ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 722: การพิจารณาความดีความชอบ
บทที่ 722: การพิจารณาความดีความชอบ
ณ พระที่นั่งไท่เหอ
องค์หญิงหมิงเย่วเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง ภายใต้สายตาของเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร พระองค์เสด็จขึ้นบันไดมังกรไปก่อนจะประทับนั่งบนบัลลังก์มังกร
“ขอคำนับฝ่าบาท!”
เมื่อเห็นภาพนี้ เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารก็พร้อมใจกันถวายคำนับ
“จงรายงานได้”
องค์หญิงหมิงเย่วยกมือขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นท่ามกลางขุนนางฝ่ายปกครอง ขุนนางกรมพิธีการก็ได้ก้าวออกมาประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”
องค์หญิงหมิงเย่วเงยหน้ามองไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “จงว่ามา”
ขุนนางกรมพิธีการจึงเอ่ยปากขึ้นทันที “ก่อนที่ฝ่าบาทจะขึ้นครองราชย์ ยังมีความชอบอีกมากที่ยังไม่ได้กำหนดและยังไม่ได้พระราชทานรางวัลลงไป”
“ราชวงศ์ต้าเฉียนของเรามีการแบ่งชัดเจน การพิจารณาความชอบและพระราชทานรางวัลจึงจะแสดงถึงความยิ่งใหญ่ได้”
“ดังนั้น กระหม่อมขอทูลขอความชอบให้แก่เหล่าขุนนางด้วยพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าขุนนางก็ต่างจับจ้องไปยังหลี่เต้าที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของขุนนางฝ่ายทหารโดยไม่รู้ตัว
นับตั้งแต่เจี้ยนจื่อเต้าเกิดเรื่อง ขุนนางเกือบทั้งหมดก็ต่างใช้ชีวิตอย่างไม่มั่นคง กลัวว่าจะถูกกำจัดหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว
มีเพียง ‘บางคน’ เท่านั้นที่มีสิทธิขอความชอบในช่วงเวลานี้
และมันก็ชัดเจนมากแล้ว
“อืม เจ้าพูดถูกแล้ว”
องค์หญิงหมิงเย่วพยักหน้าเบาๆ พลางจ้องมองไปทางหลี่เต้าเช่นกัน
หลังจากนั้นจึงเอ่ยปากว่า “เนื่องในวันที่ข้าขึ้นครองราชย์ ข้าจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้มีความชอบ”
ในตอนนั้นเอง นางกำนัลที่ติดตามองค์หญิงหมิงเย่วอยู่เป็นประจำเป็นก็นำฎีกาฉบับหนึ่งมาส่งถึงมือขององค์หญิงหมิงเย่ว
องค์หญิงหมิงเย่วทอดสายตามอง ก่อนจะกล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา ข้าได้รับมอบอำนาจจากฝ่าบาทในการปกครอง และได้บันทึกการกระทำของพวกเจ้าทั้งหมดไว้”
“บัดนี้ ข้าจะอ่านให้ฟัง หากผู้ใดมีเรื่องใดจะเพิ่มเติมก็จงว่ามา”
จากนั้น องค์หญิงหมิงเย่วก็หยิบฎีกาขึ้นมาอ่านทันที
ทุกถ้อยคำที่หลั่งไหลออกมาจากปากขององค์หญิงหมิงเย่ว ได้ทำให้ขุนนางมากมายต่างต้องแสดงสีหน้าตื่นตะลึง
เพราะสิ่งที่บันทึกไว้นั้นละเอียดยิบมากเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงรู้สึกโล่งอกขึ้นมา
โชคดีที่ไม่ได้ดูแคลนองค์หญิงหมิงเย่วเพียงเพราะนางเป็นสตรี จึงได้พยายามชดเชยความผิดในอดีตอย่างจริงจัง
มิเช่นนั้น ครั้งนี้ก็จะเป็นการซ้ำเติมความผิด ต่อให้ใครมาช่วยก็ช่วยพวกเขาไม่ได้แล้ว
องค์หญิงหมิงเย่วหยุดอ่านกลางคัน แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ขณะนี้ ผู้ที่ข้าได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น แม้จะมีความผิดในอดีต แต่เนื่องจากรู้จักสำนึกผิดและทำการแก้ไข อีกทั้งยังขยันขันแข็ง และวันนี้ยังเป็นวันขึ้นครองราชย์ของข้า”
“จึงนับเป็นวาระมงคล ดังนั้นข้าจะละเว้นโทษที่พวกเจ้าได้ก่อไว้ในอดีต”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าขุนนางที่ถูกเอ่ยนามต่างก็เผยสีหน้ายินดีทันที
แต่พริบตาถัดมา องค์หญิงหมิงเย่วก็พลันเปลี่ยนน้ำเสียงในทันที “แต่พวกเจ้าอย่าเพิ่งดีใจไปเสียก่อน”
“หากต่อไปพวกเจ้ายังคงเกียจคร้านการงาน หรือแม้กระทั่งก่อความชั่ว โทษในอดีตจะถูกนำมาทบทวนใหม่ และอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า”
“ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่คิดเพียงเพื่อตนเอง แต่ให้คิดถึงทั้งตระกูลเก้าเกื้อรุ่นของพวกเจ้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ทั้งตระกูลเก้าเกื้อรุ่น’ จากปากขององค์หญิงหมิงเย่ว ทุกคนก็พลันสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ
ขุนนางที่ถูกเอ่ยนามก่อนหน้านี้ต่างคุกเข่าลงพร้อมกัน
“กระหม่อมไม่กล้าพะยะค่ะ”
“จะทำงานรับใช้ฝ่าบาทอย่างขยันขันแข็งอย่างแน่นอนพะยะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าพอสมควรแล้ว องค์หญิงหมิงเย่วก็ทอดสายตาดูฎีกาอีกครั้ง ก่อนจะมองไปยังผู้ที่มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก
“พวกเจ้าบางคนคงคิดว่าโชคดี หรือคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องราวทั้งภายในและภายนอก”
“ขอฝ่าบาทโปรดละเว้นชีวิตด้วยพะยะค่ะ!”
เพียงประโยคสั้นๆ ก็ทำให้ผู้ที่มีความผิดติดตัวต้องหมอบราบกับพื้นทันที
องค์หญิงหมิงเย่วเอ่ยเสียงเรียบ “การไว้ชีวิตพวกเจ้านั้นง่ายดาย แต่เหตุใดข้าจะต้องไว้ชีวิตพวกเจ้าด้วยเล่า?”
เมื่อได้ยินว่ายังมีช่องทางเจรจา เหล่าขุนนางก็ต่างรีบแสดงความจงรักภักดีทันใด
หลังจากฟังคำพูดของผู้คนเบื้องล่าง องค์หญิงหมิงเย่วก็พยักหน้าเบาๆ “เช่นนั้น ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง”
“ข้าจะบอกเรื่องหนึ่งให้พวกเจ้ารู้ พวกเจ้านั้นแตกต่างจากคนก่อนหน้า”
“หากพวกเจ้ากล้าทำผิดอีก ผลลัพธ์ที่ได้จะต้อง…”
เมื่อคำพูดมาถึงตรงนี้ ทุกคนก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่แล้ว
คงไม่พ้นการโดนประหารทั้งตระกูล
จากนั้น องค์หญิงหมิงเย่วก็เบนสายตามองไปยังเหล่าขุนนางที่เหลืออยู่
เมื่อเทียบกับเหล่าขุนนางที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ ขุนนางเหลืออยู่น้อยเต็มที
แต่พวกเขาล้วนเป็นฝ่ายจงรักภักดีต่อฮ่องเต้มาตั้งแต่ต้นจนจบ หรือไม่ก็เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต
ในเมื่อจิตใจไร้ซึ่งความชั่วร้าย ก็ย่อมไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใด
“หลิวซง!”
ทันใดนั้น องค์หญิงหมิงเย่วก็พลันเอ่ยนามหนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“พะยะค่ะ”
ท่ามกลางขุนนางฝ่ายปกครอง ชายชราผู้หนึ่งที่ผมตรงขมับมีสีขาวแซม สวมใส่ชุดขุนนางเก่า ได้ก้าวเท้าออกมาจากกลุ่ม
องค์หญิงหมิงเย่วค่อยๆ พูดขึ้นว่า “ท่านลุงหลิวรับราชการมานานเท่าใดแล้ว?”
หลิวซงประสานมือคำนับ “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมรับราชการมาห้าสิบปีแล้วพะยะค่ะ”
“ห้าสิบปีแล้วหรือ?”
องค์หญิงองค์หญิงหมิงเย่วเอ่ยเสียงเบา “นั่นก็หมายความว่าเจ้าอยู่ในราชสำนักตั้งแต่เมื่อฝ่าบาทยังทรงเป็นองค์ชายแล้ว เช่นนั้นไม่ทราบว่าปัจจุบันดำรงตำแหน่งขั้นใด?”
หลิวซงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยสองคำออกมา “ขั้นห้า”
“ขั้นห้า?”
องค์หญิงองค์หญิงหมิงเย่วกวาดตามองเหล่าขุนนางแล้วเอ่ยว่า “ขั้นห้านี้ ในราชสำนักก็ถือว่าหายากแล้วกระมัง”
เมื่อวาจานี้เอ่ยออกมา เหล่าขุนนางก็ต่างพากันนิ่งเงียบ
จะไม่หายากได้อย่างไร
ขุนนางในราชสำนักต้าเฉียนนั้นเริ่มต้นที่ขั้นห้า
ขั้นห้านั้นถือว่าต่ำที่สุดในบรรดาขุนนางแล้ว
เมื่อเห็นว่าเหล่าขุนนางไม่มีใครพูด องค์หญิงหมิงเย่วจึงหันไปมองหลิวซงแล้วกล่าวว่า “ดังนั้น ท่านลุงหลิวคิดว่าตนเองยังสามารถทำงานต่อไปได้หรือไม่”
“กระหม่อมทำได้พะยะค่ะ” หลิวซงตอบอย่างหนักแน่น
ราวกับต้องการแสดงให้เห็นว่าตนเองยังทำได้ ร่างที่คุ้มค้อมของเขาก็พยายามยืดตัวขึ้นตรง
“ในเมื่อท่านลุงหลิวยังกระปรี้กระเปร่าถึงเพียงนี้ การเพิ่มภาระงานคงไม่มีปัญหากระมัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวซงก็พลันชะงักไป เขาคิดว่าตนเองจะโดนให้เกษียณกลับบ้านเกิด แต่ไม่คิดว่าจะเป็นการเลื่อนตำแหน่ง
“กระหม่อม…ไม่มีปัญหาพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเย่วจึงกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าหลิว ตอนนี้ดำรงตำแหน่งอยู่ที่กรมการคลัง”
“พอดีที่กรมการคลังกำลังมีตำแหน่งว่างอยู่ ดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็นเสนาบดีกรมการคลังคนใหม่”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เหล่าขุนนางก็ต่างตกตะลึงพรึงเพริด
ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมการคลังเลยหรือ?
จากขุนนางชั้นห้ากระโดดขึ้นไปเป็นขุนนางรองขั้นหนึ่งเลยหรือ?
นี่มันก้าวกระโดดขึ้นสวรรค์ชัดๆ
หากเป็นในอดีต เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ เหล่าขุนนางจะต้องออกมาทัดทานแน่นอน อีกทั้งยังต้องหาวิธีแย่งชิงตำแหน่งนี้จากมือหลิวซงด้วย
แต่ในตอนนี้…
เหล่าขุนนางมองไปที่ฮ่องเต้หญิง แล้วเหลือบมองไปยังหลี่เต้าที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของขุนนางฝ่ายทหาร
พวกเขาต่างพากันเงียบ
หลิวซงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น จากนั้นองค์หญิงหมิงเย่วก็ทยอยเอ่ยชื่อขึ้นทีละคน
ไม่นานนัก ขุนนางที่มีความสามารถแต่เคยถูกกดดันมาก่อน ก็ได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นมาอย่างมากมาย
และยังได้รับการจัดวางในตำแหน่งสำคัญของราชสำนักอีกด้วย
ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะก่อนหน้านี้หลี่เต้าลงมือรุนแรงเกินไป
ในตอนนั้น สำหรับขุนนางระดับล่าง หลี่เต้ายังพอคำนึงถึงอยู่บ้าง จึงไม่ได้จัดการคนมากนัก
แต่สำหรับขุนนางระดับกลางถึงระดับสูง หลี่เต้าลงมือโดยไม่ปรานีแม้แต่น้อย
ขุนนางระดับเสนาบดีทั้งหกกรมของต้าเฉียนมีถึงห้าคนที่ตายด้วยมือของหลี่เต้า
ที่เหลืออีกหนึ่งคนเป็นเสนาบดีกรมทหารซึ่งเป็นคนของฝ่ายขุนนางฝ่ายทหาร
ยิ่งลงไปในระดับล่างยิ่งมีมากกว่านั้น จนเกือบจะทำให้ขุนนางระดับกลางถึงระดับสูงในราชสำนักขาดช่วง
และด้วยเหตุนี้ จึงเผยให้เห็นว่าราชสำนักเน่าเฟะเพียงใด
แม้ขุนนางระดับกลางถึงระดับสูงจะเกือบขาดช่วง แต่ด้วยความพยายามของผู้ใต้บังคับบัญชา ราชสำนักก็ยังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง
นี้แสดงให้เห็นโดยอ้อมว่า ก่อนหน้านี้พวกขุนนางระดับกลางถึงระดับสูงนอกจากสร้างความเสียหายแล้วก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดเลย
การปลดขุนนางครั้งนี้นับว่าได้ผลดียิ่ง
ไม่นานนัก ทุกคนในราชสำนักก็ล้วนถูกองค์หญิงหมิงเย่วชี้ชื่อ
สุดท้ายก็เหลือเพียงหลี่เต้าผู้เดียว