ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 179 ปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหก!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 179 ปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหก!
แม้จะฟาดฟันแสงมารจนแหลกสลายไปแล้ว แต่กู้หย่วนก็ยังไม่คลายความระแวดระวัง เขากวาดจิตสัมผัสไปรอบๆ หลายรอบ พร้อมทั้งโคจรเจตจำนงกระบี่หลอมรวมเข้ากับกระบี่อิ๋นเจียวเพื่อตรวจจับ เมื่อแน่ใจว่าภายในห้องบำเพ็ญเพียร ตัวเรือนไปจนถึงอาณาบริเวณรัศมีสิบลี้รอบๆ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติแล้ว เขาจึงยอมรั้งเจตจำนงกระบี่กลับมา
ทว่าเขายังคงอัดฉีดเจตจำนงกระบี่เข้าไปในกระบี่อิ๋นเจียว ให้มันลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ เพื่อคุ้มครองตนเองและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ส่วนชิวเยว่ที่ได้รับการคุ้มครองจากกู้หย่วน ก็รอดพ้นจากการถูกลูกหลงเมื่อครู่นี้มาได้อย่างหวุดหวิด นับว่ายังมีโชคอยู่บ้าง
“เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น?”
นักพรตเฮ่อหลิงปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ากู้หย่วน เขากวาดจิตสัมผัสตรวจสอบร่องรอยต่างๆ ภายในห้องบำเพ็ญเพียร เพียงแค่สัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของปราณมาร ปราณกระบี่ และจิตสังหารที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ เขาก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าเพิ่งจะเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่
“ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้…”
กู้หย่วนจึงเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา
ทว่าเหนือความคาดหมาย หลังจากฟังจบ แม้สีหน้าของนักพรตเฮ่อหลิงจะดูมืดครึ้มลง ทว่ากลับไม่มีแววประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
ราวกับว่าเขาคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
“ความก้าวหน้าในวิถีกระบี่ของเจ้าในตอนนี้ ช่างเหนือความคาดหมายของอาจารย์เสียจริง ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดกระบี่อวี้จิ่งเสวียนซูหรือคัมภีร์กระบี่หุนเทียนสยบมารล้วนเป็นคัมภีร์วิถีกระบี่ชั้นยอดของโลกหล้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เจ้าสามารถจับจุดของเคล็ดกระบี่ทั้งสองวิชานี้ได้แล้ว แม้วิชาหลังในสายตาของอาจารย์จะมีจิตสังหารที่หนักหน่วงเกินไปสักหน่อย แต่นั่นก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของวิถีกระบี่ขั้นสุดยอดเช่นกัน”
นักพรตเฮ่อหลิงไม่ได้ซักไซ้เรื่องที่เกิดขึ้นต่อ แต่กลับเปลี่ยนหัวข้อมาพูดถึงวิชากระบี่ของกู้หย่วนแทน
“เดิมทีอาจารย์ยังคิดจะให้เจ้าเดินตามรอยของอาจารย์ ให้ใช้วิถีกระบี่ที่สง่างามเที่ยงธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินผิดทางไปสู่วิถีที่พลิกแพลงจนเกินไป แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เจ้าเริ่มก้าวเดินไปบนเส้นทางของตัวเองแล้ว แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มรรคาวิถีของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป”
นักพรตเฮ่อหลิงเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองออกไปด้านนอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดยาว
“เคยมีผู้บรรลุมหาพลังเทวะท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าผู้ที่เรียนรู้จากข้าจะรอดพ้น ผู้ที่ลอกเลียนแบบข้าจะต้องตาย’”
“นั่นหมายความว่า มรรคาวิถีของแต่ละคนล้วนแตกต่างกัน และในโลกหล้านี้ ย่อมไม่มีมรรคาและวิชาใดที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เราสามารถศึกษาเรียนรู้มรรคาของคนรุ่นก่อนได้ แต่ไม่อาจยึดถือมรรคาที่เหมือนกับคนรุ่นก่อนได้”
“การที่เจ้าสามารถบุกเบิกเค้าโครงวิถีกระบี่ของตัวเองขึ้นมาได้ นับว่ายอดเยี่ยมมาก! อาจารย์รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง!”
นักพรตเฮ่อหลิงกล่าวชื่นชมไม่ขาดปาก
มีเพียงศิษย์สืบทอดของสำนักใหญ่ และผู้บำเพ็ญเพียรที่มีสติปัญญาอันล้ำลึกอย่างแท้จริงเท่านั้น ถึงจะรู้ซึ้งว่า การเดินตามรอยทางที่คนรุ่นก่อนกรุยไว้ให้นั้น แม้จะสะดวกและรวดเร็วกว่ามากก็ตาม
ทว่าในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเสมือนเครื่องพันธนาการและข้อจำกัดเช่นกัน
เมื่อเดินไปจนสุดทาง มักจะติดหล่มอยู่ในมรรคาและกรอบความคิดของคนรุ่นก่อน ยากที่จะดิ้นหลุดจากพันธนาการ และไม่อาจก้าวข้ามคนรุ่นก่อนไปได้
มีเพียงการบุกเบิกเส้นทางของตนเอง หรือก้าวเดินไปบนมรรคาที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาและก้าวหน้าต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง และในอนาคตถึงจะสามารถก้าวไปได้ไกลยิ่งกว่า
เดิมทีนักพรตเฮ่อหลิงคิดจะเลือกเส้นทางอันสง่างามให้กับกู้หย่วน แต่ในเมื่อกู้หย่วนได้ค้นพบเส้นทางของตัวเองแล้ว แม้จะเป็นเพียงแค่ก้าวแรก แต่นั่นก็หมายความว่าเขาได้ก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว อนาคตของเขาย่อมต้องก้าวไกลอย่างแน่นอน
ขอเพียงแค่ก้าวเดินต่อไปทีละก้าว ไม่ช้าก็เร็ว เขาย่อมต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีกระบี่ได้ในที่สุด
นักพรตเฮ่อหลิงเปลี่ยนเรื่องพูด
“ทว่าสำหรับขอบเขตใจกระบี่กระจ่างแจ้งนี้ หากเจ้าต้องการจะทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก็มีข้อควรระวังบางอย่างที่ต้องใส่ใจเช่นกัน”
“ขอความกรุณาท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยขอรับ”
กู้หย่วนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
นักพรตเฮ่อหลิงย่อมไม่อมพะนำทำตัวลึกลับ เขายื่นมือออกไปสกัดจุดให้ชิวเยว่ที่อยู่ด้านข้างสลบไป จากนั้นจึงถ่ายทอดประสบการณ์และข้อควรระวังต่างๆ ที่ตนเองเคยค้นพบจากการทำความเข้าใจความลับของใจกระบี่กระจ่างแจ้งให้กับกู้หย่วนฟังอย่างหมดเปลือก ไม่มีปิดบังแม้แต่น้อย
ในเวลานี้ เขามองว่ากู้หย่วนคือจุดเปลี่ยนและอนาคตแห่งการฟื้นฟูฝักฝ่ายสำนักอย่างแท้จริง เขามีแต่จะกังวลว่าความแข็งแกร่งของกู้หย่วนยังไม่มากพอ แล้วจะหวงวิชาไปทำไม?
หลังจากได้ฟังประสบการณ์ด้านวิถีกระบี่ของนักพรตเฮ่อหลิง กู้หย่วนก็ได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล แม้ว่าส่วนใหญ่เขาจะยังฟังดูครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือกระทั่งไม่เข้าใจเลยก็ตาม แต่เขาก็สามารถจดจำมันไว้ในใจก่อนได้ เพื่อรอให้ทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ในภายหลัง
หลังจากชี้แนะเสร็จ นักพรตเฮ่อหลิงก็บอกให้กู้หย่วนนำเอากระแสปราณสีเทาขาวที่ซุกซ่อนอยู่ในอาหารโอสถเมื่อครู่นี้ออกมา
ทันทีที่เปิดขวดหยก นักพรตเฮ่อหลิงก็ปรายตามองกระแสปราณสีเทาขาวเหล่านั้น สีหน้าของเขาก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาติดๆ กัน
“ปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหก! ดี! ดีมาก!”
“คิดไม่ถึงเลยว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ จะสามารถเสาะหาสิ่งของที่ชั่วร้ายและเป็นพิษเป็นภัยถึงเพียงนี้มาได้!”
เมื่อเห็นกู้หย่วนมีสีหน้าฉงน นักพรตเฮ่อหลิงจึงอธิบายให้ฟังว่า
“ปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหกนี้ คือปราณสุดแสนชั่วร้ายที่ก่อตัวขึ้นจากความบังเอิญ เมื่อจุดชีพจรประหลาดปอดปฐพีเชื่อมต่อกับชีพจรหยินพลังฟ้าดิน มันมีคุณสมบัติที่ขุ่นมัวและชั่วร้าย สามารถกัดกร่อนปราณแท้ และทำลายรากฐานของผู้คนได้”
“หากเจ้าสูดดมมันเข้าไปในร่างกาย ต่อให้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้รากฐานมรรคาของเจ้าแปดเปื้อนได้แล้ว… ไม่ต้องพูดถึงเจ้าหรอก ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับจินตาน หากโดนเข้าไป รากฐานก็ต้องถูกทำลายเช่นกัน”
ขณะที่พูด ประกายความเย็นเยียบและอำมหิตก็พาดผ่านใบหน้าของนักพรตเฮ่อหลิง
กู้หย่วนเองก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน
รากฐานมรรคา คือรากฐานการบำเพ็ญเพียรทั้งชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร และยังเป็นรากฐานสำคัญในการหล่อหลอมจินตาน ตลอดจนการให้กำเนิดหยินเสินและหยางเสินในอนาคต
ทันทีที่รากฐานมรรคาแปดเปื้อน ระดับการบำเพ็ญเพียร ตบะ และพลังเทวะทั้งหมดที่มี ย่อมต้องถูกทำลายลงจนสิ้นซาก
ต่อให้โชคดีรักษาชีวิตรอดมาได้ คนผู้นั้นก็ต้องกลายเป็นคนพิการไปอยู่ดี
หากเป็นเช่นนั้น ความหวังของนักพรตเฮ่อหลิงที่เฝ้าฝันอยากจะฟื้นฟูฝักฝ่ายสำนัก ก็คงต้องดับสูญลงไปด้วย
ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่ามีจิตใจที่เหี้ยมโหดอำมหิต วางแผนการได้อย่างแยบยลและมุ่งร้าย หมายจะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ไม่เพียงแต่ต้องการทำลายกู้หย่วนเท่านั้น แต่ยังคิดจะบั่นทอนกำลังใจของนักพรตเฮ่อหลิง ตลอดจนทำลายความหวังของฝักฝ่ายสำนัก นี่มันคือการฆ่าคนทั้งเป็นชัดๆ!
นักพรตเฮ่อหลิงเอ่ยถามตรงๆ
“อาหย่วน เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง?”
“ศิษย์คิดว่า น่าจะเป็นฝีมือของคนภายในยอดเขาโอสถเองขอรับ”
กู้หย่วนได้บอกเล่าข้อสันนิษฐานของตนเมื่อครู่นี้ให้ฟัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นฝีมือของฝักฝ่ายตระกูลใหญ่หรือฝักฝ่ายสำนักนั้น เขาก็ยังไม่มีเบาะแสใดๆ จึงไม่ได้ด่วนสรุปไป
“ข้อสันนิษฐานของเจ้านั้น มีเหตุผลอยู่ไม่น้อยทีเดียว”
นักพรตเฮ่อหลิงพยักหน้า ระหว่างคิ้วปรากฏร่องรอยของเจตจำนงกระบี่อันแหลมคมก่อตัวขึ้นลางๆ
“มารหยินไร้รูปลักษณ์ตนนั้นไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย และพลังเทวะที่มันใช้ออกมา หากอาจารย์เดาไม่ผิด น่าจะเป็นแสงมารมรณะ ซึ่งเป็นพลังเทวะที่เลื่องชื่อลือนามในวิถีมาร พลังเทวะชนิดนี้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง กระทั่งในหมู่สำนักเซียนและพุทธก็ยังเป็นที่รู้จักกันดี ดังนั้น การใช้พลังเทวะนี้จึงไม่อาจบ่งบอกอะไรได้เลย”
“ท่านลุงคูมู่บำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งความร่วงโรยและเจริญงอกงาม ตัวดวงหยินเสินของท่านเองก็อยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นอันพิสดาร ดังนั้น สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเรือมังกรเหินเวหาลำนี้ บางครั้งท่านก็อาจจะหละหลวมไปบ้าง หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือเรื่องใหญ่ที่ไปกระเทือนถึงจิตวิญญาณของเรือมังกรเหินเวหา ท่านก็ไม่มีทางตื่นขึ้นมาหรอก”
“เรื่องนี้ โอกาสที่คนนอกจะล่วงรู้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การที่มารหยินไร้รูปลักษณ์ตนนั้นสามารถลอบเข้ามาในเรือมังกรเหินเวหาได้อย่างไร้ร่องรอย ย่อมต้องเป็นเพราะมันรู้ตื้นลึกหนาบางของปรมาจารย์คูมู่ และสถานการณ์บนเรือมังกรเหินเวหาลำนี้เป็นอย่างดี…”
“เรื่องนี้ ปล่อยให้อาจารย์จัดการเอง เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่งแล้ว!”
นักพรตเฮ่อหลิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ทำเอากู้หย่วนถึงกับขนลุกซู่
“กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายศิษย์ของข้า ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ไม่ว่ามันจะมีสถานะอะไร ข้าจะต้องสังหารมันให้จงได้!”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ!”
กู้หย่วนประสานมือคารวะด้วยความซาบซึ้ง
แม้เขาจะกราบเข้ายอดเขาโอสถและกลายเป็นศิษย์สายในแล้ว แต่เขาก็ยังไม่มีรากฐานและเส้นสายใดๆ มากนัก
การปล่อยให้นักพรตเฮ่อหลิงเป็นคนสืบสวนเรื่องนี้ ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังจากนักพรตเฮ่อหลิงจากไป กู้หย่วนก็ปรายตามองชิวเยว่ที่นอนสลบไสลอยู่ข้างๆ สลับกับกองเถ้าถ่านที่เกิดจากศพของชิวจื่อบนพื้น นัยน์ตาของเขาทอประกายลึกล้ำยากจะคาดเดา