ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 723: แต่งตั้งเป็นอ๋อง!
บทที่ 723: แต่งตั้งเป็นอ๋อง!
หลี่เต้าก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากทุกคน
หากพูดถึงความดีความชอบแล้ว ในราชสำนักต้าเฉียนปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบความดีความชอบที่สะสมมาของเขาได้
“อู่อันกง”
ทันใดนั้น องค์หญิงหมิงเย่วก็ได้เงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงเบา
“พะยะค่ะ”
หลี่เต้าตอบกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
องค์หญิงหมิงเย่วไม่ได้เอ่ยปากพูดทันที แต่กลับมองไปยังผู้คนทั้งหลายอีกครั้ง
“อู่อันกงมีคุณูปการต่ออดีตฮ่องเต้ มีคุณูปการต่อข้า มีคุณูปการต่อต้าเฉียน ความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน”
“ไม่ทราบว่าพวกท่านมีข้อเสนอแนะใดในการพระราชทานรางวัลแก่อู่อันกง”
เมื่อได้ยินคำนี้ เหล่าขุนนางก็ต่างเบิกตากว้าง นี่คือโอกาสอันดีที่จะประจบเอาใจอู่อันกง
ดังนั้น…
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่า การพระราชทานรางวัลตามปกติคงไม่เพียงพอที่จะตอบแทนคุณูปการของอู่อันกง”
ขุนนางผู้หนึ่งได้กล่าวขึ้นมา
องค์หญิงหมิงเย่วจึงเงยหน้าขึ้นมอง “งั้นหรือ? แล้วตามที่เจ้าว่า ควรจะพระราชทานรางวัลเช่นไร?”
ขุนนางผู้นั้นประสานมือคำนับ “กระหม่อมคิดว่า ด้วยคุณูปการของท่านอู่อันกงแล้ว สมควรยกเลิกธรรมเนียมเดิม แต่งตั้งให้เป็นอ๋องพะยะค่ะ”
เมื่อคำว่าอ๋องถูกเอ่ยขึ้น ทั้งห้องพระโรงก็พลันเงียบกริบไปชั่วขณะ
และเมื่อทุกคนได้สติกลับมา ก็กลับไม่มีผู้ใดออกมาคัดค้านเลย
“ตำแหน่งอ๋องงั้นหรือ…”
องค์หญิงหมิงเย่วพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากอีกว่า “แล้วยังมีอะไรอีกหรือไม่?”
แรกเริ่มเหล่าขุนนางต่างคิดว่าเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งอ๋อง นางคงจะลังเลอยู่บ้าง
แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูเหมือนนางจะรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ
ดังนั้น จึงมีขุนนางบางคนก้าวออกมาอีก
“กระหม่อมเห็นว่า หากจะแต่งตั้งตำแหน่งอ๋อง ย่อมต้องมีจวนที่เหมาะสมกับตำแหน่งด้วย”
“อีกทั้งยังต้องมีเขตปกครองของอ๋อง มิเช่นนั้นจะไม่สมกับฐานะ”
“และที่ดีที่สุดคือ ควรพระราชทานสตรีงามให้ด้วย”
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่เมื่อมีการกล่าวถึงการพระราชทานสตรีงามออกมา บรรยากาศในห้องพระโรงก็พลันเย็นเยียบลงอย่างประหลาด
“อู่อันกง เจ้าคิดเช่นไร”
องค์หญิงหมิงเย่วหันมามองหลี่เต้าอีกครั้ง
หากพิจารณาจากความรู้สึกแล้วตอนนี้ผู้ที่ควบคุมร่างกายควรเป็นองค์หญิงหมิงเย่ว แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงสายตาที่ทับซ้อนกันอยู่
เห็นได้ชัดว่าจีหมิงเย่วก็กำลังจับจ้องเขาอยู่เช่นกัน
สำหรับสตรีงาม หลี่เต้าไม่ได้รู้สึกสนใจมากนัก ไม่ว่าจะงดงามเพียงใดก็คงไม่อาจเทียบกับบรรดาสตรีในจวนของเขาได้
ดังนั้น…
“ทุกสิ่งขอมอบให้เป็นไปตามพระบัญชาของฝ่าบาทพะยะค่ะ”
หลี่เต้าไม่มีทางปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือสิ่งที่เขาได้มาจากความสามารถของตนเอง มิใช่ว่าเขาจะทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งล้วนเป็นของตระกูลของเขา เขาได้รับมาก็คือได้รับมา
องค์หญิงหมิงเย่วพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี”
“ร่างพระราชโองการ”
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างก็นำพระราชโองการเปล่าออกมา
จากนั้นองค์หญิงหมิงเย่วก็ลุกขึ้นเอ่ยว่า “อู่อันกงแห่งต้าเฉียน ผู้ทรงคุณธรรมและความสามารถ ผู้ปกป้องทั้งสี่ทิศ”
“วันนี้ข้าขอแต่งตั้งให้เป็นอ๋องต่างแซ่ พระราชทานชุดคลุมมังกรวารีห้าเล็บ”
“และพระราชทานชื่อตำแหน่งว่าอู่อัน อู่อันอ๋อง!”
“ข้าขอมอบดินแดนทางใต้ให้ดูแลกิจการทั้งปวง อนุญาตให้ตั้งกองทัพและจวนวาการได้”
“อีกทั้งหากมีความผิดฐานกบฏ จะไม่ลดขั้นบรรดาศักดิ์เป็นอันขาด”
“และสามารถสร้างจวนในเขตพระราชฐานได้ อีกทั้งยังจะพระราชทาน…”
เมื่อรางวัลต่างๆ ถูกประกาศออกมาจากปากขององค์หญิงหมิงเย่ว แม้ขุนนางทั้งหลายจะคาดการณ์ไว้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกตะลึงจนชาไปทั้งตัว
ตำแหน่งอ๋องนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว
แต่เรื่องการพระราชทานที่ดินนั้น มันเรื่องอะไรกัน?
ใครเขาจะพระราชทานที่ดินให้มากมายขนาดนั้น
หากนับรวมมณฑลหลักตงโจวแล้ว ต้าเฉียนมีทั้งหมดเจ็ดมณฑล
แม้ว่าดินแดนทางใต้จะมีภูมิประเทศที่เลวร้าย แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดมณฑลของต้าเฉียน
ยิ่งไปกว่านั้น มีข่าวลือมานานแล้วว่าภายใต้การปกครองของหลี่เต้า ตอนนี้ดินแดนทางใต้ได้พัฒนาขึ้นมากแล้ว
ดินแดนผืนใหญ่เช่นนี้ถูกมอบให้หลี่เต้าเป็นเขตปกครอง
ทั้งยังสามารถตั้งกองทัพเป็นของตนเอง และตั้งจวนวาการได้อีกด้วย
การตั้งกองทัพหมายความว่าอย่างไร?
นั่นก็คือหลี่เต้าสามารถเพิ่มจำนวนทหารในเขตแดนดินแดนทางใต้ได้ไม่จำกัด
แล้วการตั้งจวนวาการหมายความว่าอย่างไร?
นั่นก็คือหลี่เต้าสามารถบัญญัติกฎหมายของตนเองขึ้นในดินแดนทางใต้ได้
เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ ก็ถือเป็นการกบฏได้ทั้งสิ้น
แต่กลับถูกองค์หญิงหมิงเย่วจัดการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
หากสิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา ดินแดนทางใต้ก็จะกลายเป็นดินแดนอิสระภายในแคว้น
อีกทั้งยังมีคำว่า ‘ไม่ลดขั้นบรรดาศักดิ์’ นั่นอีก
นั่นหมายความว่า ดินแดนทางใต้จะสามารถสืบทอดต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด สืบต่อไปถึงลูกหลานนับหมื่นชั่วคน
ส่วนรางวัลอื่นๆ ที่ตามมานั้น แม้จะล้ำค่า แต่เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้วก็เป็นเพียงแค่ของเล็กน้อย
เมื่อก่อนเคยคิดว่าจ้าวซิงรักใคร่หลี่เต้ามากพอแล้ว
แต่จักรพรรดินีองค์ปัจจุบันนี้ กลับทำเกินกว่านั้นเสียอีก
ที่จริงแล้ว แม้แต่องค์หญิงหมิงเย่วเองก็ยังรู้สึกว่าการพระราชทานรางวัลครั้งนี้ยิ่งใหญ่เกินไป
แต่ทว่านี่คือผลการปรึกษาหารือระหว่างนาง จีหมิงเย่ว และจ้าวซิง
ในความคิดของนาง หากมองจากมุมมองของผู้ปกครองแล้ว ไม่ว่าหลี่เต้าจะมีความสำคัญต่อต้าเฉียนมากเพียงใด เขาก็เป็นเพียงขุนนางภายนอก การพระราชทานรางวัลใหญ่โตเพียงใดก็ไม่ควรเกี่ยวข้องกับแก่นสำคัญของแผ่นดิน
แต่จีหมิงเย่วและจ้าวซิงกลับดูเหมือนจะลืมเรื่องเหล่านี้ไปหมดสิ้น
ทั้งสองให้คำแนะนำแก่นางว่าควรเพิ่มรางวัลที่จะมอบให้หลี่เต้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองมีความมั่นใจมาจากที่ใดว่าจะรับประกันได้ว่าหลี่เต้าจะไม่ทำการใดที่เกินเลยต่อต้าเฉียน
เพียงแค่เรื่องการพระราชทานรางวัล องค์หญิงหมิงเย่วก็ต้องใช้เวลาครุ่นคิดนานหลายสิบลมหายใจ
นางกำนัลที่รับผิดชอบร่างพระราชโองการก็เริ่มมีเหงื่อไหลไปทั้งแผ่นหลัง
เนื่องจากนางไม่ทราบเนื้อความที่แน่ชัดของพระราชโองการ ดังนั้นเมื่อเขียนพระราชโองการจึงยังคงใช้รูปแบบปกติ
ผลลัพธ์คือ รางวัลที่พระราชทานช่างมากมายเหลือเกินจนพระราชโองการฉบับเดียวไม่อาจบรรจุรายการรางวัลทั้งหมดได้
องค์หญิงหมิงเย่วสังเกตเห็นความลำบากใจของนางกำนัล จึงเอ่ยเตือนว่า “เปลี่ยนเป็นม้วนใหม่เถิด”
“เพคะ”
หลังจากเขียนเสร็จหนึ่งฉบับ นางกำนัลก็หยิบพระราชโองการอีกม้วนขึ้นมาเขียนต่อ
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านล่างรู้สึกมึนงงไปตามๆ กัน
แม้พวกเขาจะเคยเห็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่มามากมาย แต่ไม่เคยเห็นการพระราชทานรางวัลที่ต้องใช้พระราชโองการถึงสองฉบับมาก่อน
นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้
ไม่รู้ว่านี้จะนับเป็นการได้เห็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่หรือไม่
ผ่านไปพักใหญ่ นางกำนัลก็เขียนราชโองการเสร็จในที่สุด
นางกำนัลถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับส่งพระราชโองการทั้งสองฉบับที่เขียนเสร็จแล้วให้องค์หญิงหมิงเย่ว
องค์หญิงหมิงเย่วรับมาอ่านจนจบ เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาด ก็นำตราประทับมาประทับลงบนราชโองการทั้งสองฉบับ
“อู่อันกง จงรับราชโองการ”
องค์หญิงหมิงเย่วยกมือขึ้น แล้วราชโองการทั้งสองฉบับก็ลอยไปตรงหน้าหลี่เต้า
พูดตามตรง หลี่เต้าเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อราชโองการลอยมาอยู่ตรงหน้าแล้วก็ต้องรับไว้
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เมื่อรู้สึกถึงพลังมังกรบนราชโองการ หลี่เต้าก็ประสานมือคำนับกล่าว
ในขณะที่ราชสำนักกำลังพิจารณาความดีความชอบกันอยู่นั้น
ในเวลาเดียวกัน
ณ ชายแดนอวิ๋นโจว
ด่านฟู่เฟิง
ยามนี้ เสิ่นจงนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ กำลังจัดการกับรายงานที่เฉินเฟิงน้องชายของเฉินโหยวส่งมา
“มีรายงาน!”
ทันใดนั้น ก็พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
ตามด้วยเฉินเฟิงในชุดเกราะที่เร่งฝีเท้าเดินมาจากด้านนอก
เสิ่นจงมองหน้าเฉินเฟิงด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เจ้านี้จะไม่เลิกร่ำรี้ร่ำไร ด่านฟู่เฟิงมีหรือจะมีรายงานมากมายถึงเพียงนั้น แล้วคนใต้บังคับบัญชาข้าทั้งหมดกินเงินเดือนเปล่าหรืออย่างไร ทำไมทุกเรื่องต้องให้ข้าผู้เป็นแม่ทัพมาจัดการด้วย?”
หากเป็นคนทั่วไปเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บังคับบัญชาที่มีท่าทีเช่นนี้ คงรู้สึกหวาดกลัวไปแล้ว
แต่เฉินเฟิงผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของพี่ชายคนโต มิใช่คนทั่วไป
เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “รายงานแม่ทัพ ในอดีตรองแม่ทัพหลี่ต้องจัดการรายงานมากกว่าท่านเสียอีก และก็เพราะรองแม่ทัพหลี่ดูแลทั้งสี่ทิศ อวิ๋นโจวถึงได้สงบสุขอย่างปลอดภัย”
เมื่อเฉินเฟิงกล่าวถึงหลี่เต้า สีหน้าของเสิ่นจงก็ยิ่งบึ้งตึงกว่าเดิม
ผ่านมาหลายปีแล้ว จนถึงตอนนี้เขายังจดจำของขวัญที่หลี่เต้ามอบให้ก่อนจากไปได้
เมื่อรู้ว่าเถียงเฉินเฟิงไม่ชนะ เสิ่นจงจึงได้แต่กล่าวอย่างจนใจ “ว่ามาเถิด มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีก”
เฉินเฟิงรายงาน “รายงานแม่ทัพ ที่ชายแดนชนเผ่าเป่ยหมานมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอีกแล้วขอรับ”