ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 239 อาณาเขตจินตาน!
ด้วยพลังบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของเขา การจะเอาตัวรอดนั้นย่อมเหลือเฟือ ทว่าหากคิดจะปกป้องหม่าเฟิงไปด้วย หรือหาทางชิงตัวกลับมาล่ะก็ นั่นย่อมเป็นเรื่องยาก
ทว่าในเมื่อมีกู้หย่วนเพียงคนเดียว เรื่องราวก็จัดการได้ง่ายขึ้นเยอะ
อย่างไรเสียก็เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินคนหนึ่ง ต่อให้กู้หย่วนจะมีผลงานอันน่าทึ่งจนสามารถสังหารระดับจินตานได้ ทว่านักพรตชิงมู่กลับรู้ดีอยู่แก่ใจ
แม้จะเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานเหมือนกัน ทว่าพวกปลายแถวอย่างเฮยเซียวจื่อนั้น นำมาเทียบกับเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
คนหนึ่งบรรลุจินตานระดับห้า ส่วนเขาบรรลุถึงจินตานระดับสูง แล้วมันจะเอามาเทียบกันได้อย่างไร?
ส่วนเรื่องค่ายกล...
การที่กู้หย่วนวางค่ายกลเตรียมพร้อมเอาไว้ล่วงหน้า ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงนิสัยที่ค่อนข้างระมัดระวังและรอบคอบ ทว่านักพรตชิงมู่กลับรู้สึกว่าเจ้าเด็กกู้หย่วนนี่มันช่างอวดดีเกินไปเสียแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ช่องว่างระหว่างเขากับกู้หย่วน ไม่ใช่สิ่งที่ค่ายกลเพียงค่ายกลเดียวจะสามารถลบล้างไปได้
กู้หย่วนยิ้มบางๆ พลางกล่าวอย่างมีความหมายแฝงเร้น
“ท่านลุงชิงมู่ล้อเล่นแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านวางแผนลอบกัดข้าตั้งหลายครั้ง ซ้ำยังไปสมคบคิดกับลู่คุน ศิษย์สืบทอดสายตรงของนิกายกู่เสินอีก ท่านทำไปเพื่ออะไร คงไม่ต้องให้ข้าพูดออกมาหรอกมั้ง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตชิงมู่ก็ตกใจ รังสีอำมหิตพาดผ่านดวงตาวูบหนึ่ง ทว่าเขาก็รีบปฏิเสธเสียงแข็งทันที
“หลานกู้ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรต่อกัน ข้าจะไปวางแผนทำร้ายเจ้าได้อย่างไร?”
ในขณะเดียวกัน ความคิดในหัวของเขาก็แล่นปรู๊ดปร๊าดอย่างรวดเร็ว
ที่ผ่านมาเขาลงมืออย่างลับๆ และระมัดระวังมาโดยตลอด แล้วกู้หย่วนไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร?
“งั้นหรือ ในเมื่อท่านลุงชิงมู่ไม่ยอมรับ ก็ช่างมันเถิด”
กู้หย่วนหัวเราะหึๆ ทำท่าทางราวกับจะบอกว่าท่านไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ยังไงข้าก็ปักใจเชื่อว่าเป็นท่านไปแล้ว
นักพรตชิงมู่เปลี่ยนเรื่องสนทนา
“หลานกู้ บัดนี้ข้าก็มาถึงแล้ว เจ้าสมควรจะปล่อยตัวลูกศิษย์ของข้าออกมาได้แล้วกระมัง?”
“ลูกศิษย์งั้นรึ?”
กู้หย่วนยิ้มกริ่ม
“ข้าว่า น่าจะเป็นลูกชายมากกว่ามั้ง?”
สายตาของนักพรตชิงมู่แข็งกร้าวขึ้นมาในทันที จ้องมองกู้หย่วนราวกับกระบี่อันแหลมคม
ทว่ากู้หย่วนกลับเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ อย่างไร้สุ้มเสียง สบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังเมินเฉยต่อแรงกดดันที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง!
“ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ!”
หลังจากจ้องมองกู้หย่วนเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง นักพรตชิงมู่ก็ถอนหายใจเบาๆ รังสีอำมหิตในใจพุ่งสูงขึ้นอีกหลายส่วน
เขาไม่รู้ว่าการกระทำของตน ตลอดจนสถานะที่แท้จริงของหม่าเฟิงหลุดรอดออกไปจนกู้หย่วนล่วงรู้ได้อย่างไร
ทว่า ในเมื่อกู้หย่วนล่วงรู้ความลับของเขามากมายถึงเพียงนี้ เขาก็ยิ่งไม่อาจปล่อยกู้หย่วนไปได้
“ไอ้หนู ข้ารู้ว่าเจ้ามีฝีมืออยู่บ้าง ทว่าหากเจ้าคิดว่าเพียงแค่สังหารสัตว์อสูรได้ตัวหนึ่ง แล้วจะไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาล่ะก็ เจ้าคิดผิดมหันต์แล้ว!”
ในระหว่างที่พูด แสงวิญญาณสีเขียวอมฟ้าบางเบาก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนักพรตชิงมู่ และกระจายออกไปรอบทิศทางอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!
ทุกหนแห่งที่แสงวิญญาณสีเขียวอมฟ้าพาดผ่าน ไม่เว้นแม้แต่บนพื้นดินหรือตามโขดหิน ต่างก็มีใบหญ้าสีเขียวขจีและยอดอ่อนผุดขึ้นมา
ต้นหญ้าเหล่านี้เติบโตและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับได้กินยาชูกำลังชั้นยอดเข้าไป เพียงชั่วอึดใจ พวกมันก็เติบโตจนสูงถึงระดับหัวเข่าของกู้หย่วน แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งชีวิตอันเข้มข้น ปราณวิญญาณธาตุไม้อบอวลไปทั่วสารทิศ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพลังลึกลับบางอย่างอัดแน่นอยู่ทั่วฟ้าดิน ขับไล่พลังของค่ายกลข้อห้ามที่ซ่อนเร้นอยู่ให้ล่าถอยไปจนหมดสิ้น
ส่งผลให้กู้หย่วนได้รับรู้ถึงความรู้สึกแบบเดียวกับที่หม่าเฟิงเพิ่งจะเผชิญเมื่อครู่นี้
การเชื่อมต่อระหว่างเขากับฟ้าดินถูกตัดขาดในทันที แม้แต่ปราณต้นกำเนิดฟ้าดินรอบกายก็ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของเขาอีกต่อไป
กู้หย่วนรู้สึกเพียงว่ามีแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง บีบคั้นจนเขาแทบจะขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ แม้แต่พลังปราณแท้ในร่างกายก็ยังเริ่มโคจรติดขัด
ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหริน ก็คือความสามารถในการเรียกใช้ปราณต้นกำเนิดฟ้าดินมาแปรเปลี่ยนเป็นวิชาเทวะคาถาได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้สูญเสียพลังปราณแท้ไปมาก ก็ยังสามารถดูดซับและหลอมรวมปราณต้นกำเนิดฟ้าดินมาทดแทนได้ทันท่วงที
ทว่าในเวลานี้ ข้อได้เปรียบนั้นกลับถูกนักพรตชิงมู่ลบล้างไปจนหมดสิ้น
“อาณาเขตจินตาน...”
กู้หย่วนหรี่ตาลง
อาณาเขตจินตานเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน คล้ายคลึงกับรูปแบบเริ่มต้นของอาณาเขต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับวิชาเทวะวิถีเต๋าของผู้บำเพ็ญเพียรเอง
อาณาเขตจินตานชนิดนี้ถือได้ว่าเป็นโลกจำลองใบหนึ่ง ภายในรัศมีของมัน พลังบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งของคนนอกจะถูกลดทอนลงอย่างมาก ในขณะที่ความแข็งแกร่งของเจ้าของอาณาเขตจะสามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ถึงร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ
หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไป อาณาเขตจินตานชนิดนี้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดอาจถึงขั้นวิวัฒนาการกลายเป็นโลกใบใหม่ได้เลยทีเดียว!
ยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในระดับอาณาเขตเช่นนี้ หากไม่ใช่ผู้ที่ควบแน่นจินตานระดับสูงได้สำเร็จ ก็ไม่มีทางที่จะครอบครองมันได้อย่างเด็ดขาด
สาเหตุที่ยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานรับมือได้ยาก ก็มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถนี้เป็นอย่างมากเช่นกัน
ลองคิดดูสิ หากมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินสักสองสามคน ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานก็กางอาณาเขตจินตานออกมาเสียแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินเหล่านั้นก็คงได้แต่มือไม้ปั่นป่วน พลังบำเพ็ญเพียรที่มีอยู่สิบส่วนไม่อาจใช้ได้ถึงหกส่วนด้วยซ้ำ หมดหนทางตอบโต้โดยสิ้นเชิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเอาอะไรไปสู้ได้อีกล่ะ?
“ไอ้หนู ข้าให้โอกาสเจ้า หากเจ้าส่งตัวลูกชายข้าคืนมา ข้าอาจจะยอมละเว้นชีวิตเจ้าสักครั้ง”
เมื่อเห็นว่ากู้หย่วนถูกสะกดจนขยับตัวไม่ได้ มุมปากของนักพรตชิงมู่ก็แสยะยิ้มเย็นชาชวนให้ขนลุก
“มิเช่นนั้น ข้าไม่รังเกียจที่จะถลกหนัง เลาะกระดูก แล้วดึงจิตวิญญาณของเจ้าออกมาเผาด้วยไฟหยิน ให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานจนอยู่ไม่สู้ตาย!”
“ตาเฒ่าใกล้ลงโลง คิดว่ากำราบข้าได้แล้วงั้นรึ?!”
กู้หย่วนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ สิ้นเสียง ร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นควันสายหนึ่งแล้วอันตรธานหายไปจากจุดนั้น
ในเมื่อเขาวางแผนเตรียมการมาล่วงหน้าแล้ว การเตรียมพร้อมนั้นย่อมต้องรัดกุม
ยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานที่ควบแน่นจินตานระดับสูงได้ ย่อมต้องมีความสามารถในระดับอาณาเขต ข้อนี้กู้หย่วนย่อมรู้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอย่างแน่นอน
“อะไรนะ?! วิชาพรางตาเรอะ? ไม่สิ นี่มันวิชาแยกร่างนี่นา!”
เมื่อเห็นกู้หย่วนหายวับไปต่อหน้าต่อตา นักพรตชิงมู่ก็ตกใจเป็นอย่างมาก ทว่าพริบตาต่อมาเขาก็ได้สติ
ด้วยสายตาอันแหลมคมของเขา วิชาพรางตาหรือวิชามายาธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่มีทางตบตาเขาได้ การที่มันสามารถหลอกตาเขาได้ นั่นหมายความว่าวิธีการที่กู้หย่วนใช้นั้นลึกล้ำและแยบยลเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังแสดงให้เห็นว่ากู้หย่วนได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว
นักพรตชิงมู่มีประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน เขาไม่สนแล้วว่าลูกชายยังอยู่ในกำมือของกู้หย่วนหรือไม่ เขาตัดสินใจลงมือทันที
อย่างน้อยที่สุด ที่นี่ก็คือถิ่นของกู้หย่วน ทางที่ดีควรรีบหนีออกไปจากที่นี่เสียก่อน
ทว่าในขณะที่นักพรตชิงมู่กำลังจะลงมือ ท่ามกลางห้วงมิติรอบๆ ก็ปรากฏหมอกควันและแสงวิญญาณเป็นสายๆ สอดประสานกัน ก่อตัวเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ที่ถักทออย่างแน่นหนากลางอากาศ
แสงวิญญาณจากค่ายกลข้อห้ามนับไม่ถ้วนสว่างวาบขึ้น กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่รัศมีหลายลี้
เสาขนาดยักษ์สีดำทะมึนหลายต้นตั้งตระหง่านอยู่รอบๆ ก่อตัวเป็นค่ายกลกักมังกรเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อสะกดข่มห้วงมิติ
อาณาเขตจินตานของนักพรตชิงมู่ ที่เดิมทีดูราวกับลูกโป่งที่พองโต เมื่อต้องเผชิญกับแสงวิญญาณจากค่ายกลข้อห้ามเหล่านี้ ก็ราวกับถูกเข็มเจาะจนลมรั่ว แตกสลาย และอันตรธานหายไปในทันที
โลกแห่งนี้ถูกพลังแห่งค่ายกลจองจำเอาไว้ ส่งผลให้นักพรตชิงมู่ถูกขังอยู่ภายในด้วย พลังบำเพ็ญเพียรบนร่างของเขาลดฮวบลงไปถึงสี่ส่วนในทันที
แม้กระทั่งการเชื่อมต่อระหว่างเขากับโลกภายนอก ก็ยังถูกค่ายกลตัดขาด!
“ค่ายกลกักมังกร…”
เมื่อมองดูเสากักมังกรสีดำทะมึนดุจเหล็กไหลทั้งเก้าต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่รอบๆ สีหน้าของนักพรตชิงมู่ก็ดูย่ำแย่ลง
เขาย่อมรู้จักที่มาของค่ายกลมหาประลัยนี้ดี
ในยุคบรรพกาลมีสิบสุดยอดค่ายกลมหาประลัย ค่ายกลกักมังกรก็คือหนึ่งในนั้น ว่ากันว่ามันสามารถกักขังและสังหารมังกรแท้ได้เลยทีเดียว
แน่นอนว่า ค่ายกลที่กู้หย่วนนำมาจัดวางอยู่ตรงหน้านี้ เป็นเพียงฉบับย่อส่วนของย่อส่วนจากค่ายกลกักมังกรของแท้ อานุภาพของมันยังเทียบไม่ได้แม้แต่หนึ่งในหมื่นของค่ายกลกักมังกรของแท้เสียด้วยซ้ำ