ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 700: ระเบิดจริงหรือหลอก?
ง้าวมังกรทมิฬพุ่งเข้าโจมตีด้วยพลังทำลายล้าง ทันใดนั้น อีกสองคนที่เหลือก็มาตั้งข้างเทพมนุษย์วัดเจดีย์พอดี
“ร่วมกันต้านไว้!”
ทั้งสามคนร่วมพลังต้านการโจมตีครั้งนี้เอาไว้ทันที!
ตู้ม!
ในชั่วขณะถัดมา คนทั้งสามก็ล้มกระเด็นไปกระแทกพื้นพร้อมกัน!
“พรวด!”
หลังลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้าของทั้งสามคนก็แดงก่ำ และพากันกระอักเลือดออกมา
“ต่อเลย!”
เสียงของหลี่เต้าที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารดังก้องขึ้นมาจากท้องฟ้า จากนั้นการโจมตีอีกครั้งก็ร่วงหล่นลงมา ทั้งยังมีพลังมากกว่าการโจมตีก่อนหน้านี้เสียอีก
หนึ่งง้าวฟาดลงมา มีพลังถึงขั้นแยกภูเขาตัดเมือง เมื่อง้าวปักลงบนพื้น แผ่นดินทั้งผืนก็พลันส่งเสียงครืนครั่น ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงไปไกลถึงร้อยหลี่!
ทั้งสามคนที่หลบหลีกได้ทันเวลา ได้แต่กลืนน้ำลายเมื่อเห็นพื้นดินที่แตกร้าวสั่นไหวใต้เท้าตน หากการโจมตีครั้งนี้ถูกพวกเขาเข้า คงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ทำไมราชสำนักถึงมีปีศาจร้ายเช่นนี้ได้? ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย?
ทว่าการโจมตีพลาดเป้าครั้งนี้ก็ยังไม่จบ เมื่อเทียบกับทั้งสามคนที่เริ่มอ่อนแรงลงแล้ว พลังที่หลี่เต้าแสดงออกมากลับเพิ่มขึ้นทุกขณะตามความมุ่งมั่นในการต่อสู้ เมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลที่สะสมบนร่างของทั้งสามคนก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
โดยเฉพาะบนร่างกายอันแข็งแกร่งของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ที่บำเพ็ญเพียรมาหลายปี บัดนี้มันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ดูราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ แต่ทั้งสองคนที่เหลือก็ไม่ได้สบายไปกว่ากัน โดยเฉพาะในสภาพที่การป้องกันของพวกเขาไม่แข็งแกร่งอยู่แล้ว หลังจากรับการโจมตีของหลี่เต้าอีกครั้ง ทั้งสามคนก็กระอักเลือดออกมา
“เราไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้!” เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เทพมนุษย์วัดเจดีย์กัดฟันพูดว่า “หากไม่สู้ต่อไปแล้วจะทำอย่างไร? เขาช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน”
เดิมทีทั้งสามคนคิดจะหน่วงเหนี่ยวหลี่เต้าเอาไว้เพื่อฉวยโอกาสหลบหนี แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่จะหน่วงเหนี่ยวหลี่เต้าเลย แม้แต่จะหนีรอดหรือไม่ก็ยังเป็นปัญหา
เมื่อเห็นเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธเงียบไป เทพมนุษย์สำนักผกาครามจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “หากมีความคิดอะไรก็พูดมาตามตรงเถิด ถึงเวลานี้แล้ว ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้อีกแล้ว”
พอได้ยินดังนั้น เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธก็พูดว่า “เราไม่อาจปล่อยเขาไว้ให้ราชสำนัก หรือศิษย์ทั้งหลายได้”
“แล้วเช่นนั้นเล่า!”
เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาอันชราภาพเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ก่อนเขาจะกล่าวว่า “ดังนั้น จำต้องให้เขาอยู่ที่นี่!”
“อยู่ที่นี่งั้นหรือ?” เทพมนุษย์วัดเจดีย์มีสีหน้าดำทะมึน “เจ้าล้อเล่นอะไรกัน? แค่พวกเราสามคน?”
“แค่พวกเราสามคนก็พอ” เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธเอ่ยเสียงทุ้ม “ในสถานการณ์ปกติ พวกเราสามคนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่ แต่ยังมีสูตรอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้พวกเราต่อกรกับเขาได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งเทพมนุษย์วัดเจดีย์และเทพมนุษย์สำนักผกาครามก็ต่างขมวดคิ้ว ทันใดนั้น ม่านตาของเทพมนุษย์สำนักผกาครามก็พลันหดเล็กลง
“เจ้าหมายถึง…”
“ถูกต้อง! จุดระเบิดตัวเอง! มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะหยุดยั้งเขาได้ และยังเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมอีกด้วย แต่คนเดียวไม่พอ พวกเราสามคนต้องทำพร้อมกัน ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะกำจัดอีกฝ่ายได้อย่างราบคาบ”
เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธประนมมือ “อมิตาภพุทธ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ท่านทั้งสองจะลังเลแล้ว หากรอต่อไปอีก ข้าเกรงว่าพวกเราทั้งสามคนจะไม่มีแม้แต่โอกาสจุดระเบิดตัวเอง!”
เทพมนุษย์สำนักผกาครามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวขึ้นแล้วพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าเห็นด้วย! ศิษย์ในสำนักของพวกเรามีมากที่สุด ไม่อาจปล่อยให้พวกเขาต้องเดือดร้อนภายหลังได้ จำเป็นต้องหยุดเขาเอาไว้ที่นี่”
หลังได้ยินคำพูดนี้ เทพมนุษย์วัดเจดีย์ผู้ซึ่งปกติมักหุนหันพลันแล่นที่สุดก็ลังเลขึ้นมา จนกระทั่งได้เห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวไม่คิดชีวิตของทั้งสองคน เทพมนุษย์วัดเจดีย์ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากัดฟันพูดว่า “ข้าจะทำตามที่พวกเจ้าว่า พวกเราจะร่วมกันหยุดเขาไว้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองคนจึงส่งสายตายืนยันให้ ดังนั้นทั้งสามคนจึงจับจ้องไปยังร่างของหลี่เต้าที่กำลังบุกเข้ามาอีกครั้ง
“อมิตาภพุทธ!”
เมื่อเห็นหลี่เต้ากำลังจะเข้ามาใกล้ เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธก็เป็นคนแรกที่เริ่มเคลื่อนไหว เมื่อสองคนที่เหลือเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รีบตามไปทันที
ในชั่วพริบตา หลี่เต้าก็พบว่าตนเองถูกล้อมด้วยคนสามคน
“พวกเจ้า…”
ขณะที่หลี่เต้าขมวดคิ้วและกำลังจะถาม แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หากข้าไม่ลงนรกแล้วใครจะลงเล่า! ท่านผู้มีวาสนา ไปกับอาตมาเถิด!”
เมื่อเสียงพูดนั้นจบลง แสงสีทองมากมายก็พลันพุ่งออกมาจากร่างของเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธ
“ทั้งหมดนี้เพื่อสำนักผกาคราม!” จากนั้นเทพมนุษย์สำนักผกาครามก็ตามมาติดๆ แสงสีเขียวพลันปะทุออกมาจากร่างของเขาเช่นกัน
“ตายก็ตายสิ ไปกับข้าซะ!” แววตาของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ฉายแววบ้าคลั่ง เขากัดฟันตะโกนออกมา
ในชั่วพริบตานั้น พลังอันน่าสะพรึงกลัวได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ทันที เมื่อผู้คนตัดสินใจสละชีวิต พวกเขาก็ย่อมไม่หวาดกลัวสิ่งใดอีก และไม่เกรงกลัวหลี่เต้าอีกต่อไป ในยามนี้ หลี่เต้าก็ตระหนักได้แล้วว่าทั้งสามคนกำลังคิดจะทำอะไร เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องการจะระเบิดตัวตายพร้อมกับเขา แต่ว่า…
การระเบิดตัวตายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงกัมปนาทดังขึ้น!
เทพมนุษย์วัดเจดีย์ที่บำเพ็ญเพียรมาหลายปี ร่างทองอรหันต์แตกระเบิดออกเพราะแรงดันภายในร่างกาย ในวาระสุดท้ายนั้น เทพมนุษย์วัดเจดีย์พลันพบว่ามีแสงวาบผ่านหน้าไป
แสงสองดวงรอบตัวได้หายไปแล้ว แทนที่ด้วยเงาร่างสองร่าง!
ภาพนี้ทำให้เทพมนุษย์วัดเจดีย์ถึงกับตะลึงงัน เงาร่างทั้งสองไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธและเทพมนุษย์สำนักผกาคราม!
ในขณะนี้ ทั้งสองกำลังบินหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีท่าทีว่าจะตายพร้อมกันอย่างที่พูดเอาไว้แม้แต่น้อย!
“ไหนบอกว่าจะตายพร้อมกัน!”
“ไหนบอกว่าถ้าข้าไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก!”
เขาต้องลงนรกคนเดียวงั้นหรือ?
ในช่วงเวลาที่สับสน เทพมนุษย์วัดเจดีย์จึงได้เข้าใจว่าตนเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว!
“เจ้าพวกสารเลว!”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้ คนทั้งสองต่างแสดงท่าทีเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น ตอนนั้นเขายังรู้สึกกระดากและละอายใจอยู่เลย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนไม่ได้คิดจะจบชีวิตตนเองด้วยการระเบิดร่างตั้งแต่แรก แต่คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล ผู้คนที่มาจากวัดหมื่นพุทธล้วนแต่เป็นพวกเจ้าเล่ห์ ส่วนผู้คนจากสำนักผกาครามก็เจ้าเล่ห์เป็นนิจ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญถึงเพียงนั้น!
ในยามนี้ เทพมนุษย์วัดเจดีย์ก็อยากจะหยุดการระเบิดร่างเช่นกัน ทว่าน่าเสียดายที่สายเกินไปเสียแล้ว เพราะเขาไม่ต้องการให้คนทั้งสองมีแผนสำรองตั้งแต่แรก จึงใช้พลังทั้งหมดระเบิดตัวตายทันที เพราะเกรงว่าตนเองจะตายช้าเกินไป…
อีกด้านหนึ่ง
หลี่เต้าไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนักต่อคนทั้งสองที่หลบหนีไป เพราะในตอนที่ทั้งสามคนล้อมโจมตีเขานั้น เขาก็รับรู้ได้แล้ว บนร่างของเทพมนุษย์จากวัดหมื่นพุทธและเทพมนุษย์จากสำนักผกาคราม ไม่มีกลิ่นอายของภัยคุกคามเลย มีเพียงเทพมนุษย์จากวัดเจดีย์เท่านั้นที่มี!
ในยามนี้ พลังในร่างของเทพมนุษย์จากวัดเจดีย์ได้ปลดปล่อยออกมาแล้ว
“พวกเจ้า… สมควรตาย!”
ด้วยความแค้นและความไม่ยินยอมอย่างรุนแรง เทพมนุษย์วัดเจดีย์ก็ได้กลายร่างเป็นแสงสว่างในชั่วขณะนี้ และหลี่เต้าที่อยู่ด้านข้างก็ถูกกลืนหายไปในแสงสว่างนั้นเช่นกัน
ณ ที่ห่างออกไป เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธและเทพมนุษย์สำนักผกาครามรู้สึกได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่มาจากเบื้องหลัง จึงหยุดฝีเท้าโดยสัญชาตญาณ
เมื่อหันกลับไปมอง พวกเขาก็เห็นแสงสีขาวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าที่ไม่ไกลนัก ในเวลาเดียวกัน สายลมและอสนีบาตก็พลันปั่นป่วน พลังแห่งฟ้าดินเดือดพล่าน พวกเขาไม่อาจเห็นเงาร่างของหลี่เต้าและเทพมนุษย์วัดเจดีย์ได้เลยแม้แต่น้อย แม้พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นจะอยู่ห่างออกไป แต่ก็ยังทำให้พวกเขาต้องตกใจจนสั่นสะท้าน
ทันใดนั้น ทั้งสองคนก็ต่างสบตากัน เผยสีหน้าทีเข้าใจกันและระแวดระวัง
“พระเต๋า เจ้าช่างไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย”
“อมิตาภพุทธ เมื่อความจริงกลายเป็นเท็จ ความเท็จก็กลายเป็นจริง ทุกสิ่งล้วนเป็นมายาดังความฝัน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุแห่งกรรมเท่านั้น”
หลังเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธรับรู้ได้ถึงลมหายใจของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ที่ค่อยๆ จางหายไป เขาก็กล่าวว่า “เมื่อกลับถึงวัดหมื่นพุทธ อาตมาจะจารึกแผ่นศิลาให้ด้วยตนเอง เพื่อส่งดวงวิญญาณของเขาไปสู่สุขาวดี”