ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 127 คัมภีร์วารีแท้ไท่หยวน!
ก็แหม นักพรตผู้นี้น้ำเสียงโอหังไม่เบาเลยทีเดียว เอะอะก็กายาวิญญาณ เอะอะก็กายาเต๋า ซ้ำยังแอบแสดงทีท่าว่าไม่ค่อยจะเห็นกายาของเขาในตอนนี้อยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ
กลิ่นอายความสูงส่งเหนือโลกียะเช่นนี้ กู้หย่วนเคยสัมผัสได้จากฉินหงซิ่วเพียงคนเดียวเท่านั้น
“นักพรตผู้ยากไร้มีนามว่า เสวียนหยวน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตลึกลับถึงได้ละสายตาที่สำรวจตรวจตรากลับไป คล้ายจะมองออกถึงความสงสัยและระแวดระวังของกู้หย่วนในยามนี้ จึงเอ่ยเข้าประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม
“ไอ้หนู วางใจเถอะ ข้าไม่มีเจตนาร้ายต่อเจ้า ซ้ำยังมีวาสนาอันยิ่งใหญ่จะมอบให้เจ้าด้วย”
“ไม่ทราบว่าวาสนาที่ผู้อาวุโสเสวียนหยวนกล่าวถึง คือสิ่งใดหรือขอรับ?”
กู้หย่วนประสานมือคารวะ เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“คัมภีร์เต๋าที่เหมาะสำหรับการฝึกฝนของเจ้าสักเล่ม”
นักพรตเสวียนหยวนไม่ได้คิดจะเล่นแง่ อธิบายอย่างเรียบง่าย
“ข้าไม่ปิดบังเจ้าหรอก ข้าสิ้นอายุขัยไปนานหลายปีแล้ว สิ่งที่เจ้าเห็น เป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณของข้าเท่านั้น ส่วนน้ำเต้าหยกม่วงเขียวทั้งสองใบที่เจ้าได้มาในวันนี้ คือสถานที่สถิตวิญญาณของข้า ต้องนำทั้งสองใบมารวมกัน จึงจะสามารถปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมาได้”
“เหตุที่เจ้าสามารถกระตุ้นความผิดปกติของน้ำเต้าหยกได้ ก็เป็นเพราะพรสวรรค์ของเจ้า!”
“พรสวรรค์ของข้า?”
ใบหน้าของกู้หย่วนเต็มไปด้วยความงุนงง ทว่าภายในใจกลับกระตุกวูบ
นักพรตเสวียนหยวนผู้นี้คิดว่าเขาเพิ่งจะได้น้ำเต้าหยกมา แต่ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเขาได้น้ำเต้าหยกใบนี้มาตั้งนานแล้ว
“ถูกต้อง”
นักพรตเสวียนหยวนเอามือไพล่หลัง
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ก็แผ่กลิ่นอายความสงบนิ่ง เยือกเย็น ราวกับต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่สะทกสะท้านออกมาแล้ว
“น้ำเต้าหยกม่วงเขียวนี้ เป็นของวิเศษที่แปลกประหลาด ถูกข้าใช้วิชาเทวะพิเศษบางอย่างลงอาคมไว้ ทำให้มันสามารถสัมผัสได้ถึงพรสวรรค์ทางร่างกายที่พิเศษบางชนิด แน่นอนว่านอกจากร่างกายแล้ว ยังมีข้อจำกัดเรื่องอายุและระดับการฝึกฝนด้วย”
“ขอเพียงตรงตามเงื่อนไข ก็จะสามารถปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมาได้”
พูดพลาง เขาก็มองไปทางกู้หย่วน
“เหตุที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพราะสายเลือดการสืบทอดของสำนักข้าใกล้จะขาดสะบั้นลงแล้ว ข้าจึงเตรียมจะเฟ้นหาศิษย์สักคน เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของสำนักต่อไป”
“แน่นอนว่า ในเรื่องนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ แอบแฝงอยู่อีก แต่คงไม่สะดวกที่จะบอกให้เจ้ารู้ เพราะเรื่องบางเรื่อง แค่เจ้าได้รับรู้ ก็อาจนำพามหันตภัยมาสู่ตัวเจ้าได้”
เฟ้นหาศิษย์ สืบทอดเจตนารมณ์?
นี่มันเรื่องดีชัดๆ!
ข้าอุตส่าห์วางแผนแทบตายเพื่อกราบเข้ายอดเขาโอสถไปเพื่ออะไรล่ะ ก็เพื่อเคล็ดวิชาเบิกมรรค เพื่อคัมภีร์ฝึกฝนวิถีเต๋าไม่ใช่หรือไง?
ตอนนี้ กลับมีคัมภีร์เต๋าสืบทอดมาประเคนให้ถึงที่ คำเปรียบเปรยนั้นว่ายังไงนะ… นี่มันอุตส่าห์สึกรองเท้าเหล็กตามหาจนทั่ว สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่ต้องลงแรงชัดๆ!
กู้หย่วนตกใจในตอนแรก ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด รู้สึกราวกับถูกส้มหล่นทับใส่หัวเข้าอย่างจัง
ทว่าแม้จะดีใจ กู้หย่วนก็ไม่ได้ถูกความโชคดีกะทันหันนี้ทำให้หน้ามืดตามัวไป
เขาประสานมือคารวะ เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ขอเรียนถามท่านนักพรตเสวียนหยวน สำนักของท่านคือสำนักใด นิกายใดหรือขอรับ?”
หากเป็นสำนักใหญ่วิถีเซียนก็แล้วไปเถอะ แต่หากเป็นนิกายมาร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่ใช่ว่ากู้หย่วนจะดูถูกวิถีมาร หรือคิดว่าวิถีมารคือฝ่ายอธรรมในโลกผู้ฝึกยุทธที่มีแต่คนเลวทราม
แต่เขากลัวว่าสำนักของนักพรตเสวียนหยวนผู้นี้จะเป็นพวกวิถีมาร และอาจถูกกวาดล้างไปด้วยเหตุผลบางประการ หากเขาไปกราบเข้าสำนักนี้ แล้วดันนำพาความเดือดร้อนครั้งใหญ่มาสู่ตัวเอง นั่นก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ
แต่นักพรตเสวียนหยวนกลับมองความคิดของกู้หย่วนออก เพียงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า
“สำนักของข้าอยู่ในวิถีเซียน ส่วนจะเป็นสำนักใด นิกายใด ทางที่ดีเจ้าอย่าเพิ่งรู้เลยจะดีกว่า”
พูดจบ เขาก็ชูนิ้วขึ้นมา ปลายนิ้วทอประกายแสงสีทองอร่าม ดุจทองคำแท้ แล้วจิ้มลงไปที่กลางหว่างคิ้วของกู้หย่วน
ครืน!
สัญชาตญาณแรกของกู้หย่วนคือคิดจะเบี่ยงหลบ แต่สุดท้ายก็ถูกนิ้วนั้นจิ้มเข้าที่หว่างคิ้วจนได้
จากนั้น ก็รู้สึกได้ถึงแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าสู่ห้วงทะเลวิญญาณอย่างป่าเถื่อนและดุดัน
แสงสีทองแผ่ขยายออก กลายเป็นม้วนผ้าไหมผืนหนึ่ง บนนั้นมีอักขระเมฆาสีเงินเขียนไว้อย่างอัดแน่น
แม้อักขระเมฆาที่แปลกประหลาดเหล่านี้ กู้หย่วนจะอ่านไม่ออกเลยสักตัว แต่เพียงแค่ปรายตามอง เขากลับสามารถเข้าใจความหมายบางส่วนในนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คัมภีร์วารีแท้ไท่หยวน!
คัมภีร์เต๋าระดับปฐพีขั้นสุดยอด เป็นวิชาปูรากฐานเบิกมรรคธาตุน้ำ สามารถใช้ฝึกฝนไปจนถึงขอบเขตหรูเซิ่งจินตาน...
กู้หย่วนลืมตาขึ้น ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
คัมภีร์เต๋าระดับปฐพีขั้นสุดยอด!
เปิดตัวมาก็แจกคัมภีร์เต๋าระดับปฐพีขั้นสุดยอดเลย ช่างใจป้ำเสียนี่กระไร!
แต่นี่ก็ออกจะใจป้ำเกินไปหน่อย
คัมภีร์เต๋าธาตุน้ำระดับนี้ เกรงว่าแม้แต่ยอดเขาโอสถก็ยังไม่แน่ว่าจะมี!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงแค่วิชาปูรากฐานเบิกมรรคเท่านั้น คาดว่าคัมภีร์เต๋าในระดับต่อๆ ไป ระดับขั้นจะต้องสูงกว่านี้อย่างแน่นอน!
ในขณะที่กู้หย่วนกำลังตกตะลึงอยู่นั้น ก็ได้ยินนักพรตเสวียนหยวนเอ่ยขึ้น
“คัมภีร์เต๋าเล่มนี้ คือวิชาหลักในการปูรากฐานของสำนักเรา เป็นคัมภีร์เต๋าธาตุน้ำ สอดคล้องกับพรสวรรค์ของเจ้าพอดี”
“ไอ้หนู ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า หากเจ้าสามารถควบแน่นจินตานระดับสูงได้ คัมภีร์เต๋าในระดับต่อๆ ไปอย่างหยินเสิน หยางเสิน หลงเหมิน หยวนเสินและเซียนแท้จริง ข้าย่อมถ่ายทอดให้เจ้าอย่างแน่นอน”
“จินตานระดับสูง?”
กู้หย่วนชะงักไปครู่หนึ่ง ตกใจอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากระดับเทียนเหริน ก็คือขอบเขตหรูเซิ่ง หรือที่เรียกว่าขอบเขตจินตาน สามารถควบแน่นจินตานหลอมรวมแก่นแท้ ปราณ และจิตวิญญาณทั้งสามประการเป็นหนึ่งเดียว ผูกมัดชีวิตไว้ในจินตาน ก่อเกิดคุณสมบัติแห่งความเป็นอมตะเสี้ยวหนึ่ง สามารถยืดอายุขัยไปได้แปดร้อยถึงหนึ่งพันปี
ทว่า นี่หมายถึงการควบแน่นจินตานระดับสูง
ขอบเขตจินตาน แบ่งออกเป็นเก้าระดับ (เก้าขั้น)
ระดับเก้าคือต่ำสุด ระดับหนึ่งคือสูงสุด!
จินตานสามระดับล่างสุด (ขั้น 7-9) รองรับวิชาเทวะได้น้อยที่สุด ความสำเร็จต่ำที่สุด อายุขัยก็น้อยที่สุด มักจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงสี่ถึงห้าร้อยปีเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นดั่งเทพเซียนในสายตาของปุถุชนทั่วไปแล้ว
ผู้ฝึกยุทธระดับหรูเซิ่งที่ควบแน่นจินตานระดับล่างได้สำเร็จส่วนใหญ่ในโลกผู้ฝึกยุทธ มักจะเป็นพวกผู้ฝึกยุทธอิสระหรือพวกนอกรีต แต่ก็มีไม่น้อยที่มาจากสำนักใหญ่วิถีเซียน
แม้ความสำเร็จจะต่ำต้อย แต่ในบรรดาผู้ฝึกยุทธระดับเทียนเหรินยี่สิบสามสิบคน ก็ใช่ว่าจะให้กำเนิดผู้ฝึกยุทธระดับจินตานได้สักคน โดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเป็นปรมาจารย์แห่งยุค สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระเสรี
ส่วนจินตานสามระดับกลาง (ขั้น 4-6) อย่างน้อยก็ต้องฝึกฝนวิชาเทวะระดับสูงสำเร็จแล้วหนึ่งวิชา ครอบครองพลังพิเศษมหาศาล อายุขัยยืนยาวถึงห้าร้อยถึงแปดร้อยปี
ผู้ที่บรรลุถึงขั้นนี้ได้ ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สามารถเรียกขานได้ว่านักพรต เพียงแต่หนทางสู่ความเป็นอมตะนั้นยังคงเลือนราง นอกเสียจากจะได้รับยาอายุวัฒนะหรือสมุนไพรเซียนที่ฝืนลิขิตฟ้าบางชนิด
สำหรับจินตานสามระดับสูง (ขั้น 1-3) อย่างน้อยต้องฝึกฝนวิชาเทวะขั้นสุดยอดสำเร็จแล้วหนึ่งวิชา ผู้ที่ทำได้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีวาสนา สติปัญญา และพรสวรรค์เป็นเลิศทั้งสิ้น
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงสำนักใหญ่หรือตระกูลใหญ่ในโลกผู้ฝึกยุทธที่เพียบพร้อมไปด้วยทรัพยากรและการสืบทอดเท่านั้น จึงจะสามารถบ่มเพาะขึ้นมาได้
ผู้ที่มีความสำเร็จระดับนี้ ย่อมมีโอกาสไขว่คว้าความเป็นอมตะ!
การที่นักพรตเสวียนหยวนเอ่ยปากก็ตั้งเงื่อนไขให้กู้หย่วนควบแน่นจินตานระดับสูงให้ได้นั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการทดสอบเขา เพื่อประเมินความสามารถและศักยภาพของเขา
แท้จริงแล้วในมุมมองของกู้หย่วน การที่นักพรตเสวียนหยวนจะทดสอบเขาก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังมองหาผู้สืบทอด ย่อมต้องหาศิษย์ที่มีศักยภาพสูงและพรสวรรค์เป็นเลิศอยู่แล้ว!
เพียงแต่ ต้องควบแน่นจินตานให้สำเร็จ แถมยังต้องเป็นจินตานระดับสูงด้วย ถึงจะได้รับเคล็ดวิชาสืบทอดในขั้นต่อไป… เงื่อนไขของนักพรตเสวียนหยวนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“อันที่จริง แค่จินตานระดับสูงอาจจะยังไม่พอ”
นักพรตเสวียนหยวนเอ่ยต่อไปว่า
“หากเจ้าควบแน่นจินตานระดับสามได้ ข้าจะถ่ายทอดคัมภีร์เต๋าให้เจ้าหนึ่งม้วน เพียงแต่หลังจากนั้นเป็นต้นไป เจ้าจะไม่มีวาสนาได้รับการสืบทอดวิชาของสำนักข้าอีก”
“มีเพียงเจ้าที่ควบแน่นจินตานระดับสอง หรือแม้กระทั่งระดับหนึ่งได้เท่านั้น ข้าถึงจะรับเจ้าเป็นศิษย์”
แม่เจ้าโว้ย! ต้องควบแน่นจินตานระดับหนึ่งหรือระดับสองให้ได้เท่านั้นถึงจะรับเป็นศิษย์ ระดับสามยังไม่เอาอีก เงื่อนไขจะโหดหินเกินไปแล้ว
ท่านผู้นี้มีภูมิหลังยิ่งใหญ่มาจากไหนกันเนี่ย?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้หย่วนก็อดทึ่งไม่ได้