ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 706: วิชาลับสายเลือด
บทที่ 706: วิชาลับสายเลือด
ผ่านไปอีกหลายวัน
หลี่เต้ากำลังนอนพักผ่อนอยู่ในลานเล็กๆ ทันใดนั้น เถี่ยขวงเหรินก็รีบวิ่งเข้ามาหา
“พี่เขย ข้าจัดการคนพวกนั้นเสร็จหมดแล้ว”
เถี่ยขวงเหรินเข้ามารายงานอย่างใกล้ชิด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ข้ารู้แล้ว”
เถี่ยขวงเหรินทำหน้างุนงง เขาเพิ่งจัดการเสร็จ แล้วเหตุใดถึงรู้ได้
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ หลี่เต้าเพิ่งได้รับคะแนนคุณสมบัติมาหนึ่งชุด
แม้จำนวนจะไม่มาก แต่เขาก็รู้ที่มาของคะแนนคุณสมบัติเหล่านี้
เถี่ยขวงเหรินไม่ได้คิดอะไรมาก เขาถามต่อว่า “พี่เขย แล้วคนที่เหลือควรจัดการอย่างไร?”
“ให้ลงทะเบียนบันทึกไว้”
หลี่เต้าลุกขึ้นนั่งพลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “จากนั้นให้ส่งพวกเขาไปตามมณฑลต่างๆ ของต้าเฉียน”
“ให้รับราชการสามปี หากไม่มีปัญหาใดหลังจากสามปี ก็ปล่อยให้ไปตามยถากรรม”
ด้วยเหตุที่พวกเขาลล้วนเป็นชาวยุทธ์ หากปล่อยตัวไปในทันที ไม่แน่ว่าอาจก่อให้เกิดผลกระทบบางอย่างขึ้นได้
เพื่อความไม่ประมาท ให้ราชสำนักควบคุมดูแลสักระยะจะดีกว่า
ในตอนนั้นเอง ก็พลันมีเสียงแหลมดังขึ้นบนท้องฟ้าเหนือลานเรือน
เห็นเพียงหน่วยอินทรีน้อยบินลงมาจากฟ้า แล้วเกาะลงบนบ่าของหลี่เต้า
“แกว๊ก!”
หน่วยอินทรีตัวน้อยส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะใช้หัวถูไถหลี่เต้าอย่างสนิทสนม
“ให้เจ้า”
หลี่เต้างอนิ้วดีดออกไป ทำให้พลังปราณโลหิตก้อนเล็กๆ ลอยออกมา
หน่วยอินทรีตัวน้อยคาบมันเข้าปากอย่างแม่นยำ แล้วกลืนลงไป จากนั้นก็แสดงท่าทางเมามายออกมา
หลี่เต้ายื่นมือไปหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่ผูกติดอยู่ที่ขาของหน่วยอินทรีตัวน้อยออกมา
เขาเปิดดูเพียงแวบเดียว แล้วก็พยักหน้าเงียบๆ
“ได้แล้ว ไปเถอะ”
หลี่เต้าลูบหัวหน่วยอินทรีตัวน้อย จากนั้นมันก็บินขึ้นไปอย่างโซเซ แล้วหายลับไปบนท้องฟ้า
“พี่เขย มีอะไรหรือ?”
เถี่ยขวงเหรินถามด้วยความสงสัย
ทันใดนั้นก็พลันมีแสงสีแดงวาบขึ้นที่มือหลี่เต้าแล้วจดหมายฉบับนั้นก็ถูกเผาไป
เขาเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้ามาถึงแล้ว”
“ของขวัญหรือ?” เถี่ยขวงเหรินทำหน้างุนงง
หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไรมาก เอ่ยเพียงว่า “ไปเถิด ไปแจ้งพวกซานเหนียงกับโหยวเอ๋อร์ด้วย”
“ขอรับ”
ครู่ต่อมา
เถี่ยขวงเหรินก็ได้พาเถียซานเหนียงและปี้โหยวเอ๋อร์มาถึงลานเรือน
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ตรงหน้าหลี่เต้าในลานเรือนมีหีบไม้หลายใบวางอยู่
“พี่เขย ของขวัญที่ท่านว่าคือหีบไม้พวกนี้หรือ?”
เถี่ยขวงเหรินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หลี่เต้ายิ้มบางพลางกล่าวว่า “เปิดดู แล้วพวกเจ้าจะรู้เอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถี่ยขวงเหรินก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วเปิดหีบไม้ออก
เขาพบว่าด้านในมีตำราจำนวนมากวางเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ ดูท่าทางน่าจะเป็นตำราลับการบำเพ็ญ
เถี่ยขวงเหรินหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาดู แล้วเห็นชื่อของมัน
“วิชาการหายใจเรียกพลัง”
เถี่ยขวงเหรินเปิดดูอย่างผ่านๆ แล้วครู่หนึ่งก็เอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “นี่เป็นวิชาบำเพ็ญสายเลือดหรือ?”
เมื่อพูดถึงการบำเพ็ญสายเลือด เถียซานเหนียงและปี้โหยวเอ๋อร์ต่างก็แสดงสีหน้านสนใจเช่นกัน
ทั้งสามเข้าไปหยิบตำราในหีบขึ้นมาอ่าน
พอเห็นท่าทางจริงจังของทั้งสามคน หลี่เต้าก็พลันหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่ต้องเข้าร่วมสำนักก็สามารถเรียนรู้วิชาบำเพ็ญสายเลือดได้ ตอนนี้ข้าก็ทำให้พวกเจ้าสมปรารถนาแล้ว”
พอได้ยินดังนั้น เถี่ยขวงเหรินก็ชะงักไป
จากนั้นจึงถามว่า “พี่เขย ตำราเหล่านี้ได้มาจากที่ใดกัน?”
หลี่เต้าตอบตามตรง “ได้มาจากสำนักที่ถูกทำลายพวกนั้น”
“สำนักมีความผิด แต่ตำราลับไม่มีความผิด”
“ช่วงหลายวันนี้ ข้าได้ส่งคนไปค้นหาตามที่ตั้งเก่าของสำนักใหญ่ต่างๆ อีกทั้งยังมีบางส่วนที่ได้มาจากตอนที่ทำลายสำนักเหล่านั้น”
เถี่ยขวงเหรินมองตำราในมือ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ที่พี่เขยบอกว่าไม่ต้องเข้าร่วมสำนักก็สามารถฝึกวิชาลับสายเลือดได้ ที่แท้ก็คือการทำลายสำนักของผู้อื่นแล้วขโมยวิชาลับสายเลือดมาใช้เองนี้นี่เอง
จู่ๆ เขาก็พบเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
หรือว่าตอนนั้นพี่เขยจับตาดูพวกเขาอยู่แล้ว?
ในใจของเถี่ยขวงเหริน ความน่าสะพรึงกลัวของพี่เขยผู้นี้พุ่งสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง
ในตอนนั้นเองหลี่เต้าได้เอ่ยปากพูดต่อว่า “พวกเจ้าลองฝึกดูก่อน ดูว่าจะได้ผลอย่างไร หากใช้ไม่ได้ ข้าจะหาให้พวกเจ้าใหม่”
เถี่ยขวงเหริน “…”
ยังจะค้นหาอีกหรือ?
จะค้นหาจากที่ใดเล่า?
เขาไม่กล้าคิดอะไรมากไปกว่านี้
เถียซานเหนียงหันไปมองปี้โหยวเอ๋อร์ “โหยวเอ๋อร์ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการบำเพ็ญไม่มากนัก แต่เจ้ามีพรสวรรค์ด้านสายเลือด เจ้าต้องขยันให้มากขึ้นเสียหน่อย”
ปี้โหยวเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง
นางรู้ถึงประโยชน์ของการบำเพ็ญมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส บัดนี้มีโอกาสแล้วย่อมต้องคว้าเอาไว้
ครู่ต่อมา
ทั้งสามคนต่างเลือกตำราลับสายเลือดจากในหีบไปคนละไม่กี่เล่ม
เมื่อเจอสิ่งใหม่ๆ ทั้งสามคนก็ย่อมอยากรู้อยากเห็นจนรอไม่ไหว
หลังทั้งสามคนจากไป หลี่เต้าก็จ้องมองไปที่ตำราลับในหีบ
ตอนที่ฝึกฝนตำราลับตามแบบแผนเดิมไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่าตำราลับสายเลือดนี้จะได้ผลกับเขาหรือไม่
พอคิดแล้ว เขาก็หยิบตำราลับสายเลือดที่ค่อนข้างพื้นฐานและง่ายเล่มหนึ่งออกมาจากหีบ
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ในลานเรือน หลี่เต้าพลันลืมตาขึ้น
มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย
ข่าวดีคือ เขาพบว่าตนเองสามารถฝึกฝนวิชาลับสายเลือดระดับนี้ได้
นั่นพิสูจน์ว่าในตัวเขาก็มีสายเลือดอยู่เช่นกัน
แต่ข่าวร้าย…
การฝึกฝนวิชาลับสายเลือดนี้ กลับทำให้เขาพัฒนาได้ช้ากว่าการที่ร่างกายพัฒนาขึ้นเองตามธรรมชาติเสียอีก
แม้เขาจะไม่ทำอะไรเลย แต่การเติบโตของร่างกายตามธรรมชาติก็ยังแข็งแกร่งกว่าการฝึกฝนเสียอีก
อาจจะมีวิชาลับสายเลือดที่ร้ายกาจกว่านี้ที่สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้
แต่จะเร็วได้สักแค่ไหนกัน?
จะเทียบได้กับวิชาลับ ‘เพิ่มแต้ม’ ของเขาหรือ?
ดังนั้น สิ่งนี้สำหรับเขาก็เป็นเพียงของไร้ค่าที่จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์
แน่นอน สำหรับเขาอาจจะเป็นเพียงของเหลือทิ้ง แต่สำหรับคนอื่นอาจจะมีประโยชน์
ดังนั้น หลี่เต้าจึงเรียกจางเมิ่งและคนอื่นๆ มาพบ
“หัวหน้า”
จางเมิ่งและคนอื่นๆ มารวมตัวกันอยู่ในลานเรือน
หลี่เต้าเอ่ยปากถาม “เสวี่ยปิง เจ้าได้รวบรวมอุปกรณ์ตรวจสอบพรสวรรค์สายเลือดของสำนักต่างๆ มาหรือไม่?”
เสวี่ยปิงตอบว่า “หัวหน้าข้าหามาได้ไม่น้อย ดูเหมือนว่าของพวกนั้นในสำนักไม่ได้หายากเท่าไรนัก”
หลี่เต้ามองไปที่พวกจางเมิ่งแล้วกล่าวว่า “เอาของพวกนั้นไปตรวจสอบสายเลือดของกองทัพฝู่ถูดู”
กองทัพฝู่ถูแข็งแกร่งนัก
แต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ
หลี่เต้าตั้งเป้าหมายเล็กๆ ให้กับกองทัพหมาป่าฝู่ถูว่าจะต้องสามารถล้อมปราบเทพมนุษย์ให้ได้
หลังจากส่งคำสั่งลงไปแล้ว
หลี่เต้าก็โยนตำราลับสายเลือดในมือกลับเข้าไปในหีบ
จากนั้นก็เรียกขึ้นในใจว่า ‘ระบบ’
เจ้านาย: หลี่เต้า
พลังกาย: 1887529.36
คุณสมบัติที่ใช้ได้: 618214.25
หลี่เต้ามองดูระบบและพบว่าเมื่อพลังกายเพิ่มขึ้น ความเร็วในการเติบโตของพลังกายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตอนที่พลังกายมีเพียงแค่หลักแสน แต่ละวันพลังกายเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งถึงสองแต้มเท่านั้น
แต่ตอนนี้พลังกายมีถึงหลักล้าน นับจากการเพิ่มแต้มครั้งล่าสุดจนถึงตอนนี้ พลังกายเพิ่มขึ้นหลายร้อยแต้ม
เฉลี่ยแล้วอย่างน้อยวันละสิบกว่าแต้ม
อย่าเพิ่งมองว่าสิบกว่าแต้มนั้นน้อย หากคิดเป็นจำนวนคน
นั่นหมายความว่าโดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละวันเขาสังหารคนธรรมดาไปนับร้อยคน
จากนั้น หลี่เต้าจึงมองไปที่คุณสมบัติที่ใช้ได้
แปดแสนกว่า
นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการกับผู้คนในยุทธภพ
แม้จะไม่เทียบเท่ากับการเดินทางไปเกาะ แต่นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่มาก
มันคือหนึ่งในสามของคุณสมบัติทั้งหมดของเขา
หลี่เต้ามองตัวเลขบนระบบแล้วพึมพำกับตนเองว่า “ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะสามารถบรรลุข้อกำหนดของการแปรสภาพได้หรือไม่”
สำหรับการแปรสภาพ หลี่เต้ายังคงรู้สึกตื่นเต้น เพราะทุกครั้งที่แปรสภาพ พลังของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจากคุณสมบัติเดิมที่มีอยู่