ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 88 การไล่ล่า
บทที่ 88 การไล่ล่า
ตามกฎที่ราชวงศ์ต้าเฉียนและชนเผ่าเป่ยหมานได้กำหนดร่วมกันไว้ ห้ามมีการปะทะกันในเขตกันชน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงมือก่อนจะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
จะสามารถโจมตีได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายข้ามเส้นเขตระวังภัยมาเท่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทหารม้าเป่ยหมานหลายร้อยนายเหล่านั้นถึงได้กล้าบังอาจเช่นนี้
เพราะหากฝ่ายนี้ลงมือก่อน พวกเขาก็จะมีข้ออ้างในการโจมตีค่ายทหารของราชวงศ์ต้าเฉียนที่ตั้งอยู่ตามชายแดน เมื่อถึงเวลานั้น เมื่อมีการถกเถียงกัน ราชวงศ์ต้าเฉียนก็จะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้น
อาจมีคนกล่าวว่าราชวงศ์ต้าเฉียนก็สามารถใช้วิธีเดียวกันไปรบกวนชนเผ่าเป่ยหมานได้
แต่ในความเป็นจริง หากใช้วิธีนี้ได้ผลก็คงจะดี
ชนเผ่าเป่ยหมานเป็นแหล่งผลิตม้าพันธุ์ดี ม้าส่วนใหญ่ของราชวงศ์ต้าเฉียนล้วนมาจากการค้าขายกับชนเผ่าเป่ยหมาน
ทุกคนต่างรู้ดีว่าต้องเก็บของดีไว้ให้ตัวเอง เมื่อเทียบกับม้าที่ทหารราชวงศ์ต้าเฉียนขี่แล้ว ม้าของชนเผ่าเป่ยหมานนั้นมีคุณภาพดีกว่า
นี่จึงทำให้ทหารม้าของราชวงศ์ต้าเฉียนยากที่จะไล่ตามทหารม้าเป่ยหมานได้ทัน ในทางกลับกันอีกฝ่ายกลับไล่ตามพวกเขาได้ง่าย
ความแตกต่างในด้านความคล่องตัวทำให้ราชวงศ์ต้าเฉียนไม่สามารถทำเช่นเดียวกับพวกเขาได้
เช่นเดียวกัน ยังมีเหตุผลที่น่าปวดหัวที่สุดอีกข้อคือ เมื่อเผชิญกับการกระทำเช่นนี้ของพวกเขา ทางราชวงศ์ต้าเฉียนก็จำต้องระวังตัว
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าบางกลุ่มของชนเผ่าเป่ยหมานนั้นไม่ลงรอยกับราชวงศ์ต้าเฉียน และขณะนี้ความขัดแย้งก็กำลังรุนแรงขึ้น
หากไม่ระวังแม้แต่วันเดียว อาจเปิดโอกาสให้ชนเผ่าเป่ยหมานฉวยโอกาสได้ เมื่อถึงตอนนั้นคงไม่ใช่แค่เรื่องยุ่งยากเพียงเล็กน้อย แต่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่หลวง
แม้ทหารในค่ายหวงซาจะดื้อรั้นและเป็นอันธพาลซะส่วนใหญ่ แต่ก็รวมกำลังได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ถึงครึ่งก้านธูป
ภายใต้การนำของจ้าวถ่ง ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยบารมีและความเด็ดขาด ทหารม้าจากค่ายหวงซาก็เร่งควบม้าออกจากค่ายอย่างพร้อมเพรียง เสียงกีบม้ากระแทกพื้นดังกึกก้อง ราวกับจะสะท้อนความฮึกเหิมที่แผ่ซ่านไปทั่วกองทัพ
หลี่เต้าก็ขี่ม้าประจำตัวร่วมไปกับพวกเขาด้วยเช่นกัน แม้เขาจะเป็นเพียงทหารใหม่ แต่ท่วงท่าของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจปกปิดได้
เมื่อเขาเห็นทหารม้าเป่ยหมานอยู่ในระยะไกล ดวงตาทั้งสองข้างก็เป็นประกายวาบขึ้นมา
เนื่องจากทหารม้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จึงก่อให้เกิดฝุ่นควันตลอดเส้นทาง
ด้านทหารม้าเป่ยหมานจึงพบกองกำลังสนับสนุนที่นำโดยจ้าวถ่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นภาพนั้น หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานยิ้มกว้าง ตะโกนไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาด้านหลัง “พวกเจ้า วิ่งตามข้ามา!”
“โว้ว ๆ ๆ!”
ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานนำทหารม้าเป่ยหมาน พุ่งตรงไปยังแนวป้องกันของต้าเฉียน แล้วข้ามผ่านแนวป้องกันไปในพริบตา
“พวกชั่วช้า มาไม้เดิมอีกแล้วรึ?”
จ้าวถ่งดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นดำมืดขึ้นมาอีกครั้ง
เขาโบกมือทันที “ตามพวกมันไป พยายามกักตัวพวกมันไว้ในเขตแดนต้าเฉียนให้ได้”
กองทัพเปลี่ยนทิศทางแล้วไล่ตามทหารม้าเป่ยหมานไป
เมื่อเห็นภาพนั้น พวกทหารม้าเป่ยหมานก็ยิ่งส่งเสียงเอะอะดังขึ้น หัวเราะร่าพลางยั่วยุทหารม้าจากค่ายหวงซาที่ไล่ตามมาด้านหลัง
น่าเสียดายที่ม้าของพวกเขาวิ่งไม่เร็วเท่าม้าของทหารม้าเป่ยหมานได้แต่ถูกหลอกล่อไปเรื่อย ๆ
และเมื่อใดที่อีกฝ่ายเล่นจนเบื่อแล้ว ก็จะมุดหายเข้าไปในเขตกันชน พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่ในเขตแดนต้าเฉียนได้
เมื่อเห็นภาพนั้น หลี่เต้าขมวดคิ้ว “จะปล่อยให้ไล่ตามกันแบบนี้หรือ?”
เสวียปิงที่อยู่ข้าง ๆ ยิ้มขื่น “จะทำอย่างไรได้ หากปะทะกันตรง ๆ พวกเราไม่มีใครกลัวหรอก แต่หลังจากที่อีกฝ่ายเสียทีจากการปะทะกันหลายครั้ง ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีนี้แทน”
“ไม่สามารถวางกับดักล่วงหน้าได้หรือ?”
“กับดักล่วงหน้า? จะล่วงหน้าได้อย่างไร? อีกฝ่ายก็สุ่มเวลาโจมตี”
เสวียปิงส่ายหน้า “อีกอย่าง แถวนี้มีแต่ค่ายทหารของพวกเราเพียงค่ายเดียว ไม่สามารถร่วมมือกับค่าอื่น ๆ เพื่อช่วยเราล้อมจับพวกมันได้ ได้แต่ถ่วงเวลาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้ามองดูทหารม้าเป่ยหมานที่อยู่ไกลออกไปอย่างครุ่นคิด
ขณะนั้น ไม่ไกลจากทั้งสองฝ่ายปรากฏทะเลทรายผืนหนึ่ง
ที่นั่นยังมีหุบเขาแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตแดนของต้าเฉียน
หุบเขามีความยาวสิบหลี่ เมื่อเข้าไปในหุบเขาแล้ว หากต้องการกลับไปยังเขตกันชนจะต้องผ่านหุบเขาไปจนสุดเท่านั้น
หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานนำทางอยู่ข้างหน้า ผู้ช่วยคนหนึ่งของเขาพูดอย่างร่าเริงว่า “หัวหน้า คราวนี้จะเล่นอะไรอีกงั้นหรือ?”
“หรือว่าท่านจะใช้ประโยชน์จากหุบเขานี้?”
หัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมานยิ้มอย่างมั่นใจ “ฮ่า ๆ ๆ แน่นอน ม้าของต้าเฉียนไม่เร็วเท่าม้าของพวกเราชนเผ่าเป่ยหมาน พวกเขาจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์”
“การเล่นในที่ราบอย่างเดียวมันไม่สนุก ไหน ๆ ก็เล่นอะไรที่ท้าทายกว่าเดิมเสียเลย”
“หากขี่ม้าผ่านหุบเขานี้ นอกจากจะประลองความเร็วแล้ว ยังต้องประลองฝีมือการขี่ม้าด้วย การเหยียบย่ำชาวต้าเฉียนพวกนั้นทั้งสองด้านจะไม่ยิ่งสนุกกว่าหรือ”
พูดจบ เขากวาดตามองผู้ใต้บังคับบัญชาของตน แล้วประกาศเสียงดัง
“หากผู้ใดถูกไล่ตามทันในหุบเขานี้วันนี้ ก็จงใช้ดาบฆ่าตัวตายเสีย การแพ้ในเรื่องการขี่ม้า เป็นการไม่คู่ควรต่อเทพหมี และไม่คู่ควรต่อการอบรมสั่งสอนขององค์ราชา”
“เข้าใจแล้ว!”
ทหารม้าเป่ยหมานทั้งหลายมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าอย่างมั่นใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขามั่นใจในฝีมือการขี่ม้าของตนเอง หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่ได้เห็นทหารม้าของต้าเฉียนอยู่ในสายตาเลย
ภายใต้การนำของหัวหน้าชนเผ่าเป่ยหมาน กองกำลังทหารม้าเป่ยหมานชะลอความเร็วลงเมื่อมาถึงทางเข้าหุบเขา
เมื่อเห็นกองกำลังทหารที่นำโดยจ้าวถ่ง เคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงเริ่มเร่งแส้ม้า นำทหารม้าเป่ยหมานทั้งหมดบุกเข้าไปในหุบเขา
ในเวลานั้น จ้าวถ่งที่อยู่ไม่ไกลด้านหลังก็เห็นภาพนี้เช่นกัน
ทหารนายหนึ่งที่อยู่ข้างกายเขาเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ ดูท่าทางทหารม้าเป่ยหมานพวกนั้นคงต้องการล่อพวกเราเข้าไปในหุบเขา จะมีการซุ่มโจมตีหรือไม่”
จ้าวถ่งจ้องมองปากทางเข้าหุบเขาที่ทหารม้าเป่ยหมานหายเข้าไปอย่างเขม็ง ในใจนึกถึงการรบกวนของฝ่ายตรงข้ามในช่วงที่ผ่านมา
ความโกรธพลันลุกโชนขึ้นในใจ เขาจึงออกคำสั่งทันทีว่า “จะมีซุ่มโจมตีก็ช่างมัน ข้าอยากปะทะกับพวกมันซึ่ง ๆ หน้าอยู่แล้ว”
หลังจากพูดจบ เขาก็แสดงท่าทีของหัวหน้าผู้ดุดันออกคำสั่งว่า “พวกเจ้าทั้งหลาย วิ่งให้เร็วขึ้น ใครช้าก็ระวังโดนแส้เมื่อกลับไป”
เมื่อเจอคำสั่งเช่นนี้ เหล่าทหารอันธพาลกลับไม่รู้สึกกังวล แต่กลับยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งอิทธิพลต่อใครกันแน่
หลี่เต้าที่อยู่ท้ายขบวนทหารม้าเห็นภาพนี้แล้วถึงกับตะลึง
กองทัพทหารอันธพาลในตำนานช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ
ไม่นาน ขบวนก็มาถึงปากทางเข้าหุบเขา
จ้าวถ่งนำหน้าอย่างองอาจ บุกเข้าไปในหุบเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ก็เพราะท่าทีอันห้าวหาญของเขานี่แหละ ที่ทำให้เหล่าทหารอันธพาลด้านหลังคึกคักราวกับถูกฉีดยากระตุ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้จะเข้าหุบเขา หลี่เต้ากลับดึงบังเหียนให้ม้าหยุดกะทันหัน
ภาพนี้ทำให้เสวียปิงที่อยู่ข้าง ๆ ตะลึง รีบชะลอความเร็วแล้วถามว่า
“เจ้าหยุดทำไม?”
หลี่เต้าเงยหน้ามองผาหินทั้งสองด้านของหุบเขา “หากไล่ตามไปเช่นนี้ คงไม่มีทางไล่ตามทหารม้าเป่ยหมานทัน ข้าจึงคิดจะเปลี่ยนเส้นทาง”
“เปลี่ยนเส้นทาง?”
เสวียปิงทำหน้างุนงง “ที่นี่จะมีเส้นทางให้เจ้าเดินไปทางไหนได้อีก มีแค่เส้นทางนี้เท่านั้น”
หลี่เต้าได้ยินดังนั้นจึงส่ายหน้าพลางกล่าว “ในใต้หล้านี้แต่เดิมไม่มีทางเดินมากนัก แต่ข้าจะเป็นคนหาทางเอง”
เขากระโดดลงจากหลังม้า แล้วหยิบหีบบนหลังม้าขึ้นมา
เสวียปิงเห็นภาพตรงหน้าก็อดตะลึงไม่ได้ “เจ้าจะทำอะไรอีก?”
หลี่เต้าตอบตรง ๆ “ท่านไปก่อนเถิด ไม่ต้องสนใจข้า”
“เจ้า…”
เสวียปิงกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่กลับเห็นร่างหนึ่งวิ่งไปแล้วกระโดดขึ้นไปบนผาหินของหุบเขาได้สูงถึงสิบกว่าจั้ง
อีกทั้งยังไม่หยุดพัก กระโดดขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็หายลับไปบนเหนือหุบเขา
เสวียปิงอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
นี่คงเป็นเส้นทางที่เขาว่าสินะ?
ทันใดนั้น เขาเหลือบมองม้าที่กำลังส่งเสียงฟึดฟัดอยู่ข้าง ๆ รีบตะโกนขึ้นไปทางด้านบนของหุบเขา “ม้าของเจ้าล่ะ!”