ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 136 บททดสอบยั่วยวนด้วยตัณหา?
หลายคนเมื่อได้เห็นนกกระเรียนขาวอันสง่างามไร้ที่เปรียบร่อนลงมาจากฟากฟ้า ซ้ำยังมีคนนั่งอยู่บนหลัง ก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
จากนั้นทุกคนก็สบตากัน ก่อนจะพากันก้าวออกไปทำความเคารพ
“ขอน้อมคารวะนักพรตเฮ่อหลิง!”
“ไม่ต้องมากพิธี”
นักพรตเฮ่อหลิงพยักหน้าเบาๆ เขากวาดสายตามองทุกคน เมื่อเห็นหลี่ฉางชิง สีหน้าที่เดิมทีก็เย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งทวีความเฉยเมยขึ้นไปอีก
หลี่ฉางชิงก้าวออกไปคารวะเช่นกัน
“ผู้น้อยหลี่ฉางชิง ขอคารวะผู้อาวุโสเก้า!”
“อืม”
นักพรตเฮ่อหลิงตอบรับอย่างราบเรียบ ไม่ได้มองเขาให้มากความ ปรายตามองทุกคน
“มากันครบแล้วสินะ ดีมาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เริ่มการทดสอบกันเลย”
“ขอรับ!”
หลี่ฉางชิงไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ ออกมา เพียงแค่ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างนอบน้อม
บางคนจับจ้องภาพเหตุการณ์นี้ไว้ในสายตา แววตาวูบไหว ครุ่นคิดไปต่างๆ นาๆ
นักพรตเฮ่อหลิงพลิกฝ่ามือวูบ กระจกบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
กระจกบานนี้มีสีเขียวหม่นทั้งบาน ด้านหลังเต็มไปด้วยลวดลายอันลี้ลับซับซ้อน ทว่าหน้ากระจกกลับมีเพียงแสงสีขาวขุ่นมัว กู้หย่วนเพียงแค่ปรายตามอง ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาจางๆ
นักพรตเฮ่อหลิงไม่ได้ตั้งใจจะอธิบายอะไรให้มากความ เพียงแค่ใช้นิ้วชี้ออกไป กระจกบานนั้นก็ลอยขึ้นไปตั้งตระหง่านอยู่กลางอากาศ
หน้ากระจกเปล่งประกายแสงสีขาวเจิดจ้า แสงนั้นสว่างจ้าจนแสบตา คล้ายกับสามารถดูดกลืนจิตวิญญาณของผู้คนได้
กู้หย่วนรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่ามัว เมื่อได้สติกลับคืนมา ก็พบว่าตนเองมาอยู่ในห้องแห่งหนึ่งเสียแล้ว
จากนั้น เขาก็เห็นสตรีผู้หนึ่งที่มีรูปโฉมงดงาม รูปร่างอวบอัดเย้ายวน กำลังบิดเอวคอดกิ่วราวกับงูเดินนวยนาดเข้ามาหา
“เจ้าเป็นใคร?”
กู้หย่วนมองสตรีตรงหน้า ขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับว่าสตรีนางนี้คือคนที่เขารู้จัก
สตรีนางนั้นเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากู้หย่วน ยื่นหน้าเข้ามาใกล้หูของเขา แย้มยิ้มหวานหยดย้อย ลมหายใจหอมกรุ่นดุจดอกกล้วยไม้
“ท่านพี่ ทำไมถึงลืมข้าไปเสียล่ะ… ข้าคือภรรยาของท่านไง”
ใช่แล้ว นางคือภรรยาของข้า… กู้หย่วนพลันกระจ่างแจ้ง จากนั้นยิ่งมองสตรีตรงหน้า ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยและผูกพัน ในหัวก็มีความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับสตรีนางนี้เพิ่มขึ้นมา โดยไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติเลย
ยิ่งไปกว่านั้น กู้หย่วนคล้ายจะลืมเลือนไปแล้วว่า ตอนนี้ตนเองกำลังเข้ารับการทดสอบของนักพรตเฮ่อหลิงอยู่
ทว่าในใจกลับมีอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาตามสัญชาตญาณ… ไม่สิ สตรีนางนี้แต่งหน้าทาปากจัดจ้าน จริตมารยาแพรวพราวเกินไป ดูไม่เหมือนหญิงสาวชาวบ้านที่รักนวลสงวนตัว ต่อให้ข้าจะหาเมีย ก็ไม่น่าจะหาแบบนี้สิ…
อีกอย่าง ผู้หญิงจะดีแค่ไหน จะไปสู้ความสะใจตอนฝึกกระบี่บำเพ็ญเพียรได้อย่างไร?
“ท่านพี่ ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
เมื่อเห็นกู้หย่วนเงียบไป หญิงสาวก็ใช้นิ้วมือเรียวงามวาดวงกลมบนหน้าอกของกู้หย่วน น้ำเสียงยั่วยวนชวนหลงใหล
“ข้ากำลังคิดว่า มื้อเย็นวันนี้ข้าจะกินอะไรดี…”
ที่ปลายจมูกของกู้หย่วน ได้กลิ่นหอมหวานรัญจวนใจโชยมา… ในขณะเดียวกันที่ท้องน้อยก็เริ่มมีไอร้อนสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นมาลางๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวยิ่งทวีความยั่วยวน ดวงตาฉ่ำเยิ้มราวกับหยาดน้ำ ความปรารถนาอันเร่าร้อนแทบจะทะลักล้นออกมา
“ท่านพี่ช่างล้อเล่นเก่งจริง แล้วจะให้ข้าอุ่นอาหารให้ท่านพี่ไหมเจ้าคะ?”
ปากก็พ่นคำพูดหว่านเสน่ห์ออกมา ทว่าในมุมที่กู้หย่วนมองไม่เห็น เล็บมืออีกข้างของหญิงสาวกลับงอกยาวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับกริชสั้น ส่องประกายความคมกริบอันเย็นเยียบ!
ในเสี้ยววินาทีที่แววตาของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นดุร้าย เตรียมจะควักหัวใจของกู้หย่วนออกมา ความเลื่อนลอยในดวงตาของกู้หย่วนก็มลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยแววตาหยอกล้อ
“แค่นี้เนี่ยนะ? ถึงกับจะมายั่วยวนข้า?”
เขาชิงลงมือก่อน ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบเข้าด้วยกันแทนกระบี่ เพียงแค่ยกมือขึ้นชี้ ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป หัวของหญิงสาวระเบิด “ปัง” ราวกับแตงโม ร่างไร้หัวโงนเงนไปมาก่อนจะล้มตึงลงกับพื้น
“แค่เลื่อนดูคลิปสั้นยังโป๊กว่าเจ้าตั้งเยอะ จะมายั่วใครกันล่ะเนี่ย?!”
กู้หย่วนลอบบ่นในใจ นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังเข้ารับการทดสอบอยู่ จากนั้นก็มองไปรอบๆ
“แต่ว่า ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย? ภาพลวงตางั้นรึ? ดูสมจริงดีแฮะ…”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ชั่วพริบตาเดียว สภาพแวดล้อมรอบด้านก็แปรเปลี่ยนไป
ฟิ้ววว— ฟิ้ววว—
ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมหนาวพัดกระหน่ำ หอบเอาฝุ่นทรายตลบอบอวล
หลุมศพเก่าแก่ขนาดเล็กใหญ่ตั้งเรียงรายระเกะระกะอยู่รอบด้าน บนพื้นมีหัวกะโหลกขาวโพลนและเศษโลงศพที่แตกหักเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ต้นไม้แก่ที่แห้งเหี่ยวตายไปแล้วหลายต้นยืนตระหง่านอยู่ข้างหลุมศพ เปลือกไม้บนกิ่งหลุดลอก ปลิวไสวไปตามสายลม กิ่งก้านสาขาดูราวกับกรงเล็บปีศาจที่กำลังตะกุยตะกาย
จากกองเนินดินหลุมศพที่อยู่ไม่ไกล มีเสียง “ตึงๆๆ” ดังขึ้นอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งกำลังทุบฝาโลงศพ สลับกับเสียงนกประหลาดที่ร้องโหยหวนชวนขนลุกเป็นระยะๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดผวา
“ป่าช้า?”
กู้หย่วนกวาดสายตามอง เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
“ใช้พวกภูตผีปีศาจมาทดสอบสภาพจิตใจและความมุ่งมั่นงั้นรึ…”
พูดยังไม่ทันขาดคำ หลุมศพเก่าแก่ที่อยู่ทางซ้ายมือของเขาก็พังทลายลงเสียงดังครืน ฝุ่นดินคลุ้งกระจาย
วินาทีต่อมา ก็มีคนผู้หนึ่งตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุม
เสื้อผ้าบนร่างของคนผู้นี้ขาดวิ่น เลือดเนื้อบนตัวเน่าเปื่อยไปกว่าครึ่ง บริเวณช่องอกและหน้าท้องมีรูโหว่ขนาดใหญ่หลายรู
อวัยวะภายในสีแดงคล้ำไหลทะลักออกมาลากไปตามพื้น ส่งกลิ่นเหม็นเน่าชวนอ้วก
ภายใต้เส้นผมที่ยาวสยายปิดหน้าปิดตา ดวงตาสีเขียวปัดคู่หนึ่งกำลังจ้องมองกู้หย่วนเขม็ง ใบหน้าที่เน่าเปื่อยและดุร้ายนั้น คล้ายกับกำลังแสยะยิ้มอย่างมาดร้าย!
เมื่อประกอบกับบรรยากาศที่มืดครึ้มและหนาวเหน็บรอบด้าน ภาพนี้ก็มากพอที่จะทำให้คนขวัญอ่อนตกใจจนช็อกตายได้!
กู้หย่วนขมวดคิ้วมุ่น ถอยหลังไปสองสามก้าว ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเท่าไหร่ กลับรู้สึกขยะแขยงเสียมากกว่า
ในเวลาเดียวกัน หลุมศพรอบด้านก็พากันพังทลายลง
เงาร่างที่สมบูรณ์บ้าง แหว่งวิ่นบ้าง แข็งทื่อบ้าง เชื่องช้าบ้าง หรือแม้กระทั่งรวดเร็วบ้าง ล้วนผุดขึ้นมาจากหลุมศพ และพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมๆ กัน
ฉากอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปก็คงต้องขนหัวลุก ขาสั่นพั่บๆ ทว่าสีหน้าของกู้หย่วนกลับเรียบเฉยเย็นชา
แม้เขาจะรู้เต็มอกว่าภาพตรงหน้าเป็นของปลอม แต่กลับหาช่องโหว่ไม่เจอเลยแม้แต่น้อย รู้สึกเพียงว่าทุกสิ่งตรงหน้ามันช่างสมจริงเหลือเกิน และในขณะเดียวกัน ก็อันตรายอย่างยิ่ง!
กลิ่นอายแห่งอันตรายจางๆ อ้อยอิ่งอยู่ในใจ
ในเมื่อไม่มีกระบี่อยู่ในมือ กู้หย่วนจึงก้มลงหยิบกิ่งไม้ตรงๆ ท่อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ใช้กิ่งไม้แทนกระบี่ พุ่งทะยานเข้าไปสังหารพวกซากศพเน่าเปื่อย ซอมบี้ และภูตผีปีศาจเหล่านี้อย่างไม่ลังเล!
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
แม้จะเป็นเพียงกิ่งไม้ แต่เมื่ออยู่ในมือของกู้หย่วน กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายอดศาสตราวุธใดๆ
ภายใต้การอัดฉีดของลมปราณแท้ กิ่งไม้ก็พ่นปราณกระบี่ที่คมกริบยาวสามฉื่อออกมา บดขยี้พวกภูตผีปีศาจที่น่าสะอิดสะเอียนและน่ากลัวเหล่านี้จนแหลกละเอียด ซากชิ้นส่วนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น!
ท่ามกลางซากศพเน่าเปื่อยและซอมบี้เหล่านี้ ยังมีผีดิบเกราะทองแดงที่แข็งแกร่งผิดปกติและทอประกายทองแดงประปราย ปะปนอยู่ด้วยหลายตัว รวมถึงวิญญาณอาฆาตที่แผ่กลิ่นอายอัปมงคลอีกหลายตน พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนแหลมปรี๊ดที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปวดหัววิงเวียนและอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเป็นระยะๆ
ทว่ากู้หย่วนกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขารักษาความสงบของจิตใจเอาไว้ กระบี่ไม้ในมือเผยความคมกริบออกมา แผ่กลิ่นอายสังหารอันดุร้ายและหนาวเหน็บจับกระดูก!
ภายใต้ประกายกระบี่ที่สาดซัด ไม่ว่าจะเป็นผีดิบเกราะทองแดงที่ฟันแทงไม่เข้า หรือวิญญาณอาฆาตที่ไร้รูปลักษณ์ ล้วนถูกประกายกระบี่บดขยี้จนแหลกสลาย!
เปี่ยมไปด้วยความห้าวหาญดุดัน ประหนึ่งว่าไม่ว่าเจ้าจะเป็นของจริงหรือภาพลวงตา เป็นคนหรือเป็นผี ข้าก็จะขอฟันให้ขาดสะบั้นด้วยกระบี่เดียว!
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมื่อภูตผีปีศาจตนสุดท้ายถูกกู้หย่วนบั่นคอจนขาดกระเด็น ภาพป่าช้าตรงหน้ากู้หย่วนก็ค่อยๆ เลือนรางลง ก่อนจะหายวับไปจากสายตา
กู้หย่วนกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง