ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 238 โทรศัพท์มือถือฉบับวิถีเซียน!
หม่าเฟิงย่อมเข้าใจสัจธรรมที่ว่าผู้อื่นเป็นมีดปังตอ ตัวข้าเป็นเพียงเนื้อบนเขียงดี
ในเวลานี้เขาตกอยู่ในกำมือของกู้หย่วนแล้ว
อย่าเห็นว่าตอนนี้กู้หย่วนพูดจาสุภาพอ่อนโยน ใบหน้าเปื้อนยิ้มเชียว ทว่าเขากล้าฟันธงเลยว่า หากเขาตุกติกแม้แต่นิดเดียว หรือเอ่ยปากปฏิเสธออกไปตรงๆ ด้วยชื่อเสียงอันโหดเหี้ยมของกู้หย่วน เป็นไปได้สูงมากว่าอีกฝ่ายจะลงมือสังหารเขาทิ้งอย่างไม่ลังเล
หม่าเฟิงเกิดมาในชาติตระกูลที่ดี อีกทั้งตั้งแต่เล็กจนโตก็ได้รับความรักความเอ็นดูจากนักพรตชิงมู่ผู้เป็นบิดามาโดยตลอด ไม่เคยต้องตกระกำลำบาก หรือเผชิญกับอุปสรรคใดๆ เลย
ดังนั้น เขาจึงทั้งลนลานและหวาดกลัว ไม่กล้าเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเอาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเป็นเดิมพัน
“อาจารย์ของข้าเคยมอบหยกพกแม่ลูกคู่หนึ่งให้ข้า ชิ้นที่อยู่ในมือข้าคือหยกพกลูก ส่วนชิ้นที่อยู่ในมืออาจารย์คือหยกพกแม่ ข้าสามารถติดต่อกับอาจารย์ได้ตลอดเวลาในรัศมีหมื่นลี้”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หม่าเฟิงก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ดีมาก เช่นนั้นก็รบกวนศิษย์พี่หม่าติดต่อกับท่านลุงชิงมู่ให้หน่อยก็แล้วกัน”
กู้หย่วนพยักหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“บอกเขาว่าให้รีบมาที่นี่ มีคนต้องการพบและมีเรื่องจะหารือด้วย ให้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม หากมาสายแม้แต่ก้าวเดียว ก็ให้เขารับผิดชอบผลที่ตามมาเอาเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหม่าเฟิงก็เปลี่ยนไป กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ากู้หย่วนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“อ้อ ศิษย์พี่หม่า ทางที่ดีอย่าเอ่ยชื่อและสถานะของข้าออกไปจะดีกว่า นอกจากนี้ ศิษย์พี่อย่าลืมกำชับให้ท่านลุงชิงมู่พกหินวิญญาณมาเยอะๆ รวมถึงโอสถวิญญาณต่างๆ ด้วย อย่างเช่น โอสถสกัดหยก โอสถเพาะกายา โอสถบำรุงวิญญาณ อะไรทำนองนั้น ยิ่งพกมามากเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตของท่านก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น”
“ได้ๆๆ ศิษย์น้องวางใจได้ ข้าจะนำคำพูดของเจ้าไปบอกอาจารย์ของข้าอย่างแน่นอน”
หม่าเฟิงใจชื้นขึ้นมา ในที่สุดเขาก็รู้สึกเบาใจลงได้บ้าง ความหวาดระแวงในแววตาก็ลดทอนลงไปไม่น้อย เขารีบพยักหน้ารับคำเป็นพัลวัน
ความหมายของกู้หย่วนนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร เห็นได้ชัดว่าต้องการให้นักพรตชิงมู่นำของดีๆ มาไถ่ตัว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กู้หย่วนไม่ได้คิดจะฆ่าปิดปาก ขอเพียงเขาทำตัวให้ว่าง่าย ก็จะไม่เป็นอันตรายใดๆ
จากนั้น หม่าเฟิงก็หยิบหยกพกที่เปล่งประกายแสงวิญญาณชิ้นหนึ่งออกมา ภายใต้สายตาจับจ้องของกู้หย่วน เขาอัดฉีดพลังปราณแท้เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของมัน
ไม่นานนัก หยกพกก็ส่องแสงวิญญาณวาบขึ้น พร้อมกับมีเสียงทุ้มต่ำดังลอดออกมา
“เฟิงเอ๋อร์ มีอะไรหรือ? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
หม่าเฟิงปรายตามองกู้หย่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวตามความจริงอย่างว่านอนสอนง่าย
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าอยู่นอกเมือง”
นักพรตชิงมู่เอ่ยถาม
“เจ้าออกไปนอกเมืองทำไม?”
หม่าเฟิงกล่าวอย่างอึกอัก
“มีคนพาตัวข้าออกมาขอรับ”
นักพรตชิงมู่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ จึงเอ่ยถามทันที
“ตกลงเรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่? พูดมา!”
หม่าเฟิงกล่าวว่า
“คนผู้นี้บอกว่ามีความบาดหมางกับท่านอาจารย์ ต้องการให้ท่านนำหินวิญญาณและโอสถวิญญาณมาไถ่ตัว ยิ่งมากยิ่งดี มิเช่นนั้นจะไม่ยอมปล่อยข้าไปเป็นอันขาด และยังบอกอีกว่า ทางที่ดีท่านควรมาถึงที่นี่ภายในครึ่งชั่วยาม มิเช่นนั้นก็รับผิดชอบผลที่ตามมาเอาเอง”
นักพรตชิงมู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“สหายเต๋าท่านนี้คือผู้ใด? ให้ข้าพูดคุยกับเขาสักหน่อยได้หรือไม่?”
หม่าเฟิงปรายตามองกู้หย่วนอีกครั้ง เมื่อเห็นใบหน้าที่เรียบเฉย และท่าทีที่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง หัวใจของเขาก็เต้นระรัว รีบเอ่ยตอบไปว่า
“ท่านอาจารย์ คนผู้นี้ไม่ยินยอมขอรับ”
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อกล่าวจบ นักพรตชิงมู่ก็ตัดการเชื่อมต่อกับหม่าเฟิง
หม่าเฟิงฝืนฉีกยิ้ม
“ศิษย์น้องกู้ เจ้าเห็นว่าข้าพูดเช่นนี้ใช้ได้หรือไม่…”
“รบกวนศิษย์พี่แล้ว”
กู้หย่วนพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้น หยกพกในมือของหม่าเฟิงก็ลอยละลิ่วมาตกอยู่ในมือของเขา
เขาไม่ได้สนใจหม่าเฟิงที่กำลังยืนมองตาปริบๆ อยู่ด้านข้าง กู้หย่วนพลิกหยกพกไปมาเพื่อสำรวจดูอย่างละเอียด พลางเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
ในสายตาของเขา หยกพกชิ้นนี้ดูคล้ายกับโทรศัพท์มือถือฉบับวิถีเซียนอยู่ไม่น้อย อืม… น่าจะเป็นเวอร์ชันของก๊อปปี้ เพราะนอกจากจะใช้โทรคุยและระบุตำแหน่งได้แล้ว ก็ไม่มีฟังก์ชันอะไรอย่างอื่นอีก
ทว่าถึงกระนั้น มันก็ยังถือเป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งอยู่ดี
จากนั้น กู้หย่วนก็เก็บหยกพกลงในถุงเก็บของอย่างหน้าตาเฉย ทำเอาหม่าเฟิงที่มองอยู่ถึงกับมุมปากกระตุก ทว่าก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไร
ได้แต่คิดแค้นอยู่ในใจว่า หากรอดชีวิตกลับไปได้เมื่อไหร่ จะต้องหาทางเอาคืนให้สาสมอย่างแน่นอน
ทว่าไม่นานนัก หม่าเฟิงก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าในเวลานี้กู้หย่วนกำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝงเร้น
“ศิษย์น้องกู้ เจ้าทำแบบนี้หมายความว่า…”
กู้หย่วนยิ้มกว้าง
“ขอบคุณศิษย์พี่มาก ภารกิจของท่านเสร็จสิ้นแล้ว ลำดับต่อไป ท่านสามารถออฟไลน์ได้แล้ว”
แย่แล้ว!
หม่าเฟิงไม่เข้าใจหรอกว่าคำว่า “ออฟไลน์” หมายความว่าอย่างไร ทว่าสัญชาตญาณกลับร้องเตือนถึงอันตราย ขนทั่วร่างลุกชัน เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบใช้วิชาเทวะหลบหนีเพื่อหมายจะเผ่นหนีในทันที
ทว่ากู้หย่วนได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว มีหรือที่จะปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้
กู้หย่วนเพียงแค่สะบัดมือ พลังค่ายกลข้อห้ามขุมหนึ่งก็พรั่งพรูออกมากดทับห้วงมิติ
ห้วงมิติในรัศมีหลายลี้รอบๆ ตัว ถูกปิดผนึกในชั่วพริบตา!
แม้แต่ปราณต้นกำเนิดฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่ตามธรรมชาติ ก็ยังหยุดนิ่งไม่ไหวติง
หม่าเฟิงที่เพิ่งจะเอี้ยวตัวเตรียมจะหลบหนี รู้สึกเพียงว่ามีแรงกดดันมหาศาลกดทับห้วงมิติรอบๆ ตัวจนแข็งกร้าวดุจแผ่นเหล็ก ทำให้เขาถูกบีบอัดจนแทบจะขาดใจตาย!
ทั้งร่างของเขา ราวกับปลาตัวเล็กในก้อนน้ำแข็ง หรือแมลงในอำพัน คงค้างอยู่ในท่าหลบหนีอันพิลึกพิลั่น ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
ทว่าแม้ร่างกายและพลังบำเพ็ญเพียรจะถูกแช่แข็ง แต่ความคิดและดวงตาของเขากลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ในเวลานี้ ภายในดวงตาของเขาฉายแววหวาดกลัวและตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลอกไปมาเบาๆ ราวกับต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่าตัวกู้หย่วนย่อมไม่ได้รับผลกระทบ หรือถูกปิดผนึกใดๆ ทั้งสิ้น เดิมทีเขาตั้งใจจะลงมือเชือดหม่าเฟิงทิ้งไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าเมื่อคิดทบทวนดูอีกที เขาก็ยังไม่รีบร้อนลงมือ
นักพรตชิงมู่กับหม่าเฟิง แม้ฉากหน้าจะเป็นอาจารย์กับศิษย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นพ่อลูกกัน
สำหรับลูกชายนอกสมรสอย่างหม่าเฟิง นักพรตชิงมู่ย่อมรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างมาก ใครจะรู้ว่าเขาแอบวางกลไกอะไรเอาไว้บนตัวหม่าเฟิงบ้างหรือเปล่า
หากฆ่าหม่าเฟิงทิ้งเสียตอนนี้ แล้วนักพรตชิงมู่รู้เข้า หากเกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้นมา คงไม่ดีแน่
กู้หย่วนมองหม่าเฟิงด้วยสายตายิ้มแย้ม พลางกล่าวว่า
“ศิษย์พี่วางใจเถิด ท่านจะยังไม่เป็นอะไรในตอนนี้หรอก”
กล่าวจบ เขาก็สับท้ายทอยหม่าเฟิงจนสลบ แล้วโยนเข้าไปในถุงสัตว์วิญญาณ จากนั้นก็สลายค่ายกลข้อห้ามรอบๆ ทิ้ง แล้วยืนรออยู่ที่เดิมอย่างสงบเสงี่ยม
เวลาผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยาม กู้หย่วนก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง เขาจึงลืมตาขึ้น
สุดขอบฟ้าอันไกลโพ้น ปรากฏจุดสีดำเล็กๆ จุดหนึ่ง
จุดสีดำนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นว่าเป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่ง ถูกห่อหุ้มด้วยแสงหลบหนี กำลังพุ่งทะยานตรงมาด้วยความเร็วสูง
กู้หย่วนยืนเอามือไพล่หลัง มองดูผู้มาเยือน ยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน
ไม่นานนัก รูปลักษณ์ของผู้มาเยือนก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
ผู้มาเยือนเป็นชายรูปร่างผอมแห้ง สวมชุดนักพรตสีเทาอมเขียว แขนเสื้อกว้างพลิ้วไหว ไว้หนวดเครายาวเฟื้อย ดูมีสง่าราศีแบบนักพรตผู้บรรลุธรรมอยู่ไม่น้อย
เขาก็คือ นักพรตชิงมู่ นั่นเอง!
นักพรตชิงมู่ร่อนลงมาจากฟากฟ้า มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากู้หย่วน สีหน้าของเขาดูไม่เป็นมิตรนัก
“ที่แท้ก็เป็นศิษย์หลานกู้นี่เอง ข้าก็นึกว่าสหายท่านใดมาล้อเล่นกับข้าเสียอีก...”
เขาจ้องมองกู้หย่วนเขม็ง ภายในสายตามีทั้งความประหลาดใจ ตกตะลึง และเคลือบแคลงสงสัย ทว่าไม่นานเขาก็กลับมาเยือกเย็นดังเดิม พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ทว่า ไม่ทราบว่าคนแก่คนนี้ไปล่วงเกินหลานกู้ตรงไหนงั้นรึ? ถึงได้ทำให้เจ้าต้องลำบากลำบนเรียกข้ามาถึงที่นี่?”
ในระหว่างที่พูด สัมผัสเทวะของเขาก็กวาดสำรวจพื้นที่รัศมีหลายสิบลี้รอบๆ อย่างแนบเนียน นอกเหนือจากสัมผัสได้ถึงร่องรอยของค่ายกลบางเบาแล้ว เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ อีก
นั่นทำให้เขารู้สึกเบาใจลง
ตอนนี้หม่าเฟิงตกอยู่ในกำมือของกู้หย่วน หากกู้หย่วนมีผู้ช่วยฝีมือดีซ่อนตัวอยู่อีก การที่เขาจะลงมือทำอะไรก็คงต้องระวังหน้าพะวงหลัง ซึ่งนั่นคงรับมือได้ยากอยู่ไม่น้อย