ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 196 ผู้มาเยือนมิได้มาดี!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย มันให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอันตรายอย่างเหลือคณานับ
ราวกับว่าบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้ ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์ประหลาดที่สวมหนังมนุษย์เอาไว้!
“ข้าน้อยแซ่ลู่ นามว่าคุน เป็นศิษย์สืบทอดแห่งนิกายกู่เสิน เมื่อครู่นี้ลูกน้องของข้าเสียมารยาทไปบ้าง ต้องขออภัยสหายเต๋ากู้ด้วย”
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาส่งยิ้มบางๆ ให้กู้หย่วน โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ เลย น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มนวลและแผ่วเบา
“ที่แท้ก็คือสหายเต๋าลู่นี่เอง”
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้หย่วน ราวกับว่าเรื่องบาดหมางเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ต้องขออภัยจริงๆ บังเอิญว่าข้ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการ สำหรับคำเชิญของสหายเต๋าลู่ ข้าคงต้องขอปฏิเสธแล้วล่ะ”
แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าลู่คุนผู้นี้มีภูมิหลังหรือจุดประสงค์อะไรกันแน่ แต่กู้หย่วนก็เลือกที่จะไม่ฉีกหน้าอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย
ท้ายที่สุดแล้ว ไอ้หมอนี่ดูไม่น่าตอแยด้วยเลยสักนิด หากไม่จำเป็นจริงๆ การสร้างศัตรูให้น้อยลงย่อมดีกว่า แม้ว่าเมื่อครู่นี้เขาอาจจะล่วงเกินอีกฝ่ายไปแล้วก็ตาม
“หึหึ ไม่เป็นไรหรอก”
ลู่คุนดูเหมือนจะไม่ถือสาหาความอะไร เพียงกล่าวว่า
“ถ้าจะพูดกันตามตรง ข้าก็ขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ที่ข้าเชิญสหายเต๋ากู้ไปร่วมงานเลี้ยง ก็เพราะอยากจะเจรจาทำข้อตกลงกับท่านสักหน่อย”
“ข้อตกลง?”
กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้น ในใจลอบคิดว่า เนื้อหาสำคัญกำลังจะมาแล้วสินะ
ศิษย์สืบทอดแห่งนิกายกู่เสิน สถานะของคนผู้นี้ย่อมเทียบเท่ากับศิษย์สืบทอดแห่งยอดเขาโอสถ อย่างเช่น ฉู่เหอ หรือ มู่หรงอู๋ซวง เลยทีเดียว
บุคคลระดับนี้ การที่จู่ๆ ก็มาหาเขาถึงที่ ย่อมต้องมีธุระสำคัญอย่างแน่นอน!
และต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่
“ถูกต้อง”
ลู่คุนกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าว
“ทว่าเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนและยาวเหยียด หากจะมายืนคุยกันตรงนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยสะดวกนัก”
“ข้าได้สั่งให้คนเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่หอเซียนอวิ๋นติ่งเรียบร้อยแล้ว หากสหายเต๋ากู้ไม่รังเกียจ พวกเราไปดื่มกินพูดคุยกันที่นั่นดีหรือไม่?”
กู้หย่วนยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ปิดบังท่านหรอกนะ สหายเต๋าลู่ ข้ามีธุระต้องไปจัดการจริงๆ หากท่านมีธุระอันใด รบกวนช่วยพูดมาสั้นๆ ตรงนี้เลยเถิด”
เขาย่อมไม่มีทางตอบตกลงอยู่แล้ว
ในเวลานี้ นักพรตเฮ่อหลิงได้เดินทางไปยังตำหนักเซียนมังกรชาดแล้ว กู้หย่วนจึงไร้ซึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรคอยคุ้มครอง ประกอบกับเขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของลู่คุนผู้นี้เลยแม้แต่น้อย แล้วเขาจะยอมเดินตามเกมของอีกฝ่ายได้อย่างไร?
เกิดอีกฝ่ายมีเจตนาร้าย และแอบวางกับดักเอาไว้ที่หอเซียนอวิ๋นติ่งล่ะก็ ถึงตอนนั้นจะมาเสียใจก็คงสายไปเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของลู่คุนก็เห็นได้ชัดว่าเหนือกว่าเขา ซ้ำจุดประสงค์ก็ยังคลุมเครือ กู้หย่วนคงโง่เต็มทนหากยอมตอบตกลง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ลู่คุนก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที
“บังอาจ! ไอ้หนู เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก เจ้าตระหนักบ้างไหมว่า…”
“เอาล่ะ!”
ลู่คุนยกมือขึ้นห้ามลูกน้องเอาไว้ สายตาที่มองกู้หย่วนแฝงแววขบขันกึ่งเย้ยหยัน ทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองออกมา เพียงแค่ยิ้มแล้วกล่าว
“ในเมื่อสหายเต๋ากู้มีธุระด่วน เช่นนั้นข้าก็ขอพูดเข้าประเด็นเลยก็แล้วกัน”
ลู่คุนไม่รอช้า เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาทันที
“ได้ยินมาว่าสหายเต๋ากู้มีผีเสื้อกระบี่เงาเขียวอยู่ในครอบครองตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่าข้าจะมีวาสนาได้ยลโฉมมันสักครั้งหรือไม่?”
ผีเสื้อกระบี่เงาเขียว?! ที่แท้ไอ้หมอนี่ก็มาเพราะเรื่องผีเสื้อกระบี่เงาเขียวหรอกรึ!
กู้หย่วนกระจ่างแจ้งในทันที
นิกายกู่เสินนั้นเลื่องชื่อลือนามไปทั่วเจียงใต้ด้วยวิชาหลอมกู่ในวิถีแห่งกู่นั้น แทบจะไม่มีขุมกำลังใดเทียบเทียมพวกเขาได้เลย
ศิษย์ทุกคนของนิกายนี้ ล้วนยึดถือวิชากู่เป็นรากฐานสำคัญในการบำเพ็ญเพียรมรรคา
แม้วิถีแห่งกู่จะดูเป็นวิชานอกรีตไปบ้าง ทว่ามันก็คือเส้นทางอันยิ่งใหญ่ที่สามารถนำพาสู่ความเป็นอมตะได้เช่นกัน
กู้หย่วนเคยได้ยินท่านอาจารย์เฮ่อหลิงเล่าให้ฟังว่า ในนิกายกู่เสินมีวิชาสืบทอดที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การนำแมลงกู่พิสดารนานาชนิดมาหลอมสร้างเป็นร่างแยกของตนเอง เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด จะสามารถแบ่งร่างได้นับร้อยล้านร่าง มีอิทธิฤทธิ์กว้างใหญ่ไพศาล เรียกได้ว่าเป็นอมตะไม่มีวันตายเลยทีเดียว
หรือจะเป็นการหลอมกู่ประจำเผ่าพันธุ์คอยฟูมฟักเลี้ยงดูมันให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็แย่งชิงวาสนาของมันมาเป็นของตน เพื่อบรรลุมรรคผลแห่งความเป็นอมตะ
กระทั่งยังมีบางวิชาที่พิสดารและสุดโต่งยิ่งกว่านั้น คือการประสานร่างของคนและแมลงกู่เข้าด้วยกัน ให้แมลงกู่กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ซึ่งก็ดูคล้ายคลึงกับวิถีหลอมศาสตราอยู่บ้าง
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด สำหรับศิษย์แห่งนิกายกู่เสินแล้ว แมลงกู่ย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกหลานของแมลงวิเศษโบราณอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความพิเศษของมันเลย!
ขนาดเทพธิดาดอกท้อ ฉินหงซิ่ว ยังทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อฟักมันออกมาให้ได้
ในฐานะศิษย์สืบทอดแห่งนิกายกู่เสิน ลู่คุนย่อมต้องมีความลุ่มหลงในแมลงกู่อย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะแมลงกู่พิสดารที่หาได้ยากยิ่งอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียว ย่อมมีแรงดึงดูดใจอย่างมหาศาลต่อเขา หรือต่อศิษย์นิกายกู่เสินทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทว่า ปัญหามันอยู่ที่…
เรื่องที่เขามีผีเสื้อกระบี่เงาเขียวไว้ในครอบครองนั้น เขาเพิ่งจะเปิดเผยออกมาตอนที่ประลองวิชากับหลิวซินจวินบนเรือมังกรเหินเวหาเท่านั้น
นอกจากคนของยอดเขาโอสถบนเรือลำนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้อีก
และคนกลุ่มนั้น ส่วนใหญ่ก็เดินทางไปที่ตำหนักเซียนมังกรชาดกันหมดแล้ว
ส่วนพวกเซี่ยซิ่วเสวี่ยและหนิวโหย่วเต๋อ ก็ยังคงอยู่ที่ตลาดนัดเซียนฉงหมิงแห่งนี้ ดังนั้น คำถามก็คือ…
ตกลงแล้วใครเป็นคนแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป?
เป็นเรื่องบังเอิญ หรือจงใจทำกันแน่?
หากลู่คุนบังเอิญไปรู้เข้าเอง ก็แล้วไป
แต่ถ้ามีใครจงใจคาบข่าวไปบอกลู่คุนล่ะก็ เรื่องนี้ชักจะสนุกขึ้นมาแล้วสิ
นั่นแสดงว่า อาจจะมีคนกำลังคิดจะยืมดาบฆ่าคนอยู่ก็เป็นได้…
“ที่แท้สหายเต๋าลู่ก็มาที่นี่เพราะสัตว์เลี้ยงวิญญาณของข้านี่เอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้หย่วนจางลงหลายส่วน เขาตอบปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล
“ต้องขออภัยด้วย เรื่องนี้คงไม่สะดวกนัก”
แมลงวิเศษที่หาได้ยากยิ่งอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียว ในบรรดาสัตว์เลี้ยงวิญญาณทั้งหกตัวที่กู้หย่วนเลี้ยงไว้ในตอนนี้ ระดับของมันก็ยังถือว่าสูงที่สุดอยู่ดี
และมันก็มีความหมายต่อกู้หย่วนอย่างยิ่งยวด ท้ายที่สุดแล้ว พรสวรรค์ใจกระบี่ของเขา ก็ได้มาจากผีเสื้อกระบี่เงาเขียวนี่แหละ
หากสูญเสียเสี่ยวชิงไป กู้หย่วนก็ไม่กล้ารับประกันว่าพรสวรรค์ใจกระบี่ของเขาจะหายไปด้วยหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวชิงยังสามารถวิวัฒนาการได้อีกด้วย
หากมันสามารถวิวัฒนาการเป็นแมลงวิเศษโบราณอย่างผีเสื้อกระบี่หยกมรกตได้ล่ะก็ นั่นก็เท่ากับว่าเขาได้เลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงวิญญาณที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด ซึ่งในอนาคตอาจจะมีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับเซียนแท้ระดับหยวนเสินเลยทีเดียว!
หากเขายอมยกมันให้คนอื่นง่ายๆ สมองของเขาคงต้องมีปัญหาแน่ๆ!
แน่นอนว่า สัตว์วิญญาณทั้งหกตัวล้วนเป็นสิ่งที่เขาฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบาก และมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งไปแล้ว
ต่อให้ไม่มีเหตุผลอื่น ลำพังแค่เหตุผลข้อนี้ เขาก็ไม่มีทางยอมยกพวกมันให้ใครเด็ดขาด
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธของกู้หย่วน ลู่คุนก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่จ้องมองกู้หย่วนด้วยดวงตาดำขลับที่ตัดกับตาขาวอย่างชัดเจน ทว่ากลับแฝงประกายความเหี้ยมเกรียมเอาไว้
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็สะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏสิ่งของที่ส่องประกายแสงวิญญาณเจิดจ้าขึ้นมาหลายชิ้น
ประกอบไปด้วย กระบี่บินความยาวประมาณหนึ่งฉื่อ ที่เปล่งประกายแสงสุกใสและแผ่ซ่านความแหลมคมออกมา ตัวกระบี่โปร่งใสราวกับคริสตัล ภายในมีอักขระยันต์เล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนไหลเวียนอยู่
และไม้บรรทัดสั้นอาวุธเวทที่ทอแสงสีเขียวมรกตเรืองรอง บนนั้นมีบทสวดมนต์สลักเอาไว้ วัสดุที่ใช้ทำไม้บรรทัด ดูเหมือนจะสกัดมาจากรากวิญญาณชนิดใดชนิดหนึ่ง
จากนั้นก็เป็นกล่องไม้ใบหนึ่ง ซึ่งมองไม่ออกว่าภายในบรรจุสิ่งใดเอาไว้
และสุดท้ายคือขวดหยก ภายในบรรจุของเหลวอยู่ค่อนขวด ของเหลวนั้นมีสีเข้ม ทว่ากลับแผ่ซ่านกลิ่นอายประหลาดที่ดึงดูดให้ปราณวารีไท่หยวนในร่างกู้หย่วนโคจรเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาด
“ของทั้งสี่ชิ้นนี้ ล้วนเป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง ยกตัวอย่างเช่นกระบี่คริสตัลสวรรค์เล่มนี้ เป็นถึงอาวุธเวทระดับสูงที่มีข้อห้ามสลักไว้ถึงสี่สิบสามชั้น และที่สำคัญคือมันเป็นกระบี่บินธาตุน้ำ ซึ่งสร้างมาจากหยกวิญญาณวารีหมุนวนเป็นหลัก เปี่ยมไปด้วยไอวิญญาณ ช่างเหมาะกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง”
“และไม้บรรทัดตระเวนฟ้าเล่มนี้ ระดับของมันยิ่งสูงกว่านั้นอีก บนตัวมันมีเคล็ดวิชาเฉพาะสลักเอาไว้ สามารถใช้ได้ทั้งโจมตีและป้องกัน กระทั่งยังสามารถปัดป้องอาวุธเวทของศัตรูให้ร่วงหล่นได้ นับเป็นอาวุธเวทระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง”
“รวมถึงไข่แมงมุมอัสนีใบนี้ และน้ำนมศิลาปฐพีครึ่งขวดนี้ มูลค่าของสิ่งเหล่านี้ เจ้าเองก็คงจะรู้ดี สหายเต๋ากู้ เจ้าสามารถเลือกของพวกนี้ไปได้สองชิ้น โดยมีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ… เจ้าต้องมอบผีเสื้อกระบี่เงาเขียวให้ข้า เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ลู่คุนเปิดปากเสนอเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่อ้อมค้อมใดๆ ทั้งสิ้น