ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 87 ชนเผ่าเป่ยหมานบุกค่าย?
บทที่ 87 ชนเผ่าเป่ยหมานบุกค่าย?
เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตกันชนระหว่างแคว้นต้าเฉียนและดินแดนของชนเผ่าเป่ยหมาน เมืองหวงซาจึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
แม้ว่าในสายตาของผู้คนทั่วไป เมืองนี้อาจดูเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ แต่ในความเป็นจริงกลับคล้ายกับเมืองจ่างกู่ในอดีต ที่ร้างไร้ผู้คนและไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่เลยแม้แต่คนเดียว สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในเมืองนี้มีเพียงค่ายทหารของเหล่าอันธพาลที่ยึดครองและตั้งกองทัพอยู่ที่นี่อย่างถาวร
ดังนั้นผู้คนที่พบเจอตลอดเส้นทางล้วนเป็นเหล่าทหารจากค่ายอันธพาล ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุใด ต่างก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามและอันตรายที่ไม่อาจประมาทได้
“เสวียปิง ข้ามีคำถามหน่อย คนผู้นั้นคือใครกัน? หรือว่าเป็นทหารหน้าใหม่?”
เสียงทุ้มแหบดังขึ้นพร้อมกับท่าทีหยามหยันของเหล่าทหารหลายคนที่ยืนขวางถนน พวกเขากล่าวหยอกเย้าด้วยน้ำเสียงกักขฬะแฝงความดูถูกไว้ในแววตา
ขณะที่บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอึดอัด ทหารคนหนึ่งในกลุ่มกลับนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ “หรือว่าเขาจะเป็นทหารใหม่ที่ท่านแม่ทัพเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้?”
ทหารอีกนายก้าวออกมา พร้อมกับจ้องสำรวจหลี่เต้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาแหลมคม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง “เสวียปิง เจ้าคงไม่ได้ใจอ่อนปล่อยมันเข้ามากระมัง? ดูสิ ไอ้หน้าใหม่นี่ไม่มีวี่แววว่าจะมีอะไรพิเศษเลยสักนิด!”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความดูแคลนทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งตึงเครียด แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ ในขณะนี้เสวียปิงไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลกับหลี่เต้าเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ทำให้เขาหนักใจจริง ๆ กลับเป็นชะตากรรมของเหล่าทหารที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพราะพวกเขาไม่ตระหนักถึงอันตรายที่แท้จริง ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ท่าทีสงบนิ่งของชายหนุ่มหน้าใหม่นั้น…
เพราะยังไม่รู้นิสัยของทหารใหม่ผู้นี้ หากลงมือจริง ๆ แล้วไม่รู้จักยั้งมือ พวกที่อยู่ตรงหน้านี้คงจะลำบากแย่
ดังนั้นเขาจึงรีบขวางพวกที่กำลังคันไม้คันมือไว้ “อย่ายุ่งวุ่นวายไปหน่อยเลย คนผู้นี้ไม่เหมือนคนอื่น ข้ายังต้องพาเขาไปพบแม่ทัพใหญ่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็ไม่พอใจในทันที
“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เมื่อมาถึงเมืองหวงซาแล้วก็ต้องเหมือนกันหมด”
ทหารนายหนึ่งพูดอย่างไม่พอใจ
ในตอนนี้เสวียปิงก็ไม่พอใจเช่นกัน เขาจึงทำหน้าบึ้งตึงพูดว่า “พวกเจ้าจะทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องรอให้ข้าพาเขาไปพบแม่ทัพใหญ่เสียก่อน”
ในใจเขาคิดว่า : รอพบแม่ทัพใหญ่เสร็จ เขาก็จะรีบจากไป เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
ในที่สุด เสวียปิงก็ช่วยหลี่เต้าออกมาจากวงล้อมได้สำเร็จ
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองก็มาถึงด้านนอกกระโจมของแม่ทัพใหญ่ซึ่งก็คือจ้าวถ่ง
“เจ้ารออยู่ข้างนอกก่อน ข้าจะเข้าไปชี้แจงกับแม่ทัพใหญ่สักหน่อย”
พูดจบ เสวียปิงก็เดินเข้าไปในกระโจมเพียงลำพัง
จ้าวถ่งกำลังลับดาบในมือของตน จู่ ๆ เห็นคนเดินเข้ามา จึงพูดอย่างไม่พอใจว่า “เสวียปิง เจ้าละทิ้งหน้าที่อีกแล้ว ข้าว่าเจ้าอยากถูกขังเดี่ยวแน่ ๆ”
เสวียปิงยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านแม่ทัพ ข้ามีเรื่องมาหารือกับท่าน”
“เรื่องอะไร รีบพูดมา พูดเสร็จแล้วรีบไปประจำการซะ”
“ท่านแม่ทัพ ทหารใหม่ที่ท่านพูดถึงก่อนหน้านี้มารายงานตัวแล้ว”
“ทหารใหม่หรือ?”
จ้าวถ่งชะงักไป ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามอย่างหงุดหงิด “ทหารพวกนั้นคงไม่ได้แกล้งทหารใหม่จนย่ำแย่ แล้วมาขอร้องให้ข้าช่วยกระมัง ข้าก็บอกแล้วว่าให้ระวังหน่อย พวกเจ้า…”
เสวียปิงสีหน้าบึ้งตึงพลางขัดคำพูดของแม่ทัพใหญ่ “ท่านแม่ทัพ ท่านฟังข้าก่อนได้หรือไม่”
“จะพูดอะไรกัน มีอะไรให้พูดอีก?”
จ้าวถ่งกล่าวอย่างโมโห “ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกพวกเจ้าแล้วให้ระวังตัวหน่อย ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ค่ายทหารพวกเราจะรับคนใหม่ได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสวียปิงอดพึมพำไม่ได้ “รับคนใหม่? มีแต่ผีน่ะสิที่อยากมาสถานที่อัปมงคลเช่นนี้”
จ้าวถ่งหูกระดิก เบิกตาโพลง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?!”
เสวียปิงหดคอ รีบพูดต่อ “พอเถอะท่านแม่ทัพ รอให้ข้าอธิบายให้กระจ่างก่อนได้หรือไม่”
ขณะที่เสวียปิงกำลังจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากนอกกระโจม
“รายงาน!”
ภายในชั่วขณะถัดมา ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาในกระโจม คุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมประสานมือรายงาน “ท่านแม่ทัพ พวกชนเผ่าเป่ยหมานมาอีกแล้วขอรับ!”
“พวกชั่วช้า!”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวถ่งก็ตบโต๊ะ “ชนเผ่าเป่ยหมานพวกนี้ไม่รู้จักพักผ่อนกันบ้างหรืออย่างไร วิ่งไปวิ่งมาทุกวันมันสนุกนักหรือ?”
ทหารมองดูแม่ทัพใหญ่ของตนที่กำลังโกรธจัด จึงถามเสียงเบา “ท่านแม่ทัพ พวกเราจะทำอย่างไรต่อดีขอรับ”
จ้าวถ่งหันไปจ้องตาเขม็ง “จะทำอย่างไรได้อีก ไปเรียกคนมาจัดการพวกมันให้สิ้นซาก คราวนี้จะให้พวกมันมาแล้วไม่ได้กลับไปอีก”
หลังจากพูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินไปยังชั้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะหยิบเกราะของตนออกมา
ระหว่างที่เขากำลังจัดแจงกับเกราะบนมือ สายตาก็เหลือบไปเห็นว่าเสวียปิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ดวงตาคมกริบของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วและกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ “เจ้ายังยืนทำอะไรอยู่ตรงนี้? อย่ามัวเสียเวลา รีบออกไปเรียกคนมาเดี๋ยวนี้!”
“ท่านแม่ทัพ แล้วทหารใหม่…”
ก่อนที่เสวียปิงจะทันได้พูดจบ ความคิดของเขาก็ถูกขัดอย่างไม่มีเยื่อใย จ้าวถ่งเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงด้วยอำนาจ “ทหารใหม่อะไรกัน? เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ถือว่าเป็นทหารใต้บัญชาของข้าแล้ว!”
“ก็แค่ถูกกลั่นแกล้งมากไปหน่อยเท่านั้น เจ้าพาเขาไปด้วยเถอะ ให้เขาได้ปลดปล่อยความอัดอั้นทั้งหมดกับพวกชนเผ่าเป่ยหมานเสียหน่อย หากเขาสามารถรอดชีวิตกลับมาจากสนามรบได้ หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที”
เมื่อพูดจบ จ้าวถ่งก็สวมเกราะทันที ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองเสวียปิงที่ยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความลำบากใจอีกเลย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เสวียปิงก็ทำได้เพียงยิ้มขื่น นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ภาพของทหารใหม่ผู้นั้นที่เคยแสดงอำนาจให้เขาได้เห็นตั้งแต่แรกพบยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจ เขาอดไม่ได้ที่จะคิด หากวันหนึ่งเขาต้องพบกับความตายบนสนามรบ ทหารใหม่คนนี้ก็คงไม่มีทางล้มลงตามไปด้วยแน่
ภาพของชายหนุ่มที่ใช้แขนเพียงข้างเดียวยกประตูหนักห้าพันชั่งขึ้นมาได้อย่างง่ายดายปรากฏขึ้นในความคิด ใครกันจะสามารถต้านทานพลังมหาศาลเช่นนั้นได้?
แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง สำหรับพวกเขาแล้ว นี่อาจถือเป็นเรื่องดี หากมีคนเก่งกาจเช่นนี้เพิ่มขึ้นในค่าย ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกองทัพ ยังช่วยเติมเต็มความรู้สึกปลอดภัยที่พวกเขาโหยหาท่ามกลางสงครามอันโหดร้ายนี้อีกด้วย
หลี่เต้ายืนอยู่นอกกระโจม มองดูทหารที่วิ่งพรูออกมาจากกระโจมอื่น ๆ ด้วยสีหน้าฉงน
ในยามนั้น เสวียปิงก็เดินออกมาจากในกระโจม
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เนื่องจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาไวเกินไป เสียงและกลิ่นที่ไม่จำเป็นมากมายล้วนถูกเขารับรู้ได้ ดังนั้นในยามปกติเขาจึงมักจะกดประสาทสัมผัสทั้งห้าเอาไว้ จะเปิดรับก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว
เสวียปิงตอบตรง ๆ “พวกชนเผ่าเป่ยหมานเข้ามาก่อกวนค่ายพวกเราแล้ว”
หลี่เต้าเลิกคิ้ว “แล้วตอนนี้ข้าควรทำเช่นไร?”
เสวียปิงกล่าว “ท่านแม่ทัพ ให้เจ้าตามพวกเราไปออกรบก่อน รอจัดการ พวกชนเผ่าเป่ยหมานเสร็จค่อยว่ากันเรื่องอื่น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลี่เต้าก็เป็นประกายวาบขึ้นมา
ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะยิ่งนัก เพิ่งมารายงานตัวก็เจอเรื่องดีเช่นนี้เข้าให้ เช่น การถูกโจมตีค่ายในครั้งนี้ก็ด้วย
เสวียปิงเห็นหลี่เต้าเงียบไป นึกว่าอีกฝ่ายไม่พอใจกับการจัดการเช่นนี้ ด้วยไม่เคยมีใครที่ยังไม่ได้รายงานตัวอย่างเป็นทางการก็ถูกส่งไปออกรบ จึงอธิบายว่า “ค่ายทหารหวงซาเป็นเช่นนี้ หากเจ้าไม่คุ้นเคย… เดี๋ยวก่อน เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”
เขามองดูหลี่เต้าที่ขึ้นม้าไปแล้วด้วยสีหน้างุนงง
หลี่เต้าทำหน้าสงสัย “ก็ท่านบอกว่าต้องออกรบไม่ใช่หรือ?”
เสวียปิงได้แต่คิดในใจว่า เหตุใดเจ้าจึงกระตือรือร้นเช่นนี้
แต่ในยามนี้ก็ไม่อาจสนใจเรื่องอื่นได้มากไปกว่านี้ หากรอต่อไปคงถือเป็นความผิดฐานละเลยหน้าที่
ดังนั้นเขาจึงรีบไปที่คอกม้าข้าง ๆ จูงม้าตัวหนึ่งออกมาแล้วกล่าวว่า “ตามข้ามา”
ทั้งสองคนขี่ม้าตามผู้คนออกจากเมืองหวงซาอย่างรวดเร็ว
…
ในเวลาเดียวกัน ณ เขตกันชนใกล้ค่ายทหารใหญ่ของเมืองหวงซา
ทหารม้าเป่ยหมานหลายร้อยนายขี่ม้าวนเวียนอยู่รอบบริเวณ
ภาพเบื้องหน้านี้ทำให้ทหารยามสองนายแห่งเมืองหวงซาโกรธจัดจนแทบระงับไม่อยู่
“บัดซบ! พวกชั่วช้าพวกนี้มาอีกแล้ว ข้าอยากจะบุกเข้าไปจัดการพวกมันเหลือเกิน”
ทหารนายหนึ่งอดกลั้นไม่ไหวเอ่ยขึ้น
“รอก่อน พวกมันยังไม่ได้ล่วงล้ำเขตกันชน พวกเราไม่อาจลงมือตามอำเภอใจได้”
ทหารอีกนายแม้จะโกรธเช่นกัน แต่ยังคงมีสติอยู่บ้าง