ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 224 แทงใจดำ!
เฮยเซียวจื่อที่กู้หย่วนฆ่าไป นั่นมันลูกน้องของเขาเชียวนะ!
การที่กู้หย่วนกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
ในฐานะที่เป็นหลานชายสุดที่รักของบรรพชนเทียนฉง ลู่คุนย่อมมีความเย่อหยิ่งและคุณสมบัติที่จะดูแคลนผู้อื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ที่ผ่านมามีแต่เขาที่คอยดูเรื่องตลกของคนอื่น ยังไม่เคยมีใครกล้าเอาเขามาทำเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นดูเลยสักครั้ง
ทว่าการคงอยู่ของกู้หย่วน กลับทำให้เขากลายเป็นตัวตลกไปเสียแล้ว
ลู่คุนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ภายนอกคนเหล่านี้อาจจะไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อะไรเพราะเกรงใจในสถานะของเขา ทว่าในใจของทุกคนตอนนี้ ย่อมต้องกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่อย่างแน่นอน!
แม้แต่เสิ่นอวี้หมิงและจี้ชางไห่เองก็ยังมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
จี้ชางไห่ย่อมรู้ดีถึงสาเหตุที่กู้หย่วนไม่สนใจป้ายคำสั่งมังกรชาด
อย่างไรเสีย กู้หย่วนก็มีโควตาสำหรับเข้าสู่ตำหนักเซียนมังกรชาดอยู่แล้ว และในอีกสองเดือนข้างหน้า กู้หย่วนก็จะร่วมเดินทางไปกับเขา ดังนั้นการที่อีกฝ่ายมีท่าทีเฉยเมยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ส่วนเสิ่นอวี้หมิงนั้น เขาเพียงแค่รู้สึกว่ากู้หย่วนพูดไม่จริง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ ซ้ำยังรู้สึกสนใจในตัวกู้หย่วนมากยิ่งขึ้นไปอีก จึงกล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า
“สหายเต๋ากู้ช่างใจกล้าไม่เบา ข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับสหายเต๋า ข้าเองก็เคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว… ชื่อเสียงของท่านโด่งดังขจรขจายไปไกลเลยทีเดียวนะ!”
ในระหว่างที่พูด เขาก็ปรายตามองไปทางลู่คุนอย่างจงใจหรือไม่จงใจก็ดี ราวกับกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง
บัดซบ เสิ่นอวี้หมิงผู้นี้คิดจะหาเรื่องสินะ…
กู้หย่วนลอบด่าในใจ
ลู่คุนเกิดมาในชาติตระกูลที่ดี มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ คนประเภทนี้ก็เหมือนคนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่เคยต้องทนรับความคับแค้นใจใดๆ มาก่อน
ด้วยนิสัยที่โหดเหี้ยม เอาแต่ใจ และไม่ยอมให้ใครมาขัดขืน เขาจะทนต่อการยั่วยุของผู้อื่นได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่คุนกับกู้หย่วนก็มีเรื่องบาดหมางกันอยู่ก่อนแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินเช่นนั้น มุมปากของลู่คุนก็กระตุก สีหน้ายิ่งดูไม่ได้หนักกว่าเดิม เขาหันกลับมา ปรายตามองกู้หย่วนด้วยสายตาเย็นเยียบแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเสิ่นอวี้หมิง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรนักว่า
“พี่เสิ่นกล่าวผิดไปแล้ว เจ้าเด็กนี่ก็แค่โชคดีหน่อยเท่านั้น”
“ใช้พลังระดับเทียนเหรินขั้นสัมฤทธิ์ผลเล็กสังหารสัตว์อสูรระดับจินตาน เรื่องแบบนี้ต่อให้เป็นท่านหรือข้าก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งทะลวงผ่านระดับเทียนเหรินมาได้ไม่นานอย่างมัน?!”
“ถ้าให้ข้าเดา มันต้องใช้แผนการสกปรกต่ำช้าอะไรบางอย่างเป็นแน่!”
แน่นอนว่าลู่คุนรู้ดีว่าเสิ่นอวี้หมิงกำลังยั่วยุให้เกิดเรื่อง แต่เขาไม่สน เพราะเขากับกู้หย่วนมีความแค้นฝังลึกต่อกันอยู่แล้ว!
เป็นความแค้นที่ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!
ต่อให้ไม่มีเสิ่นอวี้หมิงคอยยุยง วันนี้เขาก็จะฉวยโอกาสนี้เล่นงานกู้หย่วนอยู่ดี เพื่อสั่งสอนบทเรียนที่ตราตรึงใจ และระบายความอัดอั้นตันใจของตัวเองเสียหน่อย
มิเช่นนั้น หากกู้หย่วนเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในที่พักไม่ออกมาข้างนอก ต่อให้เป็นเขา ก็คงทำอะไรกู้หย่วนไม่ได้
เฮยเซียวจื่อเป็นลูกน้องของเขา เป็นหมากที่เขาใช้งานได้อย่างคล่องมือมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นเหมือนหน้าตาของเขาเวลาอยู่ข้างนอกอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เขาส่งภูตผีคู่เขาตะวันตกและเฮยเซียวจื่อไป นึกว่าการจัดการกับกู้หย่วนแค่คนเดียวจะเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่าภูตผีคู่เขาตะวันตกต้องตายตกตามกัน ส่วนเฮยเซียวจื่อก็ถูกกู้หย่วนสังหารต่อหน้าผู้คนมากมาย กลายเป็นเพียงหินรองเท้าให้กู้หย่วนเหยียบย่ำขึ้นไป
แถมยังทำให้เขาต้องสูญเสียหน้าตาจนหมดสิ้น ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริง!
เมื่อลู่คุนกล่าวคำนี้ออกมา เสิ่นอวี้หมิงก็ขมวดคิ้ว
“พี่ลู่ ท่านกล่าวรุนแรงเกินไปหน่อยกระมัง วันนี้สหายเต๋ากู้เป็นแขกที่ข้าเชิญมา ต่อให้พวกท่านสองคนจะมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ก็ไม่ควรพูดจาให้มันระคายหูถึงเพียงนี้นะ?”
“ที่บอกว่าข้าเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ข้อนี้ข้ายอมรับ”
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ กู้หย่วนก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ทว่า มันก็ยังดีกว่าบางคนที่หมายตาผีเสื้อกระบี่เงาเขียวของข้า คิดจะบังคับซื้อขายแต่ไม่สำเร็จ จึงบันดาลโทสะ ส่งคนมาสะกดรอยตามลอบกัด แต่สุดท้ายก็ต้องเสียทั้งฮูหยินและรี้พลไม่ใช่หรือ?” (หมายเหตุ เสียทั้งฮูหยินและรี้พล เป็นสำนวนหมายถึง ขาดทุนย่อยยับ) แกรก!
ทันทีที่กู้หย่วนกล่าวจบ ทั่วทั้งโถงพลันเงียบสงัดลงในทันที เงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้น
แทบทุกคนในเวลานี้ ต่างก็หันไปมองกู้หย่วนและลู่คุนด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น
สถานะของลู่คุนและกู้หย่วน ผู้คนที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ล้วนทราบกันดีอยู่แล้ว
กู้หย่วนเป็นศิษย์ของยอดเขาโอสถก็จริง แต่หากเทียบสถานะและฐานะกันแล้ว เขากับลู่คุนยังห่างชั้นกันอยู่อีกมาก
การที่กู้หย่วนกล้าเอ่ยปากเยาะเย้ยลู่คุนต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ย่อมมองว่าเขากำลังหาเรื่องใส่ตัวอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากนี้ ข้อมูลที่แฝงอยู่ในคำพูดของกู้หย่วน ก็ยังทำให้หลายๆ คนประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ที่แท้เรื่องนี้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากผีเสื้อกระบี่เงาเขียวที่กู้หย่วนเลี้ยงไว้นี่เอง
มิน่าล่ะ ลู่คุนถึงได้ทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกหน้าเช่นนั้น
นิกายกู่เสินใช้เคล็ดวิชาหนอนกู่เป็นรากฐาน สำหรับศิษย์ของนิกายกู่เสินแล้ว แมลงกู่ชั้นยอดสักตัว มีค่ายิ่งกว่าอาวุธวิเศษที่ถนัดมือเสียอีก
สัตว์ประหลาดสายเลือดบรรพกาลอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียวมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด ต่อให้เป็นคนนอกอย่างพวกเขาก็ยังต้องหวั่นไหว แล้วนับประสาอะไรกับลู่คุนที่เป็นศิษย์ของนิกายกู่เสินกันเล่า?
ส่วนเรื่องที่กู้หย่วนบอกว่าลู่คุนส่งคนมาสะกดรอยตามลอบกัดนั้น กลับไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย เพราะนี่มันเข้าข่ายวิธีการของลู่คุนอยู่แล้ว
สีหน้าของลู่คุนเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน ทว่ากู้หย่วนกลับเอาแต่พูดจาเยาะเย้ยถากถางเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งนี้ทำให้เขาเกลียดชังกู้หย่วนจนเข้ากระดูกดำ!
ทว่าเขาก็สามารถระงับความโกรธเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว เขาคร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงอีก จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ไอ้หนู ก่อนหน้านี้เจ้าก็แค่โชคดีไปหน่อยเท่านั้น หากมีครั้งหน้า ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจจนแทบกระอักเลือด!”
มาถึงขั้นนี้แล้ว ลู่คุนก็คร้านที่จะปิดบังอะไรอีกต่อไป
ด้วยสถานะของเขา ต่อให้ยอมรับต่อหน้าธารกำนัลว่าเคยส่งคนไปลอบสังหาร ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเขาอยู่ดี
เพราะเขามีผู้ยิ่งใหญ่ระดับหยางเสินคอยหนุนหลังอยู่นั่นเอง
เมื่อเห็นว่าเจ้าหมอนี่หน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนี้ กู้หย่วนจึงแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
“อุตส่าห์เป็นถึงศิษย์สืบทอดสายตรงของนิกายกู่เสินเสียเปล่า เพื่อที่จะจัดการกับข้า เจ้าถึงกับยอมทำทุกวิถีทาง ทุ่มเทกำลังไปเสียมากมาย แต่สุดท้ายกลับต้องสูญเสียอย่างหนัก ซ้ำยังคว้าน้ำเหลว… หน้าตาของนิกายกู่เสินถูกเจ้าทำป่นปี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว!”
“อุตส่าห์มีระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่าข้าตั้งหนึ่งถึงสองขั้นย่อย ทว่ากลับเอาแต่ทำตัวขี้ขลาดตาขาว วันๆ เอาแต่หลบอยู่หลังคานคอยลอบกัดผู้อื่น การกระทำต่ำช้าเยี่ยงคนพาลเช่นนี้ ไร้ซึ่งปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งมรรคายืนยงโดยสิ้นเชิง ต่อให้เจ้าสำเร็จจินตานได้ ก็เป็นได้แค่ขยะเปียกชิ้นหนึ่งเท่านั้น!”
กู้หย่วนด่าทออย่างไม่ไว้หน้า คำพูดแต่ละคำล้วนบาดหูและทิ่มแทงใจดำคนฟังอย่างถึงที่สุด!
ทำเอาผู้คนมากมายถึงกับอ้าปากค้าง ลอบคิดในใจว่าเจ้าหนุ่มนี่ช่างปากคอเลาะร้ายเสียจริง
ส่วนลู่คุนนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้ดวงตาของเขาแดงก่ำไปหมดแล้ว!
คำพูดเหล่านี้ของกู้หย่วน มันก็เหมือนกับการตบหน้าเขาฉาดแล้วฉาดเล่าต่อหน้าผู้คนมากมาย หากตอนนี้เขายังไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะก็ อย่าว่าแต่ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์เลย ต่อให้เขากลับไป ท่านปู่ของเขาก็คงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่!
ในฐานะที่เป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของนิกายกู่เสิน เขาสามารถใช้วิธีการสกปรกได้ สามารถลงมืออย่างโหดเหี้ยมไร้ปรานีได้ แต่สิ่งเดียวที่เขาทำไม่ได้ก็คือ การทำให้หน้านิกายกู่เสินต้องเสื่อมเสีย
แม้ว่านิกายกู่เสินจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสำนักนอกรีต ไม่ได้สนใจเรื่องชื่อเสียงฉาวโฉ่สักเท่าไหร่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ต้องการหน้าตา
ตอนนี้กู้หย่วนแทบจะขึ้นมาขี้รดหัวเขาอยู่แล้ว หากเขายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนและปล่อยให้นิกายกู่เสินต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงล่ะก็ พอกลับไป คนที่จะซวยก็คือตัวเขาเอง
“ไอ้หนู ดี ดีมาก!”
ลู่คุนสูดหายใจเข้าลึก พยายามข่มอารมณ์ให้สงบลง แล้วกล่าวว่า
“กู้หย่วน เจ้ากล้ามาเดิมพันกับข้าสักตั้งหรือไม่!”
“โอ้? เดิมพันอย่างไร?”
กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้น ดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อย
“ข้ารู้ว่าเพลงกระบี่ของเจ้ายอดเยี่ยมเหนือใคร ประจวบเหมาะกับวิชาหนอนกู่ของข้าก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเรามาประลองเวทวิชากันสักตั้งเป็นอย่างไร?”
ยังไม่ทันที่กู้หย่วนจะเอ่ยปาก ลู่คุนก็กล่าวต่อว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะพูดอะไร ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเราสองคนนั้นห่างชั้นกันเกินไป ทว่าเดี๋ยวข้าจะปิดผนึกพลังบำเพ็ญเพียรของตัวเองให้ลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับเจ้า”
“จากนั้น พวกเราก็มาตัดสินแพ้ชนะกันบนลานประลองเป็นตาย เป็นอย่างไร กล้าหรือไม่?”