ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 240 แสงวิญญาณธาตุไม้!
ตำนานเล่าว่า ค่ายกลกักมังกรที่แท้จริงจะมีเสากักมังกรทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดต้น และแต่ละต้นล้วนเป็นถึงอาวุธวิเศษระดับสุดยอด เมื่อนำมารวมกันจึงจะกลายเป็นค่ายกลกักมังกรที่สมบูรณ์แบบ!
ส่วนค่ายกลที่กู้หย่วนวางเอาไว้นี้ ไม่เพียงแต่จะมีจำนวนเสากักมังกรน้อยกว่ามาก ทว่าในด้านคุณภาพก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุม
เสากักมังกรแต่ละต้น เป็นเพียงแค่อาวุธวิเศษระดับสูงเท่านั้น
สีหน้าของนักพรตชิงมู่ดูย่ำแย่ลง
เดิมทีคิดว่าการจัดการกับกู้หย่วนคงง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ นึกไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้วเขาจะต้องมาตกหลุมพราง ซ้ำยังต้องมาเสียท่าให้กับผู้เยาว์อย่างกู้หย่วนอีก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนคงได้หัวเราะเยาะจนฟันร่วงเป็นแน่!
“ตาเฒ่า ข้าขอเตือนให้เจ้าทำตัวให้มันดีๆ หน่อย”
ร่างของกู้หย่วนปรากฏขึ้นกลางอากาศห่างออกไปหลายลี้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
“ยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน ข้าก็ใช่ว่าจะไม่เคยฆ่า ทางที่ดีเจ้าอย่าได้มาทำตัววางก้ามอวดอ้างความเป็นผู้อาวุโสต่อหน้าข้าจะดีกว่า!”
สีหน้าของนักพรตชิงมู่เปลี่ยนเป็นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ครู่ต่อมาเขาก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“ไอ้หนูกู้ ข้ายอมรับว่าเจ้าก็มีฝีมืออยู่บ้าง ทว่าเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า ลำพังแค่ค่ายกลกระจอกๆ นี่ จะสามารถกักขังข้าเอาไว้ได้?”
ในระหว่างที่พูด แสงวิญญาณสีเขียวอมฟ้าสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากเบื้องหลังของเขา เพียงแค่มันแผ่ซ่านออกไปรอบๆ บนพื้นดินก็ปรากฏต้นหญ้าและแมกไม้เติบโตขึ้นมาอย่างหนาแน่นอีกครั้ง
แม้แต่แสงวิญญาณจากค่ายกลข้อห้ามที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศ ก็ยังถูกเคลือบด้วยสีเขียวบางเบา ก่อนจะแตกสลายดังกราว
ในฐานะผู้ควบคุมค่ายกลกักมังกร กู้หย่วนสัมผัสได้ทันทีว่าค่ายกลได้รับผลกระทบ การควบคุมค่ายกลของเขาลดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด
“แสงวิญญาณธาตุไม้?!”
กู้หย่วนหรี่ตาลง วิชาเทวะชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทวิชาแสงเทวะ อานุภาพของมันย่อมไม่ธรรมดา
เห็นได้ชัดว่า วิชาแสงวิญญาณธาตุไม้ (อี่มู่) นี้ คือหนึ่งในวิชาเทวะต้นกำเนิดของนักพรตชิงมู่ และยังเป็นตัวแทนของตบะบารมีที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิตอีกด้วย
“สมกับเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน มีฝีมือร้ายกาจจริงๆ!”
กู้หย่วนหัวเราะเบาๆ จีบนิ้วเป็นมุทรา กระตุ้นอานุภาพของค่ายกลกักมังกรออกมาจนถึงขีดสุด
ครืนๆๆ!
ทั่วทั้งค่ายกลเริ่มหมุนวนทำงานทันที เสายักษ์สีดำทะมึนทั้งเก้าต้นตั้งตระหง่าน และสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง แสงวิญญาณจากค่ายกลข้อห้ามถูกสาดส่องออกมา เริ่มผลักไสแสงวิญญาณธาตุไม้เหล่านั้นให้ถอยร่นไปอีกครั้ง
“น่าเสียดาย ที่เจ้าประเมินข้าต่ำเกินไปหน่อย…”
เมื่อค่ายกลกักมังกรทำงานอย่างเต็มรูปแบบ กู้หย่วนก็ขยับความคิด กระบี่อิ๋นเจียวก็พุ่งทะยานออกไป ส่งเสียงร้องคำรามดังกังวาน แปรเปลี่ยนเป็นประกายกระบี่สีเงินสว่างเจิดจ้า พุ่งตกลงไปในค่ายกล
ประกายกระบี่สีเงินเพียงแค่กะพริบวูบ ก็แยกจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ ไม่นานนัก ก็กลายเป็นประกายกระบี่สิบหกสาย สอดประสานพลิกแพลง ก่อตัวเป็นค่ายกลกระบี่ ผสานเข้ากับค่ายกลกักมังกร
เมื่อค่ายกลกระบี่พลิกแพลง ปราณกระบี่อันแหลมคมไร้เทียมทานก็ครอบคลุมพื้นที่รัศมีร้อยจั้ง ฟาดฟันทำลายทุกสรรพสิ่งที่มีรูปร่างและไร้รูปร่างในบริเวณนั้นจนแหลกละเอียด
วิถีกระบี่ของกู้หย่วนนั้นล้ำลึกพิสดาร เขาได้บรรลุถึงขอบเขตขั้นสูงของวิถีกระบี่ถึงสองขั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบ่งแยกประกายกระบี่หรือปราณกระบี่แปรเส้นด้าย
ทว่าแท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่รูปแบบการพลิกแพลงของวิถีกระบี่เท่านั้น
หากต้องการจะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางวิถีกระบี่ ยังมีอีกสองเส้นทางให้เลือกเดิน
เส้นทางแรกมีชื่อว่าหนึ่งกระบี่ทลายหมื่นวิชาเป็นการฝึกฝนกระบี่บินที่คมกริบไร้เทียมทาน พุ่งทะยานตรงไปตรงมา
มีอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถสังหารทุกสรรพสิ่งได้
ภายใต้ประกายกระบี่ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจฟาดฟันได้!
อาศัยเพียงความคมกริบ ก็สามารถทำลายล้างวิชาอาคมทั้งปวงได้ในกระบี่เดียว
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งถูกขนานนามว่าหนึ่งกระบี่กำเนิดหมื่นวิชาซึ่งเป็นเส้นทางที่สวนทางกับเส้นทางแรกอย่างสิ้นเชิง
กระบี่เดียวสามารถพลิกแพลงได้หมื่นพันประการ แปรเปลี่ยนเป็นวิชาเทวะคาถาต่างๆ นานา เรียกได้ว่าพลิกแพลงได้ไม่รู้จบ ซับซ้อนเกินหยั่งถึง
ในทำนองเดียวกัน มันก็สามารถก่อกำเนิดเป็นค่ายกลกระบี่ ที่อัดแน่นไปด้วยความพลิกแพลงและอานุภาพอันไร้ขีดจำกัดได้เช่นกัน
แน่นอนว่ากู้หย่วนย่อมศึกษาและทำความเข้าใจทั้งสองเส้นทางนี้มาแล้ว
และไม่ว่าจะเป็นในเคล็ดกระบี่อวี้จิ่งเสวียนซูหรือคัมภีร์กระบี่หุนเทียนสยบมารต่างก็มีการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เอาไว้ทั้งสิ้น
แม้กู้หย่วนจะเพิ่งทำความเข้าใจเคล็ดวิชาหนึ่งกระบี่กำเนิดค่ายกลนี้ได้ไม่นานนัก จึงยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญเท่าไหร่นัก ทว่าอานุภาพของมันกลับไม่ได้อ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย
เมื่อค่ายกลกระบี่ผสานเข้ากับค่ายกลกักมังกร สิ่งหนึ่งกักขัง สิ่งหนึ่งโจมตี ก็ยิ่งเพิ่มพูนอานุภาพความคมกริบไร้เทียมทานเข้าไปอีกชั้น พลังทำลายล้างเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว!
อย่างน้อยในเวลานี้ นักพรตชิงมู่ก็จำเป็นต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น
เพราะแสงวิญญาณธาตุไม้สีเขียวมรกตที่แผ่ซ่านอยู่รอบกายเขา เริ่มแตกสลายลงอย่างต่อเนื่องเมื่อค่ายกลกักมังกรทำงาน
ประกายกระบี่สีเงินสว่างเจิดจ้าและคมกริบสายแล้วสายเล่าฟาดฟันลงมา อัดแน่นไปด้วยความคมกริบที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้
ต่อให้แสงวิญญาณธาตุไม้จะมีรูปร่างทว่าไร้ซึ่งตัวตน ก็ยังถูกฟันจนแตกกระจายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
นักพรตชิงมู่รีบโคจรพลังเวทภายในร่างกายอย่างสุดกำลัง เพื่อต้านทานแรงกดดันจากค่ายกล ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังประกายกระบี่ที่พุ่งเข้ามาโจมตีจากมุมอับอย่างไม่ทันตั้งตัวอยู่ตลอดเวลา
ทว่าถึงกระนั้น เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน
พลังจากค่ายกลข้อห้ามที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทางหนักอึ้งดุจขุนเขา บีบคั้นเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ต่อให้เขามีพลังบำเพ็ญเพียรที่ล้ำลึก ก็ยังรู้สึกรับมือได้ยากลำบาก จนพลังเวทเริ่มโคจรติดขัด
ท่ามกลางวิถีนอกรีตทั้งปวงในโลกหล้า มีเพียงวิถีแห่งค่ายกลเท่านั้นที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุด และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นวิธีการที่สามารถใช้จำนวนน้อยเอาชนะจำนวนมาก ใช้ความอ่อนแอเอาชนะความเข้มแข็งได้
เพราะค่ายกลสามารถหยิบยืมพลังอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังเสินทงต่างๆ ได้
เว้นเสียแต่ว่าจะบรรลุมรรคผลกลายเป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสินผู้เป็นอมตะ มิเช่นนั้นต่อให้มีพลังส่วนตัวแข็งแกร่งเพียงใด จะไปต่อกรกับโลกทั้งใบได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เป็นเซียนแท้ระดับหยวนเสิน หากนำไปเทียบกับโลกทั้งใบ ก็คงยังดูเล็กจ้อยอยู่ดี
แน่นอนว่า อานุภาพของค่ายกลกักมังกรนี้ไม่ได้เว่อร์วังขนาดนั้น มันสามารถดึงดูดพลังฟ้าดินได้ในรัศมีเพียงไม่กี่สิบลี้เท่านั้น
ทว่าตัวนักพรตชิงมู่เอง ก็ไม่ได้นับว่าเป็นบุคคลที่ร้ายกาจอะไรมากมายนัก
ดังนั้น ค่ายกลแห่งนี้จึงเพียงพอที่จะรับมือกับเขาได้อย่างสบายๆ
อย่างไรก็ตาม นักพรตชิงมู่ก็เป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขั้นสูงจากสำนักใหญ่ ย่อมต้องมีไพ่ตายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เป็นใจ นักพรตชิงมู่จึงตัดสินใจอ้าปากพ่นกลุ่มแสงวิญญาณสีเขียวออกมา
แสงสว่างวาบขึ้น ก็ปรากฏเป็นโล่ไม้สีเขียวชิ้นหนึ่ง แผ่ซ่านแสงสีเขียวเรืองรอง แปรเปลี่ยนเป็นเถาวัลย์สีเขียวมรกตที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมบิดเลื้อยไปมา ราวกับมังกรและงูวิญญาณ สกัดกั้นค่ายกลกระบี่ของกู้หย่วน รวมถึงพลังจากค่ายกลข้อห้ามที่ถาโถมเข้ามาเอาไว้ด้านนอกจนหมดสิ้น
แม้ค่ายกลกระบี่ของกู้หย่วนจะคมกริบไร้เทียมทาน สามารถฟันเถาวัลย์แต่ละเส้นจนขาดสะบั้นได้ ทว่าเถาวัลย์เหล่านี้กลับดูเหมือนจะมีคุณสมบัติเป็นอมตะ ทันทีที่ถูกตัดขาด ก็จะมีเถาวัลย์เส้นใหม่งอกขึ้นมาทดแทนอย่างไม่ขาดสาย
จากนั้น นักพรตชิงมู่ก็ดีดนิ้ว ส่งอสนีบาตเทวะธาตุไม้สายแล้วสายเล่าพุ่งทะยานออกไป ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ระเบิดใส่ค่ายกลกักมังกรและค่ายกลกระบี่ที่กู้หย่วนกางเอาไว้จนเกิดเสียงดังกึกก้อง ทำให้ค่ายกลทั้งสองได้รับความเสียหายอย่างหนัก
แม้แต่เสากักมังกรสีดำทะมึนทั้งเก้าต้นก็ยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง โอนเอนไปมาราวกับจะล้มครืน แสงสว่างบนผิวเสาสว่างวาบสลับหรี่ลง ราวกับพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
“อาวุธวิเศษต้นกำเนิด…”
เดิมทีกู้หย่วนตั้งใจจะเรียกเสี่ยวชิงและอาอู๋ออกมาช่วย ทว่าเมื่อเห็นภาพนี้ เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปในทันที
นักพรตชิงมู่สมกับเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขั้นสูงจริงๆ รับมือยากกว่าเฮยเซียวจื่อในคราวก่อนเยอะเลย
แม้เสี่ยวชิงและอาอู๋จะมีฝีมือไม่ธรรมดา ทว่าหากนำไปเทียบกับนักพรตชิงมู่ ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่บ้าง หากพวกมันได้รับบาดเจ็บขึ้นมา คงได้มานั่งเสียใจในภายหลังเป็นแน่
ส่วนโล่ไม้ที่นักพรตชิงมู่หยิบออกมานี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นอาวุธวิเศษต้นกำเนิดของอีกฝ่าย
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขอบเขตจินตาน ก็จะสามารถเพาะเลี้ยงอาวุธวิเศษที่สอดคล้องกับวิชาเทวะวิถีเต๋าของตนเองขึ้นมาเป็นอาวุธวิเศษต้นกำเนิด และคอยหล่อเลี้ยงมันอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งหล่อเลี้ยงนานเท่าใด ก็จะยิ่งใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว และอานุภาพก็จะยิ่งร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น!
โล่ไม้ที่นักพรตชิงมู่งัดออกมานี้ แม้ระดับคุณภาพจะไม่ได้สูงกว่ากระบี่อิ๋นเจียวมากนัก ทว่าอานุภาพกลับแข็งแกร่งกว่าหลายเท่านัก
นอกจากจะเป็นเพราะระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่เหนือกว่าแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ อาวุธวิเศษต้นกำเนิดชิ้นนี้ สามารถถูกนักพรตชิงมู่ดึงอานุภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่มากกว่านั่นเอง