ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 236 หนูประหลาดค้นสมบัติ ความปิติของหม่าเฟิง!
- Home
- ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร
- ตอนที่ 236 หนูประหลาดค้นสมบัติ ความปิติของหม่าเฟิง!
อย่ามาว่ากู้หย่วนว่าทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกหน้าเลยนะ ในเมื่อสองพ่อลูกคู่นี้ต่างก็ไม่ใช่คนดีอะไร กู้หย่วนจึงไม่มีความรู้สึกผิดบาปใดๆ ในใจเลยสักนิดที่ต้องวางแผนจัดการกับพวกมัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักพรตชิงมู่ ที่เคยวางแผนเล่นงานกู้หย่วนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ต่อให้กู้หย่วนจะเป็นคนใจเย็นแค่ไหน ก็ทนไม่ไหวหรอกโว้ย!
ดังนั้น กู้หย่วนจึงได้วางแผนการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเอาไว้ในใจแล้ว ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
เริ่มจากจับตาดูหม่าเฟิงเอาไว้ให้ดี เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ใช้หม่าเฟิงเป็นตัวล่อเพื่อดึงตัวนักพรตชิงมู่ออกมา!
ถึงเวลานั้น ก็จะได้รู้กันว่า ใครมีแค้นต้องชำระ ใครมีหนี้ต้องทวงคืน
……
หลายวันต่อมา
ณ ห้องสวีทของหอสุราแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มรูปร่างผอมดำผู้หนึ่งเคาะประตู เมื่อได้รับอนุญาต เขาก็ผลักประตูเดินเข้าไปในห้อง
ภายในห้อง มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งดื่มสุราพูดคุยกันอย่างออกรส
คนกลุ่มนี้มีทั้งชายและหญิง ท่าทางของแต่ละคนล้วนดูดีมีสง่า ระดับการบำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้อ่อนด้อย อย่างน้อยที่สุดก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นเซียนเทียน
หากมีผู้ใดที่พอจะกว้างขวางและมีสายตาแหลมคมอยู่แถวนี้ ก็จะสามารถจำได้ทันทีว่า คนเหล่านี้ล้วนมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น
บางคนเป็นลูกชายของเถ้าแก่ร้านค้า บางคนเป็นลูกหลานของตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร บางคนก็เป็นศิษย์ของสำนักบำเพ็ญเพียร หรือแม้กระทั่งเป็นศิษย์สายตรงที่ยอดผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรชื่อดังเพิ่งจะรับเข้าสำนัก
ในสายตาของปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไป หรือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในตลาดนัดฉงหมิง คนกลุ่มนี้ล้วนมีสถานะที่ไม่ธรรมดา มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นเซียนรุ่นสองที่มีหน้ามีตาพอสมควร
ทว่าผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน กลับเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา (แบบฝืนๆ) ผู้หนึ่ง บนเส้นผมยาวของเขามีปิ่นไม้สีทองอ่อนเสียบอยู่ เปล่งประกายแสงวิญญาณบางเบา
ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือ หม่าเฟิง!
สาเหตุที่เขาสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน และรับการประจบสอพลอจากคนเหล่านี้ได้อย่างหน้าตาเฉย ย่อมเป็นเพราะสถานะของเขา ศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ
อย่าเห็นว่าก่อนหน้านี้กู้หย่วนมักจะได้ใกล้ชิดกับคนใหญ่คนโต ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของนิกายกู่เสิน หรือผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ดารา ส่วนคนที่อยู่รอบตัวเขาที่แย่ที่สุด ก็ยังเป็นถึงศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ
จนดูเหมือนว่าศิษย์สายในของยอดเขาโอสถจะเกลื่อนกลาดราวกับผักกาดขาวตามท้องตลาด และเป็นเรื่องธรรมดาๆ
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ในฐานะที่เป็นสำนักวิถีเซียนชั้นแนวหน้าเพียงแห่งเดียวในแคว้นฉิน ยอดเขาโอสถในสายตาของสำนักบำเพ็ญเพียรและตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอื่นๆ นั้น ถือเป็นตัวตนระดับจ้าวผู้อยู่เหนือผู้คนทั้งปวง
ต่อให้เป็นเพียงศิษย์สายใน ทว่าในสายตาของสำนักและตระกูลทั่วไป หรือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ก็ถือว่ามีหน้ามีตามากแล้ว!
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะเบื้องหลังของพวกเขายิ่งใหญ่เกินไป ประการแรก ผู้ที่จะสามารถก้าวเข้ามาเป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถได้ ย่อมต้องมีรากปราณและพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา ประการที่สอง พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรอย่างเต็มที่ ในอนาคตจึงมีโอกาสสูงมากที่จะสามารถควบแน่นจินตานได้สำเร็จ
สำหรับบุคคลระดับนี้ ย่อมไม่มีใครกล้าล่วงเกินอย่างแน่นอน
ดังนั้น ผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมมองออกว่า คนกลุ่มนี้ล้วนยึดถือชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้นำ และคำพูดคำจาของพวกเขาก็แฝงไปด้วยการประจบประแจงและเอาใจอย่างชัดเจน
“คุณชาย!”
ชายหนุ่มผอมดำค้อมตัวคารวะ
ภายในห้องเงียบลงในทันที ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
หม่าเฟิงปรายตามอง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“หวังจิ้นนี่เอง เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปจัดการ เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรียนคุณชาย เรื่องนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้วขอรับ”
ชายหนุ่มผอมดำ นามว่า หวังจิ้น กล่าวตะกุกตะกัก พลางปรายตามองคนอื่นๆ อย่างมีเลศนัย
“ทว่า…”
“โอ้? มีความคืบหน้าแล้วงั้นรึ?!”
ดวงตาของหม่าเฟิงเป็นประกาย ท่าทางตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาของหวังจิ้น เขาก็ขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากถาม ทว่าคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ในเมื่อพี่หม่ามีธุระ เช่นนั้นพวกเราค่อยมารวมตัวกันวันหลังก็แล้วกัน”
คนอื่นๆ เองก็รู้มารยาท จึงพากันเอ่ยสมทบ
“ใช่แล้ว พี่หม่าจัดการธุระให้เสร็จก่อนเถิด พวกเราไม่รบกวนแล้ว”
“ศิษย์พี่หม่า ขอลาก่อน ข้าน้อยขอตัวล่วงหน้า”
หม่าเฟิงลุกขึ้นยืนและเอ่ยรั้งตามมารยาทเล็กน้อย เมื่อทุกคนจากไปหมดแล้ว เขาจึงนั่งลงที่เดิม ปรายตามองหวังจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ ว่ามาสิ”
หวังจิ้นผู้นี้เป็นลูกน้องของเขา แม้ภายนอกจะดูเงียบขรึมพูดน้อย ทว่าฝีมือในการทำงานกลับยอดเยี่ยมไม่เบา
“คุณชาย เรื่องมันเป็นแบบนี้ขอรับ”
หวังจิ้นค้อมตัวกล่าว
“เมื่อครู่นี้ลูกน้องเพิ่งได้รับข่าวมาว่า มีคนพบร่องรอยของหนูประหลาดตัวนั้นแล้ว อยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งนอกเมือง ซึ่งมีชื่อว่าหุบเขาเมฆาล่อง”
“โอ้?”
หม่าเฟิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้าแน่ใจนะ ว่ามันคือหนูประหลาดที่มีสายเลือดของหนูค้นสมบัติจริงๆ?”
“ลูกน้องมิกล้าโป้ปดอย่างแน่นอนขอรับ!”
หวังจิ้นประสานมือ กล่าวด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
“ฮ่าฮ่า ดี ดีมาก!”
หม่าเฟิงเพิ่งจะเผยรอยยิ้มออกมา เขาลุกขึ้นยืน ตบไหล่ของหวังจิ้น
“เจ้าทำได้ดีมาก ถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ หากงานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คุณชายอย่างข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณเจ้าอย่างแน่นอน!”
ใบหน้าของหวังจิ้นแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ลูกน้องยินดีถวายชีวิตเพื่อรับใช้คุณชายขอรับ!”
“อืม ดีมาก”
หม่าเฟิงพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“เรื่องนี้มีใครรู้บ้าง?”
หวังจิ้นเข้าใจความหมายของเขาดี ภายในแววตาฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง
“คุณชายวางใจได้ ข้าได้จัดการปิดปากคนบางส่วนไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้มีเพียงข้ากับคุณชายเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้”
“คนอื่นๆ… ล้วนปิดปากเงียบไปหมดแล้ว”
“หุบเขาเมฆาล่องแห่งนั้น อุดมไปด้วยยาวิญญาณชนิดหนึ่งที่เรียกว่าบุปผาวิญญาณเมฆาซึ่งเป็นของโปรดของสัตว์ประหลาดจำพวกหนู ภายในระยะเวลาสั้นๆ นี้ มันคงจะไม่ไปจากหุบเขาเมฆาล่องหรอก”
“ขอเพียงพวกเราไปถึงที่นั่นภายในสามวัน ก็จะสามารถดักจับหนูประหลาดตัวนี้เอาไว้ในหุบเขาได้อย่างแน่นอน”
“ทำได้ดีมาก!”
รอยยิ้มของหม่าเฟิงกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาสะบัดมือพลางกล่าว
“เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย!”
“ขอรับ คุณชาย!”
เมื่อหวังจิ้นจากไป หม่าเฟิงก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาลุกขึ้นเดินวนไปวนมาภายในห้องด้วยความอารมณ์ดี
เมื่อหลายวันก่อน เขาบังเอิญได้รับข่าวมาข่าวหนึ่ง
มีคนพบหนูประหลาดตัวหนึ่งนอกเมือง ซึ่งมีสายเลือดของหนูค้นสมบัติ
สำหรับสัตว์วิญญาณบรรพกาลอย่างหนูค้นสมบัตินั้น เขาคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี ยอดเขาโอสถเป็นสำนักที่โดดเด่นด้านวิถีโอสถ จึงมีความต้องการยาวิญญาณเป็นจำนวนมหาศาล
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง บังเอิญได้เลี้ยงสัตว์ประหลาดที่มีสายเลือดของหนูค้นสมบัติเอาไว้ อาศัยหนูประหลาดตัวนี้คอยค้นหายาวิญญาณและของวิเศษต่างๆ ทำให้ผู้อาวุโสท่านนั้นมีทรัพย์สินมากมายก่ายกอง ไม่เคยขาดแคลนทรัพยากรบำเพ็ญเพียร และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ทว่าน่าเสียดายที่ในเวลาต่อมา ผู้อาวุโสท่านนั้นประสบอุบัติเหตุจนต้องจบชีวิตลง และสัตว์ประหลาดตัวนั้นก็ตายตกตามนายของมันไปด้วย
แน่นอนว่าหม่าเฟิงย่อมต้องสนใจหนูประหลาดตัวนี้เป็นพิเศษ
สัตว์ประหลาดที่มีสายเลือดของหนูค้นสมบัติ ย่อมไม่ใช่สัตว์วิญญาณหรือสัตว์อสูรธรรมดาทั่วไปที่จะนำมาเทียบได้ ที่สำคัญก็คือ สัตว์ประหลาดที่มีความสามารถในการตรวจจับและค้นหาสิ่งของล้ำค่าและของวิเศษต่างๆ ได้นั้น ต่อให้เอาหินวิญญาณมากองเท่าภูเขาเขาก็ไม่ยอมแลก!
หม่าเฟิงมีพ่อเป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน อีกทั้งตัวเขาเองก็ยังเป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ สถานะของเขานั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ทว่าเขากลับไม่เคยคิดที่จะพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
ตรงกันข้าม เขากลับมีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น!
เขาไม่เพียงแต่ต้องการควบแน่นจินตาน เพื่อเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรที่มีอายุขัยยืนยาวและมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหมือนอย่างพ่อของเขาเท่านั้น ทว่าเขายังคิดการใหญ่ไปถึงการบรรลุมรรคผลระดับหยินเสิน หรือแม้กระทั่งหยางเสินอีกด้วย!
แม้แต่เซียนแท้ระดับหยวนเสินผู้เป็นอมตะ เขาก็เคยใฝ่ฝันถึงมาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่ผ่านมา กู้หย่วนผู้เป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของเขา ก็สร้างผลงานโดดเด่นและมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอิจฉาริษยาและเคียดแค้นเป็นอย่างมาก
เขาแทบจะอดใจไม่ไหว อยากจะฆ่ากู้หย่วนทิ้ง แล้วเข้าไปสวมรอยแทนเสียเดี๋ยวนี้เลย!
ทั้งๆ ที่เป็นแค่ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งกราบเข้ายอดเขาโอสถแท้ๆ ทว่าบัดนี้กลับมีชื่อเสียงโด่งดังระบือไกล ใครๆ ต่างก็หวาดกลัว ผู้คนที่อยู่รอบกายพอได้ยินชื่อกู้หย่วน ก็ถึงกับต้องลดเสียงลงด้วยความเกรงขาม
ทำให้ศิษย์พี่ร่วมสำนักอย่างเขา ต้องหมองหม่นและดูไร้ค่าไปเลยเมื่อนำไปเทียบกัน