ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 250 อารามไท่ซวี!
ต้วนเฉินดูเหมือนจะมองความคิดของกู้หย่วนออก เขาหัวเราะร่วน
“สหายกู่กำลังสงสัยอยู่ล่ะสิ ว่าเหตุใดข้าถึงไม่ปิดบังตัวตน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของจี้ชางไห่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่มีรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
กู้หย่วนพยักหน้ารับตามตรง
“ถูกต้อง สถานะของสหายเต๋าจี้นั้นค่อนข้างพิเศษ ดังนั้น…”
“หึหึ…”
ต้วนเฉินยิ้มพลางอธิบาย
“สหายเต๋าจี้ แม้สำนักเบื้องหลังของเขาจะแตกต่างจากพวกเรา แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีประวัติด่างพร้อยอะไร ข้อนี้ทั้งสำนักของท่านและของข้าต่างก็รู้ดี การร่วมทางกับเขาจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะศิษย์สืบทอด ข้าก็ไม่ได้มีเรื่องต้องกังวลอะไรมากมายนัก”
กู้หย่วนถึงบางอ้อ เขาพยักหน้าเงียบๆ เข้าใจความหมายในคำพูดของต้วนเฉิน ก่อนจะตวัดสายตามองจี้ชางไห่ด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่คาดคิดเลยว่า ชื่อเสียงเรียงนามของจี้ชางไห่ผู้นี้ จะดูดีในสายตาของสำนักใหญ่วิถีเซียนอย่างยอดเขาโอสถและสำนักกระบี่ดาราถึงเพียงนี้
เป็นถึงศิษย์สืบทอดแห่งวิถีมารแท้ๆ แต่กลับไร้ซึ่งประวัติด่างพร้อยแม้แต่น้อย ดูไม่สมกับเป็นคนในวิถีมารเอาเสียเลย
ความหมายอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้วนเฉินเป็นถึงศิษย์สืบทอดแห่งสำนักกระบี่ดารา มีสถานะสูงส่ง ด้วยสถานะเช่นนี้ ตราบใดที่ไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าอย่างโจ่งแจ้ง หรือทรยศต่อสำนัก ต่อให้จะคบค้าสมาคมกับศิษย์วิถีมารบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
กู้หย่วนรู้สึกว่าตัวเองคิดตื้นไปหน่อย
ปัจจุบันเขายังเป็นเพียงศิษย์สายในของยอดเขาโอสถ หากเขาเป็นศิษย์สืบทอดล่ะก็ คงไม่ต้องมานั่งเปลืองสมองแปลงโฉมปิดบังตัวตนแบบนี้หรอก
ศิษย์สืบทอดคืออะไร?
คือศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาแก่นแท้ของสำนัก ได้รับการบ่มเพาะอย่างดีที่สุด ได้รับทรัพยากรมากที่สุด เป็นที่จับตามองมากที่สุด และถูกกำหนดให้เป็นเสาหลักของสำนักในอนาคต
ท้ายที่สุดแล้ว เป็นเพราะสถานะของกู้หย่วนในตอนนี้ยังไม่สูงพอ เขาจึงต้องมีข้อควรระวังอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม กู้หย่วนก็รู้สึกว่า ด้วยพรสวรรค์ ตบะ และความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ มันมากพอที่จะทำให้เขากลายเป็นศิษย์สืบทอดได้แล้ว
อืม… รอให้ออกมาจากตำหนักเซียนมังกรชาดคราวนี้แล้วกลับไปที่สำนักก่อนเถอะ เขาจะหาวิธีผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สืบทอดให้จงได้
ทั้งสามคนยืนสนทนาสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง ความคุ้นเคยระหว่างกันก็เพิ่มขึ้นมาบ้าง
ไม่นานนัก ก็มีลำแสงอีกสายหนึ่งเหาะเหินมา ความเร็วไม่ถือว่ารวดเร็วนัก ทว่าดูล่องลอยดุจควันดั่งหมอก เลือนรางไร้ร่องรอย
เพียงชั่วครู่ ลำแสงนั้นก็ร่อนลงพื้น ปรากฏเป็นร่างสตรีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น ส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน
นางมีรูปโฉมงดงามเหนือโลกีย์ ดวงตาคู่สวยสุกสกาวกระจ่างใส แวววาวมีชีวิตชีวา ราวกับสามารถสื่อสารแทนคำพูดได้
นับว่าเป็นสตรีผู้งดงามล่มเมืองอย่างแท้จริง
กลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกหลานฮวาโชยมาแตะจมูก ทำให้ผู้ที่สูดดมรู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ
“ผู้น้องซูชิวเยว่ คารวะสหายเต๋าทั้งสามท่าน”
ซูชิวเยว่ย่อกายคารวะเล็กน้อย
กู้หย่วนและพวกพ้องอีกสองคนย่อมประสานมือคารวะตอบ ภายนอกดูเหมือนแค่ทักทายตามมารยาท ทว่าภายในกลับลอบแนะนำตัวกันไปมา
เมื่อได้ยินว่ากู้หย่วนประกาศตนว่าเป็นศิษย์แห่งยอดเขาโอสถ ซูชิวเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองเขาอีกครั้ง แววตาของนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ที่แท้ก็สหายเต๋ากู้ ผู้น้องได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของท่านมานานแล้ว”
ชื่อของกู้หย่วนผู้นี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางได้ยินมาไม่ต่ำกว่าสามถึงห้าครั้งแล้ว
เริ่มตั้งแต่การใช้พรสวรรค์กายวิญญาณถึงสองชนิดฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ยอดเขาโอสถ จากนั้นก็ใช้พลังระดับขอบเขตเทียนเหริน สังหารเผ่าอสูรระดับจินตานต่อหน้าธารกำนัล
ต่อมา ก็ประลองคาถาบนเวทีเป็นตายกับลู่คุน ศิษย์สืบทอดของนิกายกู่เสิน และสามารถสังหารอีกฝ่ายได้สำเร็จ
แถมยังเลี้ยงดูสัตว์ประหลาดยุคบรรพกาลอย่างผีเสื้อกระบี่เงาเขียวเอาไว้อีกด้วย
ตัวกู้หย่วนเองก็คงไม่รู้ตัวหรอกว่า วีรกรรมแต่ละอย่างที่เขาก่อขึ้นมานั้น ได้ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ในหมู่คนรุ่นเยาว์แห่งแดนแคว้นฉินไปเสียแล้ว
ดีไม่ดี ชื่อเสียงของเขาในตอนนี้อาจจะไม่ด้อยไปกว่าพวกหลี่ฉางเซิงหรือจี้ชางไห่เลยด้วยซ้ำ
กู้หย่วนย่อมตอบกลับอย่างถ่อมตน
“มิกล้าๆ แม่นางซูชมเกินไปแล้ว”
หญิงสาวรุ่นเยาว์ตรงหน้านี้ คือซูชิวเยว่ ศิษย์แห่งอารามไท่ซวี
ชื่อเสียงเรียงนามของสตรีผู้นี้ กู้หย่วนก็เคยได้ยินมานานแล้ว นางมีชื่อเสียงทัดเทียมกับหลี่ฉางเซิงแห่งยอดเขาโอสถ จี้ชางไห่แห่งนิกายหยวนหมิง เสิ่นอวี้หมิงแห่งถ้ำมังกรพิษ และหวังจู๋ ศิษย์ของเซียนกระบี่วานรขาว
จนถึงตอนนี้ จี้ชางไห่ เสิ่นอวี้หมิง และหลี่ฉางเซิง กู้หย่วนล้วนเคยได้ประจักษ์ฝีมือมาหมดแล้ว แม้ซูชิวเยว่ที่อยู่ตรงหน้าจะมีกลิ่นอายบางเบา ไม่ได้ดูคุกคามดุดันเหมือนจี้ชางไห่และต้วนเฉินที่อยู่ข้างๆ ทว่ากู้หย่วนกลับรู้สึกได้ว่าสตรีผู้นี้มีความลึกลับซ่อนคม คล้ายกับคนที่เก็บงำประกายเอาไว้อย่างมิดชิด
แน่นอนว่า สตรีที่สามารถมีชื่อเสียงเคียงคู่กับจี้ชางไห่และคนอื่นๆ ได้ ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
สำหรับอารามไท่ซวีนั้น แตกต่างจากสำนักใหญ่อย่างยอดเขาโอสถหรือนิกายกู่เสิน อารามไท่ซวีไม่ใช่สำนักใหญ่โตอะไร แต่เป็นเพียงสาขาย่อยของวิถีเต๋าที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน และมีจำนวนคนเพียงหยิบมือเดียว
ว่ากันว่า การสืบทอดของอารามแห่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากยุคบรรพกาล
แน่นอนว่า แม้จะเป็นสำนักเล็กๆ มีศิษย์ในอารามเพียงสิบกว่าคน ทว่าแต่ละคนล้วนเป็นดั่งมังกรและหงส์ในหมู่มวลมนุษย์ทั้งสิ้น
เจ้าอารามเป็นถึงยอดฝีมือระดับหยางเสินขั้นหลงเหมิน ว่ากันว่าตบะของเขาอยู่ห่างจากขอบเขตเซียนแท้หยวนเสินเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นๆ หากไม่ใช่ระดับหยางเสิน ก็เป็นระดับหยินเสินกันทั้งสิ้น
ว่ากันว่า ซูชิวเยว่ผู้นี้ คือหลานศิษย์ของเจ้าอารามไท่ซวีนั่นเอง
หากไม่นับเรื่องชื่อเสียงและขนาดของสำนักแล้ว ยอดเขาโอสถก็ใช่ว่าจะเทียบชั้นกับอารามไท่ซวีแห่งนี้ได้เสมอไป
เรียกได้ว่า ทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครเป็นคนธรรมดาสามัญเลยสักคน หากไม่ใช่ศิษย์สืบทอดของสำนักใหญ่ ก็ต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น
จี้ชางไห่ส่งเสียงผ่านปราณอย่างอารมณ์ดี
“สหายเต๋าซู ข้ากับสหายเต๋าต้วนเฉินต่างก็บำเพ็ญเพียรมาแล้วยี่สิบสามสิบปี อายุอานามก็มากกว่าเจ้า การที่เจ้าเรียกตัวเองว่าผู้น้องนั้นย่อมไม่มีปัญหา แต่ว่ากู้น้อยผู้นี้เพิ่งจะอายุสิบแปดปี อ่อนกว่าเจ้าตั้งหกเจ็ด…”
พูดไม่ทันขาดคำ เมื่อเห็นซูชิวเยว่ขมวดคิ้วเรียวสวย นัยน์ตาฉายแววเย็นชาแฝงเจตนาร้าย จี้ชางไห่ก็หัวเราะเจื่อนๆ รีบเอ่ยแก้ตัว
“เอ่อ… ดูปากเสียๆ ของข้าสิ ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกันนะ ถือว่าข้าไม่ได้พูด”
กู้หย่วนยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวธรรมดา หรือผู้บำเพ็ญเพียรหญิงในโลกหล้า ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องอายุอานามของตัวเองกันทั้งนั้น
จี้ชางไห่ปั้นหน้าขรึม หุบรอยยิ้มลง
“เอาล่ะๆ กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า ในเมื่อพวกเรามากันครบแล้ว หากพวกท่านไม่มีธุระอะไรอีก พวกเราก็ออกเดินทางกันตอนนี้เลยดีไหม?”
กู้หย่วนถามด้วยความสงสัย
“พี่จี้ ป้ายคำสั่งมังกรชาดหนึ่งแผ่น มีโควตาตั้งเก้าที่ ตอนนี้พวกเรามีกันแค่สี่คน จะไม่เป็นการสิ้นเปลืองไปหน่อยหรือ?”
จี้ชางไห่ส่ายหน้า
“มีพวกเราสี่คนก็เกินพอแล้ว เจ้าต้องรู้ไว้นะว่า เรื่องพรรค์นี้เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ยิ่งคนมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดเรื่องไม่คาดฝันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น”
“ก็จริงของท่าน”
กู้หย่วนพยักหน้าเห็นด้วย
ในตอนนั้นเอง ทั้งสี่ก็เหาะเหินทะยานร่าง พุ่งตรงไปยังประตูยักษ์สีแดงชาดที่ลอยอยู่กลางอากาศ
กู้หย่วนหรี่ตาลง ยิ่งเข้าใกล้ประตูบานมหึมานี้มากเท่าไร แรงกดดันก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น
ประตูยักษ์บานนี้สูงตระหง่านกว่าร้อยจั้ง พื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลายโบราณอันลึกลับซับซ้อน กลิ่นอายความยิ่งใหญ่อลังการแผ่ซ่านออกมา ดูเก่าแก่ทว่ากลมกลืนเป็นธรรมชาติ ราวกับเป็นประตูที่เชื่อมต่อไปยังดินแดนเซียนในตำนานก็มิปาน
ด้วยพลังกดทับจากประตูยักษ์บานนี้ ห้วงมิติรอบๆ ดูเหมือนจะหนาแน่นและแข็งแกร่งขึ้น ราวกับแผ่นเหล็กกล้าที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
จี้ชางไห่พลิกฝ่ามือ ปรากฏป้ายคำสั่งสีแดงชาดขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมา สิ่งนี้คือป้ายคำสั่งมังกรชาดนั่นเอง
ในขณะนี้ ป้ายคำสั่งมังกรชาดดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง มันเปล่งแสงสีแดงสว่างไสว สอดประสานรับกับแสงจากประตูยักษ์สีแดงชาด
แสงจากป้ายคำสั่งมังกรชาดสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานก็สาดส่องครอบคลุมร่างของกู้หย่วน จี้ชางไห่ และคนอื่นๆ รวมสี่คนเอาไว้ จากนั้นก็ห่อหุ้มร่างของพวกเขา พุ่งทะยานเข้าหาประตูยักษ์
วินาทีที่ปะทะเข้ากับประตูยักษ์ กู้หย่วนรู้สึกเพียงว่าร่างกายเบาหวิวขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะหนักอึ้งลงอย่างกะทันหัน ทัศนียภาพเบื้องหน้าสว่างวาบขึ้นมา ทั้งสี่คนปรากฏตัวขึ้นเหนือผืนป่าทึบโบราณแห่งหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน เสียงนกร้องและเสียงสัตว์ป่าคำรามก็แว่วมาแต่ไกล ดังระงมสลับกันไปมาไม่ขาดสาย
(จบตอน)