ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 701: ทำลายล้างทั้งหมด!
บทที่ 701: ทำลายล้างทั้งหมด!
เมื่อเห็นเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธทำท่าทางราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เทพมนุษย์สำนักผกาครามก็ตระหนักได้ว่าตนประเมินความไร้ยางอายของอีกฝ่ายต่ำเกินไป
ต้องหนาด้านขนาดไหนถึงได้พูดคำเช่นนี้ออกมาได้
เขาคิดว่าการกระทำของตนเองที่รู้สึกผิดเพียงเล็กน้อยนั้นโหดร้ายมากพอแล้ว
แต่ที่แท้ก็ยังประเมินวีรบุรุษในใต้หล้าต่ำไปจริงๆ
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมา ต่อไปหากต้องติดต่อกับผู้คนจากวัดหมื่นพุทธ จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า
เทพมนุษย์สำนักผกาครามเอ่ยปากท่ามกลางแรงลมที่พัดกระโชก “เจ้าว่าเขาตายหรือไม่”
เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธกล่าวว่า “ถึงไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บแน่ พวกเราควรฉวยโอกาสนี้รีบจากไปกันเถอะ”
บาดเจ็บ?
เทพมนุษย์สำนักผกาครามดวงตาเป็นประกาย “หากเขาบาดเจ็บสาหัส พวกเราก็อาจจะซ้ำแผลเขาได้”
เมื่อพูดจบ เทพมนุษย์สำนักผกาครามก็หันไปมองเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธ
แล้วก็พบว่าอีกฝ่ายมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ราวกับไม่ได้พูดอะไรเลย
ช่างเถอะ พวกเราควรรีบกลับไปรวมตัวกับพวกเขาดีกว่า
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถโน้ามน้าวเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธได้ เทพมนุษย์สำนักผกาครามก็ส่ายหน้าพลางกล่าวต่อ
ในใจเขาคิด ‘พระชราผู้นี้ช่างหลอกยากเสียจริง’
ส่วนเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธเองก็คิดในใจ ‘ระดับแค่นี้ ยังคิดจะมาหลอกข้าหรือ?’
ขณะที่ทั้งสองต่างระแวงซึ่งกันและกัน และเตรียมจะจากไปนั้น ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศก็พลันดังมาจากด้านหลังของทั้งสอง
ในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
ในเวลาเช่นนี้ ผู้ที่จะตามมาทันก็คงมีแต่…
“ทั้งสองท่าน ไม่คิดหรือว่าตนเองรังแกคนซื่อสัตย์เกินไปแล้ว?”
เมื่อได้ยินเสียงของหลี่เต้า ทั้งสองคนก็ค่อยๆ หันหน้าไปมองด้วยสีหน้าแข็งทื่อ
ผลปรากฏว่าพวกเขาเห็นหลี่เต้ายืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ในมืออีกฝ่ายมีง้าวมังกรทมิฬถือเอาไว้
ทว่าต่างจากก่อนหน้านี้ตรงที่อีกฝ่ายได้สูญเสียอาภรณ์ท่อนบนไปแล้ว เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ ถึงแม้เขาจะโดนโจมตีด้วยการระเบิดตัวตายของเทพมนุษย์ แต่กลับไม่มีบาดแผลเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ม่านตาของทั้งสองคนก็พลันหดเล็กลง สายตาจับจ้องไปที่ปลายง้าวมังกรทมิฬ
บนนั้น มีศีรษะหนึ่งห้อยอยู่อย่างชัดเจน
ศีรษะที่ไร้ผมนั้นเบิกตากว้าง จ้องมองอย่างไม่วางตา
ดวงตาที่ตายตาไม่หลับนั้น ทำให้ทั้งสองรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ในใจ
ศีรษะนั้นไม่ใช่ของผู้ใด แต่เป็นของเทพมนุษย์วัดเจดีย์
แต่ว่าเทพมนุษย์วัดเจดีย์ไม่ได้จุดระเบิดตัวตายไปแล้วหรือ เหตุใดจึงยังเหลือศีรษะอยู่
พวกเขาไม่รู้ว่าหลี่เต้าจะปล่อยให้เหยื่อของตนฆ่าตัวตายต่อหน้าได้อย่างไร
ดังนั้น ก่อนที่เทพมนุษย์วัดเจดีย์จะระเบิดตัวตาย หลี่เต้าก็ได้เข้าไปประชิดตัวก่อน และใช้ง้าวตัดศีรษะของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ ส่งอีกฝ่ายไปสู่สุคติ
ด้วยเหตุนี้ หลี่เต้าจึงต้องรับความเสียหายทั้งหมดจากการระเบิดตัวตายของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ในระยะประชิด
และเพราะเหตุนี้ ก็ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บมาไม่น้อย
แต่แน่นอนว่าสำหรับเขาแล้ว บาดแผลเหล่านั้นไม่ถึงกับเอาชีวิต
ด้วยพลังกายของเขาในตอนนี้ เขาสงสัยว่าตราบใดที่ยังมีศีรษะเหลืออยู่ ร่างกายก็คงสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้
และด้วยพลังกายในปัจจุบันของเขา การระเบิดตัวตายของเทพมนุษย์วัดเจดีย์ก็ทำได้เพียงแค่นทำลายเนื้อหนังส่วนบนของร่างกายเขาเท่านั้น
หลังจากที่บาดแผลฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เขาก็ไล่ตามมา
“แย่แล้ว…”
ทั้งสองคนที่เคยคิดว่าตนเองฉลาด เมื่อเห็นหลี่เต้าแล้ว ในใจพวกเขาก็พลันรู้สึกหมดเรียวแรง
แต่ในชั่วขณะถัดมา ทั้งสองคนก็พลันพุ่งโจมตีหลี่เต้าพร้อมกัน
ทว่าในระหว่างที่กำลังจะโจมตีนั้น ทั้งสองคนก็พลันหันหลังกลับ แล้วรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
จะหนีไปตอนนี้ ไม่คิดว่าสายเกินไปแล้วหรือ
หลี่เต้าดูเหมือนจะคาดการณ์เอาไว้แล้ว เขาจึงพุ่งตัวไปขวางหน้าคนหนึ่งเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นหลี่เต้าขวางทางตนเอง สีหน้าของเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีในทันที
เหตุใดจึงเป็นเขา!
เมื่อหันกลับไปมอง เทพมนุษย์สำนักผกาครามได้หลบหนีออกไปไกลแล้ว
“บ้าเอ๊ย…”
ทว่าก่อนที่เทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธจะทันได้เอ่ยปาก หลี่เต้าก็ได้ชูง้าวมังกรทมิฬขึ้นมาตรงหน้าเขาเสียก่อน
วิ่งอย่างบ้าคลั่ง!
วิ่งโดยไม่หันกลับมามอง!
นั่นคือความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของเทพมนุษย์สำนักผกาคราม
จนกระทั่งวิ่งออกมาได้ระยะหนึ่ง เขาจึงกล้าที่จะค่อยๆ เหลียวมองกลับไปด้านหลังอย่างระมัดระวังขณะที่ยังคงวิ่งอยู่
เมื่อเห็นว่าร่างของหลี่เต้าและเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธหายไปแล้ว เขาถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย
และเข้าใจว่าหลี่เต้าไปหาเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธก่อน
“ไม่ว่าเจ้าจะวางแผนอย่างไรก็ไร้ความหมาย วิ่งให้เร็วต่างหากคือสัจธรรม”
เทพมนุษย์สำนักผกาครามคิดว่าตนเองเร็วกว่าเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธ จึงสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่กล้าผ่อนคลาย
ในตอนนี้ เขาถึงได้เห็นพลังที่แท้จริงของหลี่เต้า
ด้วยสภาพของเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธแล้ว เขาคงไม่สามารถหน่วงเหนี่ยวอีกฝ่ายเอาไว้ได้นาน
ดังนั้น เขาจึงต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
เทพมนุษย์สำนักผกาครามเห็นร่างของศิษย์ทั้งสามสำนักที่หนีไปก่อนหน้านี้แล้ว
และเมื่อเห็นหลักเขตแดนบริเวณรอยต่อของสามแคว้น นั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกยินดีมากยิ่งขึ้นไปอีก
ศิษย์จากสามสำนักส่วนหนึ่งได้ข้ามหลักเขตแดนไปแล้ว ออกจากต้าเฉียนเข้าสู่อาณาเขตของอีกสองแคว้นได้สำเร็จ
อีกด้านหนึ่ง
เนื่องจากเทพมนุษย์สำนักผกาครามใช้พลังทั้งหมดในการบิน จึงทำให้เกิดพลังแห่งฟ้าดินจำนวนมาก
ดังนั้น ในไม่ช้า ผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวนี้
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไป ก็พบร่างของเทพมนุษย์สำนักผกาครามอยู่บนนั้น
“เป็นผู้อาวุโส! ผู้อาวุโสทั้งหลายตามมาทันแล้ว!”
หลังจากมองเห็นได้ชัดเจน ผู้คนจากสามสำนักที่อยู่ด้านล่างก็เปล่งเสียงร้องด้วยความยินดี
พวกเขาคิดว่าผู้อาวุโสทั้งสามท่านสามารถหลบหนีจากหลี่เต้าได้สำเร็จแล้ว
หลายคนถึงกับกล้าคาดเดาว่าผู้อาวุโสทั้งหลายได้จัดการกับหลี่เต้าเรียบร้อยแล้ว
แต่ไม่นานพวกเขาก็เริ่มมีสีหน้าสงสัย
เหตุใดจึงมีเพียงผู้อาวุโสสำนักผกาครามเพียงผู้เดียว
บนท้องฟ้า
เมื่อเห็นหลักเขตแดนใกล้เข้ามาทุกที แววตาแห่งความยินดีในดวงตาของผู้อาวุโสสำนักผกาครามก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
เพียงแค่ข้ามหลักเขตแดนไปเท่านั้น…
ทว่าในยามนั้นเอง เสียงแหวกอากาศที่คุ้นเคยก็พลันดังมาจากเบื้องหลัง
เทพมนุษย์สำนักผกาครามหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ
จากนั้นความหนาวเหน็บก็แล่นปราดไปทั่วร่าง
เป็นร่างที่คุ้นเคยร่างนั้น
และเขาก็เห็นอีกหนึ่งศีรษะที่ถูกเสียบอยู่บนง้าวมังกรทมิฬ
เป็นศีรษะของเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธ
เร็ว!
ต้องรีบหนีให้เร็วที่สุด!
เทพมนุษย์สำนักผกาครามกัดฟันเร่งฝีเท้าอย่างเต็มที่
ยังจะหนีอีกหรือ?
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดคนพวกนี้จึงพยายามข้ามหลักเขตแดนอย่างไม่ลดละ แต่หลี่เต้าก็หมดความอดทนที่จะไล่ตามต่อไปแล้ว
“ปลดปล่อย”
ทันใดนั้น พลังปราณโลหิตก็พุ่งพล่านอยู่ในร่าง แขนขวาของหลี่เต้าที่กุมง้าวมังกรทมิฬพองขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไร้เทียมทาน! พังทลาย!”
ในชั่วขณะถัดมา หลี่เต้าก็ก้มตัวสะสมพลัง ก่อนจะทุ่มเรี่ยวแรงขว้างง้าวมังกรทมิฬในมือขวาออกไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน
ทันใดนั้น อสนีบาตสวรรค์นับพันหมื่นสายก็ส่งเสียงดังกึกก้องขึ้นกลางนภา
ผู้คนเบื้องล่างเห็นเพียงแสงสีเลือดสายหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้าไป จนทำให้พวกเขาไม่อาจลืมตามองได้ชั่วขณะ
แสงสีเลือดพุ่งแหวกนภากว้าง ร่องรอยตามเส้นทางนั้นได้พัดพาตัวเทพมนุษย์สำนักผกาครามที่กำลังหลบหนีไปด้วย
โครม!
เกือบจะพร้อมกันนั้น เสียงระเบิดก็ได้ดังขึ้นตรงหน้าหลักเขตแดนต้าเฉียน
เมื่อศิษย์ทั้งสามสำนักพยายามลืมตาขึ้นมาดู พวกเขาก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นภาพตรงหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตื่นและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
เบื้องหน้าหลักเขตแดนต้าเฉียน ง้าวมังกรทมิฬที่แผ่อายรอนและมีสายฟ้าพันรอบ ได้ปักอยู่บนกองหินที่แตกกระจายและร่างของใครบางคน
เจ้าของร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเทพมนุษย์สำนักผกาคราม