ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 702: ชะตาแผ่นดินกดทับ
บทที่ 702: ชะตาแผ่นดินกดทับ
ต้องยอมรับว่าพลังชีวิตของผู้อยู่ในระดับเทพมนุษย์นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก
เนื่องจากเป็นแผลทะลุผ่าน หลังจากถูกตรึงลงกับพื้นแล้ว เทพมนุษย์สำนักผกาครามจึงยังไม่สิ้นใจในทันที
แต่ก็อยู่ในสภาพใกล้ตายแล้ว
อสนีบาตสวรรค์บนง้าวมังกรทมิฬได้ทำลายอวัยวะภายในของเขาจนย่อยยับ
ตอนนี้เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายเท่านั้น
ตึง!
หลี่เต้าลงมาจากท้องฟ้า เหยียบลงบนพื้นดินที่แตกละเอียด ก่อนจะเดินตรงมาถึงข้างกายเทพมนุษย์สำนักผกาคราม
อาจเป็นเพราะความยึดมั่นถือมั่น เทพมนุษย์สำนักผกาครามถึงได้ยกมือที่สั่นระริกขึ้นเอื้อมไปทางหลักเขตแดน
ในชั่วขณะถัดมา มือของเขาก็ร่วงลงสู่พื้น
[สังหารศัตรู 1 ราย ได้รับคุณสมบัติ: 102381.82]
เมื่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น เทพมนุษย์สำนักผกาครามก็ล้มลงกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างไม่หลับแม้ยามสิ้นใจ
“ผู้อาวุโส!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เหล่าศิษย์จากสามสำนักที่ข้ามหลักเขตแดนมาก็ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พวกเขาคิดว่าบรรดาผู้อาวุโสเทพมนุษย์ได้จัดการหลี่เต้าแล้วจึงไล่ตามมา
ไม่คิดว่าจะโดนไล่ล่าจนเหลือเพียงคนเดียวที่วิ่งหนีมาได้
หลี่เต้าชักง้าวมังกรทมิฬออกมาจากร่างไร้วิญญาณของเทพมนุษย์สำนักผกาคราม
ก่อนหน้านี้เขาได้เสียบศีรษะของเทพมนุษย์วัดเจดีย์และเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธไว้บนง้าวมังกรทมิฬแล้วโยนมาพร้อมกัน
เดิมทีคิดว่าศีรษะของทั้งสองคนจะถูกทำลายจากการเสียดสีอย่างรุนแรง
แต่ไม่คิดว่าศีรษะของคนทั้งสองจะแข็งแกร่งเกินคาด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์หรือเป็นเพราะเทพมนุษย์วัดหมื่นพุทธหนังหนากันแน่
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็ต้องจัดการให้เรียบร้อย
นี่ก็ถือเป็นของรางวัลจากชัยชนะแล้ว
ว่าแล้วหลี่เต้าก็ยกง้าวมังกรทมิฬขึ้นตัดศีรษะของเทพมนุษย์สำนักผกาคราม แล้วเสียบไว้บนง้าวมังกรทมิฬราวกับร้อยผลน้ำเต้า
ภาพที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้เหล่าศิษย์จากสามสำนักที่อยู่อีกฝั่งของหลักเขตแดนต่างพากันสั่นสะท้าน
เทพมนุษย์ของทั้งสามสำนักล้วนตกตายลงแล้ว
พวกเจ้ายังมีความสามารถอะไรอีก? จะเรียกคนมาเพิ่มอีกหรือไม่
หลี่เต้าถือง้าวมังกรทมิฬไว้ในมือ สายตาของเขาจับจ้องไปยังเหล่าศิษย์ของสามสำนักที่อยู่อีกฝั่งของหลักเขตแดน
“ท่านไม่สามารถลงมือกับพวกข้าได้ พวกข้าได้ออกจากแคว้นต้าเฉียนแล้ว!”
เจ้าสำนักผกาครามเอ่ยด้วยใบหน้าซีดขาว
“ลงมือไม่ได้? เพราะพวกเจ้าออกจากแคว้นต้าเฉียนแล้วอย่างนั้นหรือ?”
หลี่เต้าก้าวย่างมาถึงหน้าหลักเขตแดน
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง สายตาจึงจับจ้องไปที่หลักเขตแดน
บนหลักเขตแดนนั้น เขารับรู้ได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมอยู่บนนั้น
แต่ก่อนหน้านี้ ตอนที่อยู่ทีชนเผ่าเป่ยหมานเขาก็เคยเจอหลักเขตแดนมาแล้ว ทำไมถึงไม่เคยรู้สึกว่ามันผิดปกติเลย
หรือว่าเป็นเพราะตอนนั้นยังไม่แข็งแกร่งพอ
พอคิดได้ดังนั้น หลี่เต้าก็ก้าวข้ามหลักเขตแดนไปทันที
ส่วนการข้ามหลักเขตแดนจะนำมาซึ่งผลลัพธ์อะไร…
ในอดีตเขาก็เคยนำทัพข้ามหลักเขตแดนมาแล้ว
และเมื่อเขาข้ามหลักเขตแดนไปจริงๆ ถึงได้พบว่าครั้งนี้แตกต่างจากครั้งในอดีต
เมื่อเขาก้าวข้ามหลักเขตแดนเข้าสู่พื้นที่ระหว่างชนเผ่าเป่ยหมานและต้าชิง
เขาก็พลันรู้สึกได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างเข้ามาโอบล้อมรอบตัวในทันที
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นพลางกำมือ “นี่มัน… พลังถูกจำกัดงั้นหรือ?”
ภายใต้พลังที่มองไม่เห็นนั้น หลี่เต้ารู้สึกอึดอัดไปทั้งร่าง ราวกับมีบางสิ่งกดทับร่างกายตามธรรมชาติ
ภายใต้การกดทับเช่นนี้ หลี่เต้าพบว่าพลังของตนไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์
ในยามนั้น เมื่อผู้คนจากสำนักทั้งสามเห็นหลี่เต้าก้าวข้ามเขตแดนมา พวกเขาก็ต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัว
แต่เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของหลี่เต้า เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากว่า “ใต้เท้าหลี่ ท่านอาจไม่ทราบ เทพมนุษย์ไม่สามารถข้ามพรมแดนของแคว้นใดได้ตามอำเภอใจ”
“หากฝ่าฝืนข้ามมา จะถูกชะตาแผ่นดินของแคว้นนั้นกดทับ”
“ผู้อาวุโสของพวกเราทั้งสามสำนักล้วนตายด้วยน้ำมือท่านแล้ว ขอความปรานีด้วยเถิด”
ด้วยพลังที่หลี่เต้าแสดงออกมา ทำให้ผู้คนจากสามสำนักใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเกลียดชังหลี่เต้า เหลือเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น
“ชะตาแผ่นดินกดทับ?”
เมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนั้น หลี่เต้าก็เริ่มเข้าใจขึ้นบ้างแล้ว
พลังของผู้ที่อยู่ในระดับเทพมนุษย์นั้นรุนแรงเกินไป
หากแต่ละแคว้นไม่มีวิธีคานอำนาจผู้ที่มีพลังระดับเทพมนุษย์ บรรดาฮ่องเต้คงไม่ต้องเปรียบวัดกำลังทหารหรือส่งกองทัพไปรบราฆ่าฟันกันอีกต่อไป เพียงแค่เปรียบความแข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับเทพมนุษย์ก็เพียงพอแล้ว
และสิ่งที่เรียกว่าการกดทับของชะตาแผ่นดินนี้ คงเป็นวิธีที่ใช้จำกัดผู้ที่อยู่ในระดับเทพมนุษย์โดยเฉพาะ
หลี่เต้าลองทดสอบดู เขาพยายามรวบรวมพลังในตัว
ผลปรากฏว่า ทันทีที่พลังเกินขีดจำกัดหนึ่ง ชะตาแผ่นดินที่มองไม่เห็นก็จะกดทับลงมา
และขีดจำกัดนี้ดูเหมือนจะเป็นข้อจำกัดของระดับกึ่งเทพมนุษย์จนถึงระดับเทพมนุษย์
กล่าวคือ เมื่อใดที่พลังบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์ ชะตาแผ่นดินนั้นก็จะรวมตัวกันมากดทับผู้ที่ใช้พลัง
พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เมื่อก้าวข้ามหลักเขตแดนไป จะมีพันธนาการชั้นหนึ่งมาผูกมัดเทพมนุษย์เอาไว้ จำกัดพลังของพวกเขา
แน่นอนว่าไม่ใช่เทพมนุษย์ทุกคนจะถูกจำกัดพลัง
มันจะมุ่งเป้าไปที่เทพมนุษย์ต่างถิ่นอย่างหลี่เต้าเท่านั้น
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเทพมนุษย์ทั้งสามของสำนักใหญ่ถึงได้มุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามหลักเขตแดนมา
คงเป็นเพราะพวกเขารู้ถึงข้อจำกัดของชะตาแผ่นดินที่มีต่อเทพมนุษย์ต่างถิ่น
“ชะตาแผ่นดินจำกัดพลังงั้นหรือ…”
หลี่เต้ารับรู้ได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นนั้น
หลังจากการแปรสภาพครั้งก่อน ร่างกายของเขาก็ได้บรรลุสภาวะที่จิตวิญญาณและร่างกายเป็นหนึ่งเดียวกัน
เขารู้สึกว่าหากต้องการ เขาก็สามารถคว้าจับชะตาแผ่นดินที่มองไม่เห็นนั้นได้
จากนั้นก็อาจลองฉีกทำลายพันธนาการชั้นนี้ดู
แต่ทว่า ขณะที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ความรู้สึกเตือนภัยก็ก่อตัวขึ้นในใจอย่างลึกลับ
ความรู้สึกเตือนภัยนี้บอกเขาว่า แม้เขาจะสามารถฉีกทำลายพันธนาการชั้นนี้ได้ แต่จะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่บางอย่าง
หลี่เต้าเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองมาก
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชะตาแผ่นดินของแคว้นเช่นนี้
ไม่ว่าเขาจะมั่นใจในตัวเองเพียงใด แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถต้านชะตาแผ่นดินของทั้งแผ่นดินได้เพียงลำพัง
แต่ใครบอกว่าชะตาแผ่นดินที่กดทับเขาอยู่จะทำให้เขาไม่สามารถจัดการกับคนพวกนี้ได้
เทพมนุษย์แต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน
หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ หลี่เต้าไม่ใช่เทพมนุษย์แบบดั้งเดิม
ชะตาแผ่นดินจะกดทับอย่างไรก็แค่กดทับพลังเท่านั้น
แต่ร่างกายของหลี่เต้านั้นไม่มีทางถูกทำให้อ่อนแอลงได้
แม้ว่าชะตาแผ่นดินจะกดทับจนทำให้พลังของหลี่เต้าไม่อาจถึงระดับเทพมนุษย์
แต่แค่อาศัยพลังกายของเขา อย่าว่าแต่คนตรงหน้าพวกนี้เลย
ต่อให้อีกฝ่ายสามารถใช้พลังเทพมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็สามารถใช้พลังกายต่อสู้จนอีกฝ่ายหมดแรงตายได้
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
เมื่อหลี่เต้าหันกลับไปมอง ก็เห็นม่านฝุ่นควันม้วนตลบพัดเข้ามา
จากนั้น เงาร่างของกองทัพหมาป่าฝู่ถูก็ได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านฝุ่นนั้น
เห็นได้ชัดว่ากองทัพหมาป่าฝู่ถูได้บรรลุภารกิจของพวกเขาแล้ว จึงรีบมาให้การสนับสนุน
หลี่เต้าหันกลับมามองผู้คนจากสามสำนักใหญ่อีกครั้ง แล้วเอ่ยว่า “การออกจากแคว้นต้าเฉียนถือเป็นการกบฏ”
“และจุดจบของผู้ทรยศมีเพียงหนึ่งเดียว”
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะหนีไปที่ใด ก็มีเพียงคำเดียว”
“ตาย!”
หลี่เต้ามองด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานีในขณะที่กองทัพหมาป่าฝู่ถูก็กำลังจะบุกโจมตีเข้ามาจากด้านหลัง
ในที่สุด เจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธก็ไม่อาจกดข่มความหวาดกลัวที่มีต่อหลี่เต้าได้อีกต่อไป จึงเอ่ยปากว่า “พวกเราขอยอมกลับไปสวามิภักดิ์ต่อแคว้นต้าเฉียนและจะทำตามคำสั่งของท่านทุกประการ”
ไม่นานนัก เจ้าสำนักสำนักผกาครามและเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ก็ตัดสินใจเช่นเดียวกัน
แต่ว่า…
“เสียใจรึ? สายเกินไปแล้ว!”
เมื่อกองทัพหมาป่าฝู่ถูมาถึงหลักเขตแดน หลี่เต้าก็ออกคำสั่งทันที
“ฆ่า!”
หลังจากพลังของหลี่เต้าผสานรวมกับกองทัพหมาป่าฝู่ถูทั้งกองทัพ วิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพที่ก็น่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
เมื่อมีหลี่เต้ารวมแบ่งเบาภาระ พวกเขาก็สามารถโจมตีได้อย่างไร้ความกังวลใดๆ