”