ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 235 มีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องทวงคืน!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 235 มีแค้นต้องชำระ มีหนี้ต้องทวงคืน!
“ใครเป็นสหายเต๋ากับเจ้า บิดาผู้นี้… เอ่อ… ที่แท้ก็ผู้อาวุโสกู้… ผู้อาวุโสกู้นี่เอง!”
เขาเบิกตาโพลงด้วยความโกรธเกรี้ยว กำลังจะบันดาลโทสะ ทว่าเมื่อได้เห็นใบหน้าของกู้หย่วนชัดๆ เขาก็ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง เสียงที่เปล่งออกมาเปลี่ยนไปในทันที ใบหน้าฝืนฉีกยิ้มที่ดูอัปลักษณ์ยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน การประลองเวทวิชาระหว่างกู้หย่วนและลู่คุนบนลานประลองเป็นตาย แม้จะมีผู้เข้าชมไม่มากนัก ทว่าหลังจากเหตุการณ์นั้น ข่าวคราวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งตลาดนัดฉงหมิง ไปจนถึงทั่วทั้งแคว้นฉินอย่างรวดเร็ว
การเอาชนะลู่คุน และใช้เพียงกระบี่เดียวในการสังหาร ชื่อเสียงของกู้หย่วนก็ยิ่งโด่งดังและก้าวล้ำไปอีกขั้น!
แม้ว่าหลังจากนั้นลู่คุนจะสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ ทว่าชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของกู้หย่วนก็ได้แพร่กระจายออกไปแล้ว วิธีการและยอดวิชาอันลึกล้ำ รวมถึงจิตใจที่เด็ดขาดและเหี้ยมเกรียมของเขา ทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันหวาดระแวงและเกรงกลัว
ลองคิดดูสิ ขนาดบุคคลที่มีเบื้องหลังและสถานะอย่างลู่คุน กู้หย่วนก็ยังกล้าลงมือสังหารอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วยังมีเรื่องอะไรอีกที่เขาไม่กล้าทำ?
กู้หย่วนยิ้มบางๆ
“สหายเต๋าไม่ต้องเกรงใจ เรียกข้าว่ากู้หย่วนก็พอ”
“มิกล้า มิกล้า”
ชายผู้นั้นส่ายหน้าพัลวัน จากนั้นก็รีบเล่าเรื่องที่ตนเองรู้มาให้ฟัง
“ไม่ปิดบังพี่กู้ ช่วงนี้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริงๆ”
“กลุ่มคนที่เข้าไปในตำหนักเซียนมังกรชาดเมื่อสองเดือนกว่าก่อน ตอนนี้มีหลายคนออกมาแล้ว”
“บางคนก็ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น ทว่าก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลตอบแทนอย่างงดงาม นำยาวิญญาณ วัสดุวิญญาณ โอสถวิญญาณ และอาวุธวิเศษติดมือออกมามากมาย หรือบางคนพลังบำเพ็ญเพียรก็พุ่งพรวด ดังนั้นตอนนี้บนท้องถนนถึงได้คึกคักเช่นนี้อย่างไรเล่า”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
กู้หย่วนถึงบางอ้อ และเข้าใจถึงสาเหตุของเรื่องราวในที่สุด
จะว่าไปก็ใช่ เมื่อสองเดือนกว่าก่อน ตอนที่ตำหนักเซียนมังกรชาดเปิดออก เพื่อที่จะเข้าไปสำรวจและค้นหาวาสนาของล้ำค่าต่างๆ ภายในนั้น ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หลั่งไหลเข้าไป
ยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน สำนักกระบี่ดารา ไปจนถึงสำนักต่างๆ ในแคว้นอื่นๆ รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรก็มากันไม่น้อย
ภายในตำหนักเซียนมังกรชาดมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่ โดยสามารถอยู่ด้านในได้นานที่สุดเพียงสามเดือนเท่านั้น และสามารถเลือกที่จะออกมาเมื่อใดก็ได้
เมื่อถึงเวลานี้ ก็สมควรแก่เวลาที่จะมีคนเริ่มทยอยออกมาแล้ว
ผู้ที่สามารถรอดชีวิตออกมาจากตำหนักเซียนมังกรชาดได้ ย่อมต้องได้รับผลตอบแทนไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นยาวิญญาณ โอสถวิญญาณ วัสดุวิญญาณ อาวุธวิเศษ หรือแม้แต่คัมภีร์วิถีเต๋าและสมบัติล้ำค่าอื่นๆ ของเหล่านี้จะต้องทะลักเข้าสู่ตลาดการค้าเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน และจะส่งผลให้ราคาข้าวของเกิดความผันผวน
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดการค้าเหล่านี้ล้วนหูตาไว มีหรือจะยอมปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้หลุดลอยไป
ทว่าสิ่งที่กู้หย่วนสนใจ กลับไม่ใช่ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่ทะลักเข้าสู่ตลาดการค้า แต่เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก นักพรตเฮ่อหลิงผู้เป็นอาจารย์ของเขา รวมถึงคนอื่นๆ จากยอดเขาโอสถ ตอนนี้พวกเขาออกมากันหรือยัง?
กู้หย่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คาดเดาว่านักพรตเฮ่อหลิงและคนอื่นๆ น่าจะยังไม่ออกมา
มิเช่นนั้น ด้วยนิสัยของนักพรตเฮ่อหลิง เขาคงจะติดต่อมาหากู้หย่วนตั้งนานแล้ว
กู้หย่วนเดินทอดน่องไปตามท้องถนนอยู่พักใหญ่ เมื่อเจอยาวิญญาณคุณภาพดี เขาก็จะควักหินวิญญาณออกมาซื้อเก็บไว้
จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงวัน เขาจึงกลับไปที่พัก
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ในตอนที่กู้หย่วนกลับถึงที่พักนั้น ควันบางๆ สายหนึ่งได้ลอยหลุดออกมาจากตัวเขา แล้วพุ่งตรงไปยังตรอกเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลออกไป
เมื่อควันสีขาวหมุนวนและจางหายไป ร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงจุดนั้น ซึ่งก็คือตัวกู้หย่วนนั่นเอง
หากจะพูดให้ถูก มันคือร่างแยกของกู้หย่วน
กู้หย่วนขยับร่างวูบเดียว รูปลักษณ์ภายนอกก็เปลี่ยนไปเป็นชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดาๆ ที่ดูไม่สะดุดตา เขาจัดคอเสื้อให้เรียบร้อย แล้วเดินก้าวอาดๆ ออกไป
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ทำเรื่องไร้สาระ แต่เขามีธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการ
กู้หย่วนเดินทอดน่องไปตามถนนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นเดินเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
ในตอนที่เดินผ่านหน้าหอสุรา เขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็บังเอิญเห็นชายหนุ่มในชุดสีฟ้าผู้หนึ่ง กำลังยืนถือจอกหยกพิงระเบียงมองลงมาจากชั้นสามพอดี
ชายหนุ่มผู้นี้มีหน้าตาที่พอจะเรียกได้ว่าหล่อเหลา บนศีรษะมีปิ่นไม้สีทองอ่อนเสียบอยู่ ซึ่งกำลังส่องแสงวิญญาณวูบวาบ
กู้หย่วนปรายตามองอย่างเรียบเฉย จดจำใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้เอาไว้ในใจ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่ลังเล
เป้าหมายของเขาในวันนี้ บรรลุผลสำเร็จแล้ว
ชายหนุ่มผู้นี้แซ่หม่า นามว่าเฟิง พรสวรรค์นับว่าไม่เลว ระดับการบำเพ็ญเพียรก็ถือว่าดี ใกล้เคียงกับกู้หย่วน
ทว่าสิ่งที่สำคัญก็คือสถานะของหม่าเฟิง!
หม่าเฟิงเป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ นับว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกับกู้หย่วน
หากมีเพียงแค่นี้ ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจนัก
ทว่าเขายังมีอีกหนึ่งสถานะซ่อนอยู่… หม่าเฟิงผู้นี้ เป็นศิษย์ของนักพรตชิงมู่…
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นศิษย์คนโปรดที่นักพรตชิงมู่รักใคร่เอ็นดูมากที่สุดอีกด้วย
รักใคร่เอ็นดูถึงขนาดไหนน่ะหรือ?
หม่าเฟิงผู้นี้ไม่ใช่คนดีอะไรนัก ตอนอยู่ข้างนอกเคยก่อเรื่องไว้ไม่น้อย แม้แต่เรื่องเลวทรามต่ำช้าผิดศีลธรรม เขาก็เคยทำมาแล้วบ้าง
ตามหลักแล้ว ต่อให้เขาจะเป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ แต่การที่เขาก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมายขนาดนี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของสำนัก เขาควรจะถูกขับไล่ออกจากสำนักไปตั้งนานแล้ว
สาเหตุที่ตอนนี้เขายังสามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ ย่อมเป็นเพราะมีนักพรตชิงมู่คอยคุ้มกะลาหัวและคอยตามเช็ดตามล้างให้อยู่เบื้องหลัง
แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ที่ว่านี้ เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น
ตามที่กู้หย่วนรู้มา แท้จริงแล้วเจ้านี่คือลูกชายนอกสมรสของนักพรตชิงมู่ เพียงแต่ด้วยเหตุผลบางประการ จึงไม่สะดวกที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้ออกมา ดังนั้นนักพรตชิงมู่จึงใช้ข้ออ้างในการรับศิษย์ เพื่อรับหม่าเฟิงเข้ามาอยู่ในสังกัด
เรื่องนี้ในตอนแรกกู้หย่วนก็ไม่รู้มาก่อน จนกระทั่งซือหม่าเหยียนแอบกระซิบบอกเขาเมื่อคราวก่อน
หากไม่ใช่สายเลือดพ่อลูกกัน มีหรือที่นักพรตชิงมู่จะยอมเหนื่อยยากทนลำบากคอยตามเช็ดตามล้างให้หม่าเฟิงขนาดนี้
และสาเหตุที่กู้หย่วนมาดูหน้าหม่าเฟิงในวันนี้ ย่อมเป็นเพราะเขามีแผนการบางอย่างที่ต้องทำ
ใช่แล้ว กู้หย่วนหมายหัวหม่าเฟิงเอาไว้แล้ว ทว่าหากจะพูดให้ถูก เขาหมายหัวนักพรตชิงมู่ที่อยู่เบื้องหลังหม่าเฟิงต่างหาก!
กู้หย่วนไม่เคยลืมวีรกรรมของนักพรตชิงมู่ ที่คอยวางแผนลอบกัดและหมายเอาชีวิตเขาก่อนหน้านี้เลยสักครั้ง
หากไม่ใช่เพราะเขามีพลังบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่ง ประกอบกับโชคช่วย ป่านนี้เขาคงตายกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปนานแล้ว
ดังนั้น ความแค้นนี้ กู้หย่วนย่อมต้องเอาคืนอย่างสาสม
และจุดแตกหักในการชำระแค้น ก็อยู่ที่หม่าเฟิงผู้นี้นี่เอง
อย่างไรเสียนักพรตชิงมู่ก็เป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน อีกทั้งยังมาจากสำนักวิถีเซียนขนาดใหญ่อย่างยอดเขาโอสถ พรสวรรค์และรากปราณของเขาดั้งเดิมก็ถือว่ายอดเยี่ยมอยู่แล้ว ประกอบกับยังได้ฝึกฝนคัมภีร์วิถีเต๋าที่เป็นวิชาลับของสำนัก เขาย่อมไม่ใช่พวกปลายแถวอย่างเฮยเซียวจื่ออย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงเป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญเพียรที่มีจินตานระดับสูง… อืม… ระดับสามเลยทีเดียว
การที่สามารถควบแน่นจินตานระดับสูงได้ นั่นหมายความว่าเขามีโอกาสริบหรี่ที่จะได้สัมผัสกับความเป็นอมตะ ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลระดับหยินเสิน หรือแม้กระทั่งหยางเสินได้
ยิ่งระดับของจินตานสูงเท่าใด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ยิ่งมีมากเท่านั้น
ในทำนองเดียวกัน ทุกครั้งที่ระดับของจินตานสูงขึ้นหนึ่งระดับ พลังบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
อย่าเห็นว่าคราวก่อนกู้หย่วนสามารถสังหารเฮยเซียวจื่อได้สำเร็จ นั่นก็เป็นเพราะกู้หย่วนมีโชคช่วยด้วยส่วนหนึ่ง
หากไม่ใช่เพราะเขาได้วางค่ายกลกักมังกรเอาไว้ล่วงหน้า ใครจะแพ้ใครจะชนะ ก็ยังยากที่จะบอกได้
ขนาดเฮยเซียวจื่อยังตึงมือถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับนักพรตชิงมู่
การจะจัดการกับบุคคลระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นกู้หย่วนจึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษ
หม่าเฟิงเป็นลูกชายคนโปรดของนักพรตชิงมู่ หากเขาเป็นอะไรไป ด้วยความรักความผูกพันที่นักพรตชิงมู่มีต่อเขา นักพรตชิงมู่ย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้อย่างแน่นอน
และเมื่อเป็นเช่นนั้น มันก็จะเป็นโอกาสทองของกู้หย่วน
แน่นอนว่า กู้หย่วนยังไม่ได้วางแผนที่จะลงมือในตอนนี้
ไม่เพียงแต่เพราะเขาไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่ยังเป็นเพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะลงมือ
ที่นี่คือตลาดนัดฉงหมิง การลงมือที่นี่ย่อมเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน หากจะลงมือ ทางที่ดีควรรอให้ออกไปนอกเมืองก่อนจะดีกว่า
อย่างไรเสียก้นของหม่าเฟิงก็มีแต่คราบสกปรก และนิสัยของเขาก็ไม่ใช่คนสุขุมรอบคอบ ตรงกันข้าม เขากลับเป็นคนใจร้อนและขี้โมโห คนประเภทนี้แหละ ที่ถูกหลอกล่อให้ติดกับดักได้ง่ายที่สุด
หากเขาวางแผนเตรียมการล่วงหน้าให้รัดกุมสักหน่อย รับรองว่าสามารถลากตัวนักพรตชิงมู่ลงน้ำมาด้วยได้อย่างแน่นอน!