ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 719: พิธีขึ้นครองราชย์
บทที่ 719: พิธีขึ้นครองราชย์
การที่จะให้คำสัญญาเช่นนั้นกับอวี๋หลิงได้ ก็เว้นเสียแต่ว่า…
หรือว่านางรู้ตัวตนที่แท้จริงของพี่หลี่แล้ว?
หรือไม่ก็หมายความว่าหมิงเย่วยอมทำลายหลักการของตนเองลง?
ไม่ว่าจะเป็นข้อใด สำหรับเถียซานเหนียงแล้ว ก็ล้วนเป็นข่าวร้ายทั้งสิ้น
ความคิดที่จะแย่งชิงตำแหน่งภรรยาเอกของนางนั้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่าหมิงเย่วไม่รู้ตัวตนของหลี่เต้าและไม่ชอบหลี่เต้า
แต่หากไม่มีพื้นฐานเหล่านี้
เพียงแค่ฐานะของเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ หมิงเย่วก็ยืนอยู่ในที่ไม่มีวันพ่ายแพ้แล้ว
ท้ายที่สุด ความเอ็นดูที่พี่หลี่มีต่อเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์นั้น ทุกคนต่างเห็นกับตา
“แทบจะเด็ดดวงดาวบนฟ้าลงมาให้”
“หากเป็นหมิงเย่ว…”
เถียซานเหนียงลองคิดตามดู และก็พบว่ามันไม่ได้ยากที่จะยอมรับเท่าใดนัก
แม้พวกนางทั้งสองจะเป็นคู่แข่งในเรื่องความรัก แต่ก็เป็นสหายสนิทกันอีกด้วย
คงเป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นศัตรูกันหลังจากเป็นครอบครัวเดียวกัน
หลังจากลองครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เถียซานเหนียงก็ถอนหายใจยาว
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไปเถิด
อย่างมากที่สุด ก็แค่ต้องอยู่ใต้หมิงเย่วเท่านั้น
ใครใช้ให้ตอนนั้นหลี่เต้าเมาแล้วไม่ได้บุกเข้าห้องนางเล่า
แต่โชคดีที่ตอนนั้นไม่ใช่นาง
เพราะในตอนนั้นนางยังมีความรู้สึกแย่ต่อหลี่เต้าอยู่
หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าตนเองตั้งครรภ์ นางคงจะตัดสินใจกำจัดทิ้งอย่างไม่ลังเลแน่
หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายหลังก็คงไม่มีอีกแล้ว
ในชั่วพริบตา สามวันสุดท้ายก็ผ่านพ้นไป
วันนี้ ถนนใหญ่ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทุกที่ประดับประดาด้วยของมงคล
ในเวลาเดียวกัน ประตูใหญ่ของเขตพระราชฐานก็เปิดออก ราษฎรแห่งต้าเฉียนทุกคนสามารถเข้าไปในเขตพระราชฐานเพื่อร่วมเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดินีองค์ใหม่แห่งต้าเฉียนได้
ในเวลาเดียวกัน
ณ ตำหนักฝ่ายในของวังหลวง
ภายในตำหนักหมิงเย่ว
“ตรงนี้ยังขาดอยู่ รีบไปนำชาดมาเพิ่มด้วย”
“นี่คือปิ่นมังกร รีบปักให้องค์หญิงเถิด”
“ยังมีตรงนี้อีก ฉลองพระองค์ลายหงส์ต้องเรียบร้อย ไม่มีความบกพร่องแม้แต่น้อย”
ภายในตำหนักหมิงเย่ว นางกำนัลนับร้อยต่างวิ่งวุ่นให้ขวักไขว่เพื่อแต่งตัวองค์หญิงหมิงเย่วให้งดงามไร้ที่ติ พร้อมปรากฏพระองค์ต่อหน้าผู้คนทั่วหล้าในสภาพที่ดีที่สุด
เถียซานเหนียงพาอวี๋หลิงเข้าไปช่วยงานด้านใน
ขณะนั้น ที่ห้องโถงด้านนอก
ชายสองคนที่เป็นผู้ชายเพียงไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าตำหนักหมิงเย่วกำลังนั่งดื่มชาอยู่ด้วยกัน
“เอ่อ… เจ้าหนูหลี่”
จ้าวซิงทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังลังเลอยู่
“หืม?” หลี่เต้ายกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วถาม “ฝ่าบาทมีอะไรจะบอกหรือ?”
จ้าวซิงถูมือไปมา พลางยิ้มแห้งกล่าวว่า “เอ่อ… มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากขอปรึกษาหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือ?”
“ขอลดปริมาณงานของข้าลงบ้างได้หรือไม่?”
“ฝ่าบาท คำขอเช่นนี้ช่างเกินไปแล้ว” หลี่เต้ากล่าวว่า “พิธีขึ้นครองราชย์ก็อนุญาตให้ท่านหยุดพักถึงสามวันแล้วมิใช่หรือ?”
จ้าวซิง “…”
นึกดูสิ เขาผู้เป็นถึงอดีตฮ่องเต้แห่งแผ่นดิน วันหนึ่งกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“จะเจรจาต่อรองกันสักหน่อยไม่ได้จริงๆ หรือ?”
“ก็ไม่ถึงกับไม่ได้เสียทีเดียว” หลี่เต้ายิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “หากท่านสามารถ…”
หลังจากฟังจบ สีหน้าของจ้าวซิงก็ดูประหลาดไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบว่า “ดี ข้าตกลง อย่างไรเสียสักวันก็ต้องเป็นเช่นนี้”
หลี่เต้าพยักหน้า “เช่นนั้น เวลาทำงานของฝ่าบาทจะเปลี่ยนจากหกชั่วยามเป็นสี่ชั่วยาม หวังว่าฝ่าบาทจะใช้เวลาสองชั่วยามที่เหลือไปทำสิ่งที่มีประโยชน์”
จ้าวซิงตบอกตนเอง “วางใจได้ ขอเพียงได้พักผ่อนสิ่งที่ข้าสัญญาไว้กับเจ้าต้องทำให้ได้แน่นอน”
หลี่เต้าเตือนว่า “หากทำไม่ดี ฝ่าบาทก็อย่าได้โทษกระหม่อม เพราะถึงตอนนั้นเวลาทำงานจะต้องเพิ่มเป็นสองเท่า”
“เพิ่มเป็นสองเท่า?”
นั่นก็คือแปดชั่วยาม?
พอจ้าวซิงคิดแล้วก็ถึงกับขนลุกซู่
ราวกับจะเดาความคิดของจ้าวซิงได้ หลี่เต้าจึงบอกใบ้ว่า “ไม่ใช่เวลาตอนนี้เพิ่มเป็นสองเท่า แต่เป็นเวลาก่อนหน้านี้”
ก่อนหน้านี้?
“ทุกชั่วยามเพิ่มเป็นสองเท่า?”
หนึ่งวันเต็มๆ เลยหรือ?
แล้วจะได้พักผ่อนหรือไม่?
หลี่เต้าเข้าใจความกังวลของจ้าวซิง เขาจึงกล่าวต่อว่า “กระหม่อมได้พัฒนาวิชาจนก้าวหน้าขึ้นมาก หยกโลหิตที่มอบให้สามารถรับประกันได้ว่าฝ่าบาทจะไม่ต้องหลับไม่ต้องพักได้เป็นเวลานาน”
“ไม่ต้องพูดอะไรอีก เราต้องทำได้แน่”
จ้าวซิงไม่กล้าฟังต่อ เขาเกรงว่าหากฟังต่อไป ไม่ใช่ร่างกายที่จะทนไม่ไหว แต่จิตใจต่างหากที่จะรับไม่ไหวเสียก่อน
“พวกท่านกำลังคุยอะไรกัน? เรื่องอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้?”
ในตอนนั้นเอง ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทั้งหลี่เต้าและจ้าวซิงก็ต่างเงยหน้ามองไปโดยไม่รู้ตัว
ปรากฏว่าประตูห้องในตำหนักเปิดออก ร่างหนึ่งเดินออกมาท่ามกลางขันทีและนางกำนัลที่ห้อมล้อมอยู่
เมื่อมองเห็นได้ชัดเจน หลี่เต้าและจ้าวซิงก็รู้สึกราวกับว่าทั้งห้องสว่างไสวขึ้นในพริบตา
เห็นเพียงองค์หญิงหมิงเย่วทรงสวมมงกุฎหงส์ ฉลองพระองค์ชุดสีแดง ค่อยๆ ย่างเท้าก้าวออกมา
หากมีเพียงเท่านี้ก็คงไม่เห็นความพิเศษใด อาจคิดว่าเป็นเพียงการแต่งพระองค์สำหรับพิธีอภิเษกสมรส
แต่หากมองควบคู่กับการแต่งหน้าขององค์หญิงหมิงเย่วในยามนี้ ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ดวงตางามดุจหงส์ทอประกายความสง่างามอันเจิดจ้า แผ่พระบารมีอันน่าเกรงขามออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งเจิดจรัส สง่างาม และสูงส่ง งดงามเหนือผู้ใด
“ดียิ่ง ดียิ่ง ดียิ่ง!”
ทันใดนั้น จ้าวซิงที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยคำชมติดต่อกันถึงสามครั้ง
สายตาทุกคู่จ้องมองมาที่องค์หญิงหมิงเย่วอย่างเร่าร้อน
เดิมทีเขาคิดว่าธิดาของตนแม้จะงดงามยิ่งแต่ด้วยบุคลิกที่เย็นชา ก็คงไม่อาจแสดงความสง่างามสมกับเป็นผู้ปกครองแผ่นดินออกมาได้
แต่ยามนี้ เมื่อได้เห็นก็พบว่าเขาประเมินธิดาของตนต่ำเกินไป
เมื่อเทียบกับตอนที่ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ เขายังดูมีบารมีน้อยกว่าเสียอีก
ที่ด้านข้าง เมื่อหลี่เต้าเห็นท่าทางขององค์หญิงหมิงเย่วในยามนี้เขาก็ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
องค์หญิงหมิงเย่วที่ผ่านการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงามยิ่งดูน่าหลงใหลมากขึ้น
หากกล่าวว่านางมีรูปโฉมดังเทพเซียนก็มิใช่คำเกินจริง
“เป็นอย่างไร ถึงกับตะลึงไปเลยหรือ”
เถียซานเหนียงมองปฏิกิริยาของทั้งสองคนแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกเย้า
เนื่องจากได้เห็นมาแล้ว ดังนั้นในตอนนี้จึงไม่รู้สึกอึดอัดมากนัก
จ้าวซิงยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะสละราชสมบัติ และเจ้าก็จะเป็นผู้ครองบัลลังก์คนใหม่แห่งต้าเฉียน”
“เสด็จพ่อ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาเย็นชาขององค์หญิงหมิงเย่วก็พลันจางหายไป นางมองไปทางจ้าวซิงด้วยความเป็นห่วง
จ้าวซิงยิ้มพลางโบกมือ “อย่าคิดมากไปเลย เป็นความสมัครใจของพ่อเองที่จะสละราชบัลลังก์”
“เมื่อเทียบกับการคิดคดทรยศ แย่งชิงอำนาจกัน ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ข้าอยากเห็นที่สุด”
“เพียงแต่…”
จ้าวซิงนึกถึงบรรดาบุตรชายทั้งห้าที่ไร้ความสามารถของตน
แม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังสูญเสียบุตรชายไปถึงสามคน
แต่เมื่อเทียบกับรุ่นของเขา ก็ถือว่าดีมากแล้ว
เพราะในรุ่นของเขานั้นสุดท้ายก็เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอรสเหลืออยู่สองคนไม่ใช่หรือ
และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เขายังมีชีวิตอยู่
ตลอดประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าเฉียนยังไม่เคยมีอดีตฮ่องเต้ปรากฏขึ้นมาก่อน
ล้วนแต่เป็นเพราะฮ่องเต้องค์ก่อนทนรับชะตาแผ่นดินไม่ไหว จึงต้องสละราชบัลลังก์ให้แก่ทายาทในช่วงสุดท้าย
ในตอนนั้นเองเสียงของจ้าวจงก็ได้ดังขึ้นจากด้านนอกตำหนักหมิงเย่ว
“ฝ่าบาท องค์หญิงได้เวลาแล้วพะยะค่ะ พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”
จ้าวซิงหันกลับมาพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถอะ หากพลาดฤกษ์งามยามดีไปคงไม่ดีแน่”
“อืม”
ด้านนอกตำหนักใหญ่กลางเขตพระราชฐาน
ณ เชิงบันไดมังกรเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น มีลานกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
และที่ลานกว้างติดกับบันไดมังกรนั้น ก็มีแท่นบูชาทอดยาวขึ้นไปสูงลิบ
เมื่อมองออกไปด้านนอก รอบๆ ลานกว้างมีราษฎรจากเมืองหลวงมากมายนับไม่ถ้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นั้นล่วงหน้าแล้ว เพื่อมาชมพิธีขึ้นครองราชย์