ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 708: การจากลา
บทที่ 708: การจากลา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอีกหลายวัน
วันนี้ หลี่เต้าได้รับจดหมายจากเมืองหลวง
เมื่อเห็นหลี่เต้าอ่านจดหมายจบ เถียซานเหนียงที่อยู่ด้านข้างก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ “พี่หลี่ จดหมายว่าอย่างไรบ้างหรือ?”
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นพลางยิ้มบางให้ “จดหมายจากซิงเออร์ ถามว่าพวกเราจะกลับเมืองหลวงเมื่อใด”
พอได้ยินเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็เม้มปากน้อยๆ
อันที่จริง หลังจากเรื่องในแคว้นหมู่เกาะจบลง พวกนางก็ควรจะกลับเมืองหลวงได้แล้ว
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนางเองที่ดึงหลี่เต้าให้พักอยู่ที่เจียงโจวช่วงหนึ่ง
หากกลับไปแล้วซิงเอ๋อร์รู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะหัวเราะเยาะนางอย่างไรบ้าง
หลังจากเก็บจดหมายแล้ว หลี่เต้าก็มองไปทางทิศเมืองหลวงแล้วกล่าวว่า “อยู่ที่เจียงโจวมานานพอแล้ว ถึงเวลาต้องกลับเมืองหลวงเสียที”
ไม่ได้พบจิ๋วเอ๋อร์และคนอื่นๆ นานแล้วในใจของเขาจึงคิดถึงพวกนางอยู่บ้าง
อีกอย่าง เรื่องราวในเจียงโจวก็จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว การอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรมากนัก
“ได้ ข้าจะสั่งให้คนไปเตรียมตัว”
ครั้งนี้ เถียซานเหนียงไม่ได้คิดจะรั้งตัวหลี่เต้าให้อยู่กับนางต่ออีกสักหน่อย
เพราะนางเข้าใจดีว่าอะไรที่มากเกินไปก็ไม่ดี
หนึ่งวันต่อมา
หน้าจวนรองเจ้าเมือง
หลี่เต้ายืนอยู่ข้างรถม้า เบื้องหน้าของเขามีคนอยู่สองคน
หลี่เต้ามองไปที่เถี่ยขวงเหรินแล้วกล่าวว่า “เรื่องทางเจียงโจว ข้าจะมอบให้เจ้าดูแล หากมีเรื่องใดให้บอกพี่สาวของเจ้า นางสามารถติดต่อข้าได้โดยตรง”
เถี่ยขวงเหรินตบอกพลางเอ่ยเสียงดัง “พี่เขยวางใจได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านและพี่สาวผิดหวังในความไว้วางใจเป็นอันขาด”
ว่าแล้วเขาก็กระซิบต่อทันที “พี่เขย อย่าลืมที่ท่านเคยรับปากข้าไว้ หากข้าทำได้ดี ท่านจะให้ข้าเข้าร่วมกองทัพฝู่ถู”
หลี่เต้ายิ้มน้อยๆ พลางพยักหน้า “รู้แล้ว”
แม้ว่าตอนนี้กองทัพฝู่ถูจะมีกำลังพลครบแล้ว แต่หากใช้เพียงกองทัพฝู่ถูเดียวในเวลานี้ก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไป
ดังนั้น หลี่เต้าจึงคิดจะลงมือจัดตั้งกองทัพฝู่ถูขึ้นมาไม่อีกหนึ่งกอง
แน่นอนว่ากองทัพฝู่ถูกองนี้คงไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหมือนกองทัพหมาป่าฝู่ถูแต่พละกำลังนั้นจะต้องเหนือกว่ากองทัพทั่วไปอย่างแน่นอน
อีกทั้งยังพอจะจัดการให้เถี่ยขวงเหรินเข้าไปในภายภาคหน้าได้
ส่วนกองทัพหมาป่าฝู่ถูในตอนนี้ อย่าได้คิดเลย
หลังจากกำชับเถี่ยขวงเหรินเสร็จ หลี่เต้าก็หันไปมองซ่งเทียนเต้าที่อยู่ด้านข้าง
เขาเอ่ยปากว่า “ข้ากลับเมืองหลวงคราวนี้ จะรายงานสถานการณ์ของนครดาบให้องค์หญิงหมิงเย่วทราบ และจะจัดการให้นครดาบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชสำนักต้าเฉียนอย่างเป็นทางการ”
ซ่งเทียนเต้าพยักหน้าพลางกล่าวว่า “รบกวนใต้เท้าหลี่แล้ว”
“อ้อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งจะมอบหมายให้เจ้า”
“ขอใต้เท้าโปรดสั่งมา”
“ช่วยข้าสืบหาข้อมูลของสำนักชั้นสูงเหล่านั้นด้วย โดยเฉพาะสำนักชั้นสูงที่ข้าได้ทำลายไปในครั้งนี้”
มีแต่โจรที่ลงมือปล้นพันวัน แต่ไม่มีใครที่จะป้องกันโจรได้พันวัน
หลังจากที่เขาลงมือทำลายสำนักชั้นสูงของต้าเฉียนเหล่านั้น ก็ย่อมต้องมีผู้มาแก้แค้นเขาอย่างแน่นอน
ยิ่งสำนักมีรากฐานแข็งแกร่งเท่าไร ก็ยิ่งรักหน้าตามากเท่านั้น
ดังนั้น สู้สืบสวนให้กระจ่างก่อนดีกว่าหากมีโอกาสก็จะได้ลงมือ
หลังจากกำชับสิ่งที่ต้องการเสร็จ หลี่เต้าก็ขึ้นรถม้า แล้วโบกมือลาเถียเหยียนจือและคนอื่นๆ จากไป
เมื่อรถม้าเคลื่อนตัว กองทัพหมาป่าฝู่ถูที่อยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถม้าก็เคลื่อนตัวคุ้มกันไปด้วย
ณ ริมทางที่กองทัพหมาป่าฝู่ถูเดินทางผ่าน
บนหอคอยแห่งหนึ่ง มีเงาร่างหลายคนยืนมองส่งกองทัพหมาป่าฝู่ถูที่จากไป
“ในที่สุดเขาก็จากไปแล้ว”
เทพธิดาหลี่เมิ่งถอนหายใจยาว
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าหันกลับมาพูดว่า “จำเป็นต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนั้นหรือ?”
เทพธิดาหลี่เมิ่งพยักหน้าพลางกล่าว “จำเป็น จำเป็นอย่างยิ่ง นึกถึงว่าสำนักชั้นสูงในแคว้นต้าเฉียนล้วนถูกทำลายจนย่อยยับ ข้าก็กังวลว่าเขาจะลงมือกับสระหยกเช่นกัน”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าส่ายหน้า “คงไม่มีทางเป็นเช่นนั้น”
“เหตุใดศิษย์พี่จึงมั่นใจถึงเพียงนี้?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ามองดูรถม้าที่แล่นห่างออกไปพลางกล่าว “ข้าไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แต่ข้ารู้สึกว่าเขามีความปรารถนาดีต่อสระหยกอย่างประหลาด”
เมื่อเห็นศิษย์น้องจะพูดอะไรบางอย่าง สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าก็ตัดบทว่า “พอเถอะ เขาไปแล้ว พวกเราก็ควรพาผู้คนกลับสำนักไปรายงานตัว”
“คราวนี้ยุทธภพแห่งเจียงโจวต้องจัดระเบียบใหม่ กลับไปดูว่าอาจารย์มีคำสั่งอันใด”
ณ เมืองหลวง
หลังจากเหตุการณ์แย่งชิงบัลลังก์ของเจี้ยนจื่อเต้าปะทุขึ้น เมืองหลวงก็ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดมาโดยตลอด
เพราะเรื่องราวของเจี้ยนจื่อเต้านั้นพัวพันกับผู้คนและเรื่องราวมากมายเหลือเกิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ที่จัดการเรื่องเหล่านี้คืออู่อันกงหลี่เต้า
จึงทำให้ผู้คนมากมายต่างหวาดผวาไม่เป็นอันกินอันนอน
พวกเขาหวั่นเกรงว่าวันใดวันหนึ่งดาบอาจจะตกลงมาบนศีรษะของตน
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม
ไม่ว่าจะแข่งขันกันด้วยเส้นสายหรือความสามารถ ก็ไม่อาจเทียบได้
และก็เป็นเช่นนี้จนกระทั่งหลี่เต้าออกจากเมืองหลวงไปจัดการเรื่องของแคว้นหมู่เกาะ
หลังจากหลี่เต้าออกจากเมืองหลวงไป ความกดดันอันหนักหน่วงนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
ในช่วงเวลานี้ ขุนนางทั้งน้อยใหญ่ต่างพากันวิ่งไปที่พระที่นั่งไท่เหอเพื่อแสดงความจงรักภักดีอย่างบ้าคลั่ง
ด้วยว่าหากวันใดที่หลี่เต้านำดาบแห่งการสังหารมาอยู่เบื้องหน้าพวกเขา ก็มีเพียงผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรเท่านั้นที่จะปกป้องพวกเขาได้
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทุ่มเททำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อรักษาชีวิตตนเองเอาไว้
แม้ว่าราชสำนักจะสูญเสียขุนนางไปเป็นจำนวนมาก
แต่ผลลัพธ์คือ การบริหารราชการในทุกด้านยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น บางส่วนถึงกับดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
เมื่อได้รับรู้ข่าวนี้ก็ทำให้อดีตฮ่องเต้จ้าวซิงที่กำลัง ‘พักฟื้นร่างกายและจิตใจ’ อยู่ในวังหลังโมโหจนกัดฟันกรอด
เพราะการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าพวกขุนนางเหล่านี้ในตอนที่ตนครองราชย์อยู่นั้น ล้วนแต่ทำงานแบบขอไปทีเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะต้องการเก็บคนไว้ให้ธิดาของตน บางทีเขาอาจจะอดใจไม่ไหว สั่งให้จ้าวจงลงมือจัดการพวกนี้ข้อหาหลอกลวงฮ่องเต้
ณ ศาลาริมน้ำในวังหลัง
อดีตฮ่องเต้จ้าวซิงมีโอกาสพักผ่อนอันหาได้ยากยิ่ง
“เจ้าว่าพวกคนชั่วเหล่านั้นคิดอะไรกัน มีความสามารถอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่แสดงออกมาสักคน หรือว่าข้าไม่คู่ควรให้พวกเขาช่วยเหลือกระนั้นหรือ?”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่แอบดูธิดาของตนในพระที่นั่งไท่เหอ อดีตฮ่องเต้จ้าวซิงก็โมโหจนแทบระเบิด
ตอนที่เขาขึ้นครองราชย์ พวกขุนนางเหล่านั้นนอกจากตอนทะเลาะวิวาทกัน ก็แทบจะไม่เอ่ยปากพูดอะไรเลย
แต่พอเป็นธิดาของเขานั่งอยู่ตรงนั้น…
ทุกคนก็ต่างแสดงความกระตือรือร้นอย่างบ้าคลั่งราวกับกลัวว่างานที่ตนทำจะไม่มากพอหรือไม่ดีพอ
เมื่อเห็นท่าทาง ‘หึงหวง’ ของอดีตฮ่องเต้จ้าวซิง จ้าวจงก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
จากนั้นเขาก็เอ่ยปลอบว่า “อันที่จริง ฝ่าบาทก็ตำหนิขุนนางพวกนั้นไม่ได้”
อดีตฮ่องเต้จ้าวซิงจ้องเขม็ง “งั้นจะโทษใคร? จะโทษข้าหรือไร?”
หากเป็นอดีตฮ่องเต้จ้าวซิงคนเดิม จ้าวจงคงไม่กล้าพูดอะไรตามใจ
แต่หลังจากที่ฝ่าบาทย้ายมาอยู่วังหลัง เขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนตอนที่ยังเป็นองค์ชาย ทำให้จ้าวจงรู้สึกถึงความสนิทสนมบางอย่างที่กลับคืนมา
“ไม่ใช่ความผิดของฝ่าบาท”
“ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา ไม่ใช่ความผิดของข้า แล้วเป็นความผิดของผู้ใดกัน?”
“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของผู้ทรยศตระกูลเจี้ยน”
จ้าวจงอธิบายว่า “เพราะมีผู้ทรยศผู้นั้นอยู่ ขุนนางที่มีความสามารถมากมายจึงไม่กล้าแสดงตัว เกรงว่าจะเด่นเกินหน้า จนเป็นที่ระคายเคืองตาเขา”
จ้าวซิงหัวเราะอย่างโมโห “นี่ถือเป็นเหตุผลด้วยหรือ หรือว่าเจ้าคิดว่าข้าจะนั่งมองพวกเขาถูกคุกคามเฉยๆ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวจงก็พลันนิ่งเงียบไป
จ้าวซิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วสีหน้าของเขาก็แข็งค้าง
ดูเหมือนว่าเพราะการปล่อยปละละเลยของเขา และด้วยเหตุผลเรื่องร่างกายในภายหลัง เขาก็ได้นั่งมองดูผู้คนมากมายถูกคุกคามไปจริงๆ
“ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว”
จ้าวซิงรู้ตัวว่าตนเองมีปัญหา จึงไม่อยากพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีก เขาเอ่ยถามขึ้นว่า “จริงสิ เจ้าหนูหลี่เต้านั้นยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
“ยังขอรับ”
“เจ้าบัดซบ ถ้ายังไม่กลับมาอีก แล้วพิธีขึ้นครองราชย์ของหมิงเย่วจะเริ่มเมื่อไหร่กัน”
“ฝ่าบาท พระองค์คงมีความนัยอื่นกระมังพะยะค่ะ”
“แค่ก แค่ก”
จ้าวซิงสาบานว่าตนเองไม่ได้ตื่นเต้นเพราะอยากลดเวลาทำงานเด็ดขาด