ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 720: การส่งมอบ
บทที่ 720: การส่งมอบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงแตรดังขึ้นยาว ตามมาด้วยเสียงกลองที่ดังกึกก้อง
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนก็ต่างหยุดการสนทนาและเงยหน้ามองไปยังที่ไกล
ไม่นานนัก พวกเขาก็เห็นเงาร่างหลายร่างปรากฏขึ้นบนบันไดมังกรในระยะไกล โดยมีนางกำนัลและขันทีห้อมล้อมอยู่มากมาย
เมื่อมองเห็นได้ชัดเจน สิ่งแรกที่ผู้คนเห็นคือจ้าวซิงที่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเป็นเวลานาน
“ขอถวายบังคมฝ่าบาท! ขอทรงพระเจริญ!”
พร้อมกับที่ขุนนางทั้งหลายคุกเข่าลงที่ลานกว้างใต้บันไดมังกร ชาวบ้านที่มาชุมนุมดูก็พากันคุกเข่าลงเช่นกัน
“ลุกขึ้นเถิด”
เมื่อมองดูเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร รวมถึงผู้คนมากมายจากเมืองหลวงที่มาชุมนุมกันแน่นขนัด จ้าวซิงก็รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เขาก็เคยขึ้นครองราชย์ในสถานการณ์เช่นนี้เหมือนกัน
กาลเวลาผันผ่านเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว
และท่ามกลางภาพเช่นนี้ เขาก็ได้สละราชบัลลังก์
“ขอถวายพระพรพระจักรพรรดิ”
ด้วยความช่วยเหลือของจ้าวจง เสียงของจ้าวซิงได้ดังกึกก้องไปทั่วลานกว้างในเขตพระราชฐาน เหล่าขุนนางและราษฎรต่างพากันลุกขึ้น
ในยามนั้น ผู้คนสังเกตเห็นว่ามีร่างหลายร่างยืนอยู่ข้างกายจ้าวซิง
ในบรรดานั้น ผู้ที่โดดเด่นที่สุดคือหลี่เต้าที่ทุกคนต่างรู้จักดี
พึงรู้ไว้ว่า แม้แต่องค์ชายแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ก็ยังต้องยืนอยู่ด้านล่างบันไดมังกร
ทว่าหลี่เต้ากลับสามารถยืนอยู่เคียงข้างจ้าวซิงได้
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวของหลี่เต้า ทุกคนก็มองเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกธรรมดา
ขณะที่ทุกคนกำลังมองหาร่างขององค์หญิงหมิงเย่ว ผู้ปกครองคนใหม่ ทันใดนั้น เสียงดังกึกก้องก็ดังขึ้นกลางลานกว้าง
“องค์หญิงเสด็จ!”
ที่ด้านข้างบันไดมังกร จ้าวอี้ได้เดินออกมาจากด้านข้างและร้องประกาศขึ้น
ตามด้วยการที่เขาหลบทางและโค้งกายเชื้อเชิญ
จากนั้น ร่างหลายร่างก็เดินออกมาจากด้านข้างของตำหนักใหญ่
เมื่อทุกคนเห็นร่างที่อยู่หน้าขบวน ไม่ว่าจะชายหรือหญิง จะแก่หรือเด็ก ต่างก็พากันกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
งดงามเหลือเกิน!
เพียงแค่แลเห็นครั้งแรก ทุกคนก็ถูกดึงดูดไปแล้ว
งดงามถึงเพียงใดกัน?
ทุกคนไม่อาจเกิดความปรารถนาใดๆ ในใจ ไม่มีความรู้สึกลบหลู่แม้แต่น้อย
ณ บันไดมังกร
จ้าวซิงมององค์หญิงหมิงเย่วด้วยสีหน้าปลื้มปีติ ขณะที่นางเสด็จขึ้นบันไดมาพร้อมกับหมู่นางกำนัลที่ห้อมล้อม ก่อนจะหยุดที่เชิงบันไดมังกร
เมื่อเห็นองค์หญิงหมิงเย่วหยุดอยู่ที่เชิงบันไดมังกร
จ้าวจงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็กวาดสายตามองไปทั่วลานกว้าง ก่อนเอ่ยว่า “เริ่มพิธีขึ้นครองราชย์!”
หลังจากเสียงดังกึกก้องไปทั่วลานกว้าง จ้าวจงก็พลันโบกมือ
ในไม่ช้าขันทีน้อยผู้หนึ่งก็นำถาดทองคำมาถวาย
บนถาดทองคำนั้น มีตราประทับวางู่อยู่หนึ่งดวง
นั่นคือตราประทับแผ่นดินของต้าเฉียน
“ถึงตาพระองค์แล้วพะยะค่ะ” จ้าวจงเอ่ยเตือน
“อืม”
จ้าวซิงพยักหน้า เขาหยิบตราหยกขึ้นมาจากถาดทองคำแล้วลูบไล้เบาๆ ก่อนจะจ้องมองลงไปยังบันไดมังกรด้วยสายตามั่นคง
มือซ้ายถือตราประทับ มือขวายกชายฉลองพระองค์ขึ้นเล็กน้อย จากนั้นพระองค์ก็เสด็จลงบันไดมังกรเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นเพียงลำพัง
ในตอนแรก จ้าวซิงก้าวย่างอย่างมั่นคงและเต็มไปด้วยพละกำลัง
แต่ยิ่งก้าวลงไปมากเท่าไร ลมหายใจของพระองค์ก็ยิ่งอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ในบรรดาผู้คนที่อยู่ที่นั้น มีเพียงหลี่เต้าและจ้าวจงเท่านั้นที่มองเห็นเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน
ทว่าทั้งสองคนต่างไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วย อีกทั้งก็ไม่อาจช่วยได้
เพราะด้วยพลังวรยุทธ์ของทั้งสองที่มองเห็น พวกเขาพบว่าทุกย่างก้าวที่จ้าวซิงก้าวไป ชะตาแผ่นดินและพลังมังกรที่หลงเหลืออยู่บนร่างได้ค่อยๆ ไหลเข้าสู่ตราประทับแผ่นดินในมือซ้ายของเขา
นี่คือการที่เขากำลังส่งมอบตำแหน่งฮ่องเต้ของตนอย่างสมบูรณ์
เมื่อมองดูจ้าวซิงที่ย่างก้าวอย่างโงนเงน หลี่เต้าก็รู้สึกโชคดีที่ได้ให้จ้าวซิงพักผ่อนมาหนึ่งวันก่อนหน้านี้
หากสิ้นแรงลงในสถานการณ์เช่นนี้ จ้าวซิงอาจจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ในทางที่ไม่น่าจดจำนัก
บันไดมังกรเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น
แม้จะเป็นเพียงการเดินลง
แต่ก็ใช้เวลาถึงหนึ่งก้านธูปกว่าจะเสร็จสิ้น
เมื่อจ้าวซิงก้าวลงบันไดมังกรขั้นสุดท้าย และยืนอยู่เบื้องหน้าองค์หญิงหมิงเย่ว
ตราประทับแผ่นดินในมือซ้ายของเขาก็เปล่งประกายวูบหนึ่ง ดูดซับพลังมังกรและชะตาแผ่นดินหยดสุดท้ายออกจากร่างของจ้าวซิง
ในขณะนั้น ร่างของจ้าวซิงดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่นั่นเป็นเพียงความอ่อนแรงทางร่างกาย แววตาของเขากลับเปล่งประกายสดใสยิ่งขึ้น
เพราะนับตั้งแต่เส้นชีพจรมังกรหลับใหล ชะตาแผ่นดินก็เป็นเพียงภาระของจักรพรรดิมาโดยตลอด
แม้จะรู้สึกว่างเปล่าเมื่อภาระนั้นหายไป แต่กลับรู้สึกเบาสบายขึ้นมาก ราวกับได้กลับคืนสู่ตัวตนเดิม
จ้าวซิงมององค์หญิงหมิงเย่วที่อยู่ตรงหน้า ธิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา
เขาไม่เคยคิดที่จะมอบบัลลังก์ให้นางเลย
ด้านหนึ่งคือแคว้นต้าเฉียนไม่เคยมีสตรีขึ้นครองราชย์มาก่อน
แต่ความจริงแล้ว จ้าวซิงเป็นห่วงธิดาของตนมากกว่า
เพราะเขารู้ดีว่าการเป็นฮ่องเต้นั้นเหน็ดเหนื่อยเพียงใด
แต่บัดนี้ เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนมาแล้ว อีกทั้งธิดาของตนก็มีความปรารถนา เช่นนั้นก็ให้นางไปเถิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น จ้าวซิงก็พลันยกตราประทับในมือซ้ายขึ้น แล้วเปลงเสียงดัง “นับแต่นี้ ขาขอสละราชสมบัติ!”
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับก้องกังวานอยู่ในใจของทุกคน ณ ที่นั้น
“ฝ่าบาท!”
ขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารพลันคุกเข่าลงพร้อมกัน ราษฎรที่มาชุมนุมดูก็คุกเข่าลงตามสัญชาตญาณ ราวกับกำลังคำนับส่งท้ายอดีตฮ่องเต้ผู้นี้
จ้าวซิงมององค์หญิงหมิงเย่วที่อยู่เบื้องหน้า แล้วส่งตราประทับแผ่นดินให้
“หมิงเย่ว”
“เสด็จพ่อ”
“เส้นทางต่อจากนี้เจ้าต้องเดินด้วยตัวเองแล้ว”
องค์หญิงหมิงเย่วรับตราประทับแผ่นดินจากมือของจ้าวซิงมาแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ นางก็เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว
“เสด็จพ่อ ลูกจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง”
องค์หญิงหมิงเย่วสูดลมหายใจลึก ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นไปบนแท่นพิธีที่สร้างเตรียมไว้ล่วงหน้า
แตกต่างจากจ้าวซิงเมื่อครู่ พอองค์หญิงหมิงเย่วถือตราประทับแผ่นดิน ทุกครั้งที่นางก้าวขึ้นบันไดแท่นพิธี พลังมังกรและชะตาแผ่นดินอันเข้มข้นจากตราประจำแผ่นดินจะไหลเข้าสู่ร่างของนาง
ในสถานการณ์ที่จักรพรรดิมนุษย์ยังไม่ถือกำเนิด
แรงกดดันที่มองไม่เห็นพลันกดทับลงบนองค์หญิงหมิงเย่วในทันที
นี่คือแรงกดดันที่มาจากชะตาแผ่นดิน
แรงกดดันที่มาจากทั่วทั้งแคว้นต้าเฉียน
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันเพียงเท่านี้ยังไม่อาจหยุดยั้งย่างก้าวขององค์หญิงหมิงเย่วได้
ภายใต้สายตาของผู้คนนับหมื่น ทุกย่างก้าวของนางมั่นคงยิ่ง เต็มไปด้วยจังหวะที่สง่างาม
อีกด้านหนึ่ง
หลี่เต้ายังคงจดจ่อความสนใจอยู่ตลอดเวลาหลังจากที่องค์หญิงหมิงเย่วก้าวขึ้นแท่นพิธี
หากมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว เขาก็จะลงมือในทันที
“นี่คือสิ่งที่เสด็จพ่อต้องแบกรับมาตลอดใช่หรือไม่”
องค์หญิงหมิงเย่วเดินขึ้นแท่นพิธีพลางถือตราประทับแผ่นดิน ในใจก็ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ในยามนั้น เสียงของจีหมิงเย่วก็ได้ดังขึ้น
“ชะตาแผ่นดินก็คือน้ำหนักของต้าเฉียน ผู้ใดปรารถนาจะสวมมงกุฎ ผู้นั้นต้องแบกรับภาระ นี่คือสัจธรรม”
ทันใดนั้น จีหมิงเย่วก็เปลี่ยนน้ำเสียง “แต่เจ้าวางใจได้ เจ้าไม่ต้องแบกรับมันเพียงลำพัง”
ในชั่วขณะถัดมา องค์หญิงหมิงเย่วพลันรู้สึกถึงพลังหนองหนที่เริ่มไหลเวียนรอบกาย
แรงกดดันของชะตาแผ่นดินที่กดทับร่างอยู่นั้นได้ลดลงในพริบตา
องค์หญิงหมิงเย่วถามด้วยความกังวล “การใช้เล่ห์กลเช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือ”
“เล่ห์กล?”
จีหมิงเย่วยิ้มบาง “นี่ไม่ใช่เล่ห์กล แต่เป็นสัญชาตญาณต่างหาก”
“สัญชาตญาณ?”
“ใช่ สัญชาตญาณในสายเลือดของพวกเรา”
เมื่อได้ยินจีหมิงเย่วกล่าวเช่นนั้น องค์หญิงหมิงเย่วก็พบว่าไม่ใช่แค่แรงกดดันของชะตาแผ่นดินที่ลดลง แต่ดูเหมือนชะตาแผ่นดินจะตั้งใจลดแรงกดดันลงและโอบล้อมรอบกายนางเอง
ราวกับว่าสัญชาตญาณสามารถควบคุมชะตาแผ่นดินนี้ได้