ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 94 ความกดดัน! การต่อต้าน!
บทที่ 94 ความกดดัน! การต่อต้าน!
ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดี เมื่อรู้สึกถึงพลังใหม่ในร่างกาย หลี่เต้ารู้สึกภาคภูมิใจในความพยายามของตนเองอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าสนามรบนั้นเหมาะกับเขาจริงๆ หากอยู่ที่อื่น ใครจะรู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะสะสมคุณสมบัติได้มากขนาดนี้ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การสังหารคนบนสนามรบไม่มีผลเสียใด ๆ กลับได้รับชัยชนะในการรบ สำหรับเขาแล้วนี่คือการได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
ไม่นานหลังจากนั้น เหล่าทหารที่ชำระล้างร่างกายอยู่ด้านนอกก็ล้างตัวเสร็จแล้ว ผู้คนที่ชำระล้างร่างกายรอบ ๆ กองที่หกส่วนใหญ่เป็นคนของกองที่หก เสวียปิงและจางเมิ่งก็พักอยู่ในกองที่หกเช่นกัน อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้เคยนินทาผู้อื่นลับหลัง กลุ่มคนจึงยืนอยู่นอกกระโจมไม่กล้าเข้าไป
“จางเมิ่ง เจ้าเป็นหัวหน้ากองที่หกของพวกเรา เจ้าเข้าไปก่อนเถิด” เสวียปิงกล่าวขึ้นจากด้านข้าง
จางเมิ่งนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน เมื่อเห็นสายตาของผู้คนรอบข้าง จึงกัดฟันพูดว่า “เข้าก็เข้า” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดม่านกระโจนเข้าไปด้านใน ทันทีที่เข้าไป เขาก็เห็นหลี่เต้า สายตาของทั้งสองสบประสานกัน ในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกประหลาดก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขากัดปลายลิ้นตัวเอง ความเจ็บปวดทำให้ได้สติ จึงพูดอย่างเก้อเขินว่า “เอ่อ ข้าไม่ได้รบกวนเจ้าใช่หรือไม่?”
หลี่เต้าทำหน้างุนงง “จะมีอะไรรบกวนกัน นี่ก็เป็นกระโจมส่วนรวมไม่ใช่หรือ?”
“อ๋อ ใช่ ๆ” จางเมิ่งหัวเราะแห้ง ๆ จากนั้นจึงเดินไปที่เตียงของตน เมื่อเห็นว่าเตียงของตนอยู่ห่างจากเตียงของอีกฝ่ายพอสมควร เขาก็รู้สึกโล่งอกในทันที ขณะนั้น ผู้คนจากด้านนอกก็ทยอยเดินเข้ามา เช่นเดียวกับจางเมิ่ง พวกเขาเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครพูดคุยกัน ต่างคนต่างทำธุระของตนอย่างเรียบร้อย
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เสวียปิงตะลึงงัน ปกติพวกเขาไม่เคยเป็นเช่นนี้ แต่ละคนเวลาเข้ามามักจะส่งเสียงเอะอะโวยวาย จางเมิ่งก็เช่นกัน ปกติเขาเป็นคนที่โอหังที่สุดในกองที่หก แต่วันนี้กลับเงียบเหมือนนกกระทา เขามองไปที่หลี่เต้าแวบหนึ่ง เข้าใจว่าบรรยากาศเช่นนี้อาจเป็นเพราะเขา แต่ก็ไม่น่าจะกดดันขนาดนี้
สิ่งที่เขาไม่รู้คือ เพราะพวกเขาล้วนเป็นพวกอันธพาลหัวรั้น เมื่อมารวมตัวกันจึงเหมือนฝูงสัตว์ป่าในป่าใหญ่ มีทั้งหมีดำ เสือ หมาป่า เสือดาว และหมูป่า ทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณดุร้าย แม้ว่าจะไม่ยอมลงให้กันมากบ้างน้อยบ้าง แต่โดยธรรมชาติแล้วก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่การปรากฏตัวของหลี่เต้านั้นเหมือนกับการโยนไดโนเสาร์จากยุคโบราณเข้าไปในกลุ่มสัตว์ป่าธรรมดาพวกนี้ แม้จะเป็นสัตว์ป่าเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างทางชนชั้นอย่างมหาศาล
ส่วนเหตุที่เสวียปิงดูผ่อนคลายกว่า เพราะเขาเคยเห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายมาตั้งแต่แรก และถูกกดดันจนยอมจำนนในใจจึงไม่มีความต่อต้านเหลืออยู่เลย เมื่อเผชิญกับความกดดันจากหลี่เต้าเขาไม่รู้สึกต่อต้าน กลับยอมจำนนโดยสัญชาตญาณ แต่คนอื่นนั้นต่างออกไป เมื่อเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนที่ไม่คุ้นเคย พวกเขาจะต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
แต่เพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป พวกเขาจึงไม่กล้าแสดงท่าทีคุกคาม ทำให้รู้สึกอึดอัดมาก หากฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมาก พอเข้ามาก็จัดการพวกเขาทั้งหมดจนหมดสภาพ ก็ยังพอทำใจรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกหนักใจที่สุดคือ อีกฝ่ายไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครล่วงรู้ความคิดของเขา ฝั่งนั้นไม่ขยับเขยื้อน ฝั่งนี้ก็ไม่กล้าขยับตัว ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นในยามนี้
ทางด้านนี้หลี่เต้าก็รู้สึกถึงบรรยากาศอันแปลกประหลาดภายในกระโจม อันธพาลที่ว่ากันไว้หายไปไหนหมด? ทำไมทุกคนถึงได้เชื่องเหมือนเด็กดีแบบนี้เล่า โดยที่ไม่รู้เลยว่าทุกอย่างล้วนเป็นเพราะตัวเขาเอง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นในกองที่หก “ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ!” เห็นจางเมิ่งลุกพรวดขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าดุดัน ตะโกนใส่ผู้คนรอบข้าง ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนที่เหลือตะลึงงัน
“ทหารใหม่!” จางเมิ่งตะโกนขึ้นอย่างกะทันหัน สายตาจับจ้องไปที่หลี่เต้าที่นั่งอยู่บนเตียงกำลังอ่านกลยุทธ์ฝูถู
“หืม?” หลี่เต้าวางตำราในมือลง กวาดตามองไปทางจางเมิ่งที่อยู่ไม่ไกล ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีธุระอะไรหรือ?”
สายตานั้นทำให้คำพูดที่จางเมิ่งกำลังจะเอ่ยออกมาติดอยู่ที่ลำคอ ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกอยากถอยหนี แต่ในขณะที่จิตใจกำลังกดดัน ก็มีความโกรธปะทุขึ้นมา นั่นคือความดื้อรั้นของอันธพาล เขากัดลิ้นตัวเองให้ความเจ็บปวดกระตุ้นตัวเอง ในที่สุดก็พูดสิ่งที่ต้องการออกมาได้ “ทหารใหม่ ข้าขอท้าประลองกับเจ้า!”
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน จางเมิ่งเอ่ยประโยคนี้ออกมา หลี่เต้าได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ แต่ไม่นานก็มีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า วางตำรากลยุทธ์ฝูถูไว้ข้างหมอน เอ่ยเสียงเบา “ได้”
พูดจบ เขาก็กวาดตามองผู้คนที่เหลือ “ข้าได้ยินมาว่าทหารในค่ายหวงซาล้วนเป็นพวกอันธพาล หรือไม่ก็พวกอันธพาลหัวรั้นที่สุดในบรรดาอันธพาล พวกเจ้าคิดเช่นไรกัน?”
คำพูดนั้นกระตุ้นความรู้สึกของผู้คนที่อยู่ในกองที่หกในทันที อาจเป็นเพราะการแสดงออกของจางเมิ่งทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างทั้งสองฝ่าย ดังนั้น…
“ทหารใหม่ อย่าคิดว่าเจ้ามีพละกำลังมากกว่าแล้วพวกข้าจะกลัวเจ้า”
“เป็นแค่คนใหม่ก็กล้ามาข่มขู่พวกข้า เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าวันนี้จะไม่ได้ออกไปจากกองที่หกนี้”
“ข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว พูดตามตรง ข้าไม่ชอบหน้าเจ้ามานานแล้ว”
“…”
กลุ่มคนที่เมื่อครู่ยังทำตัวเหมือนเด็กว่านอนสอนง่าย เมื่อถูกคำพูดของหลี่เต้ากระตุ้น ก็พลันเปลี่ยนเป็นเหมือนแมวขนพองฟู ระเบิดความอัดอั้นที่มีออกมาทั้งหมด มีเพียงเสวียปิงที่อยู่ตรงมุมห้องที่มีสีหน้างุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้โมโหรุนแรงขึ้นมาทันที ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกคุ้นเคย ราวกับเคยเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้มาก่อน
เมื่อเผชิญหน้ากับเสียงตะโกนของคนกลุ่มนั้น หลี่เต้าลุกขึ้นนั่งจากเตียง มองไปยังพวกเขาพลางเอ่ยเสียงเบา “ไม่กล้าหรือ พวกเจ้าจะมาพร้อมกันก็ได้?”
“คำพูดนี้เจ้าเป็นคนพูดเองนะ!” ทหารหลายคนที่อยู่ใกล้หลี่เต้าที่สุดสบตากัน ส่งสัญญาณตากันไปมา ทันใดนั้นพวกเขาก็พุ่งเข้าใส่หลี่เต้าพร้อมกัน และด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน พวกเขามุ่งเป้าไปที่แขนขาของเขา ดูเหมือนต้องการที่จะควบคุมตัวเขาเอาไว้ แต่เดิมพวกเขาคิดว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องเสี่ยงและยากลำบาก แต่ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะสามารถควบคุมแขนขาของหลี่เต้าได้อย่างง่ายดาย
ทั้งสี่คนดีใจมาก “พวกเจ้ายังรออะไรกันอยู่ รีบเข้าไปสั่งสอนมันพร้อมกันเลย!”
“เข้าโจมตี!”
มีคนตะโกนขึ้น กลุ่มคนก็พากันรุมเข้าโจมตี ในชั่วขณะถัดมา ทั้งสี่คนที่กำลังควบคุมหลี่เต้าอยู่ก็รู้สึกถึงพลังน่าสะพรึงกลัวที่ส่งผ่านมาจากแขนขาที่พวกเขากำลังจับอยู่ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว พวกเขาก็รู้สึกว่าโลกพลิกคว่ำไปชั่วขณะ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองหลุดจากการควบคุมอีกฝ่าย และลอยกระเด็นออกไป ทั้งสี่คนลอยกระเด็นออกไปชนเข้ากับคนอื่น ๆ ที่กำลังรุมเข้ามาโจมตีพอดี คนเหล่านั้นพยายามจะรับตัวทั้งสี่คนไว้ แต่พอแตะต้องเข้าก็รู้สึกถึงพลังที่ไม่อาจต้านทานได้ สุดท้ายทุกคนก็ล้มลงไปกองกับพื้น
หลี่เต้าหยิบไม้ไผ่เรียวยาวท่อนหนึ่งมาถือไว้ในมือ ไม่รู้ว่าได้มาจากที่ใด พลางจ้องมองไปยังผู้คนที่ล้มอยู่กับพื้น ก่อนจะเอ่ยปลอบใจเสียงเบา “วางใจเถิด ข้าจะระวังมือ” ครู่ต่อมา เสียงร้องราวกับหมูถูกเชือดก็ดังขึ้นทั่วกองที่หก