ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 249 เข้าสู่ตำหนักเซียนมังกรชาด!
ทว่ากระบี่เล่มนี้แม้จะดีเยี่ยม แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาหลอมสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง หากจะนำมาใช้เป็นของวิเศษประจำกาย ย่อมต้องมีข้อติดขัดอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หากสามารถนำมาหลอมสกัดใหม่อีกสักรอบได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีไม่น้อย
“อืม ก็ดีเหมือนกัน”
นักพรตเฮ่อหลิงประหลาดใจเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ก็จริงนะ ด้วยความเร็วในการฝึกปรือของเจ้า อีกไม่นานก็คงจะสามารถควบแน่นจินตานได้สำเร็จ ถึงเวลาแล้วล่ะที่เจ้าจะต้องมีกระบี่บินคู่กายเป็นของตัวเองสักเล่ม”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน อาจารย์จะถ่ายทอดคัมภีร์สรรพมรรคากระบี่บินให้เจ้าหนึ่งเล่มก็แล้วกัน”
พูดจบ นักพรตเฮ่อหลิงก็ยื่นนิ้วชี้ออกไป ลำแสงสายหนึ่งพุ่งวาบเข้าสู่หว่างคิ้วของกู้หย่วน
กู้หย่วนหรี่ตาลง กวาดสายตาอ่านตัวอักษรในคัมภีร์ที่ปรากฏขึ้นในหัวอย่างคร่าวๆ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
สรรพมรรคากระบี่บินเล่มนี้ครอบคลุมเนื้อหาครบถ้วนบริบูรณ์ นอกเหนือจากเคล็ดวิชาหลอมสกัดกระบี่บินแล้ว ยังมีเคล็ดวิชาบำรุงรักษากระบี่อีกด้วย
ทว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิชาหลอมสร้างอาวุธวิเศษนั้น กลับทำให้กู้หย่วนปวดหัวอยู่บ้าง
วิชาหลอมสร้างอาวุธวิเศษก็ไม่ต่างอะไรกับวิชาหลอมโอสถ ล้วนเป็นวิถีนอกรีต ทว่าความลึกล้ำกว้างขวางของมัน กลับไม่ด้อยไปกว่าวิชาหลอมโอสถเลยแม้แต่น้อย
หากคิดจะหลอมสร้างกระบี่บิน ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับวิถีนอกรีตแขนงนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องเสียเวลาและแรงกายแรงใจเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับวิชาหลอมโอสถ เขายังสามารถอาศัยพรสวรรค์มายาพันแปรของไฉ่อวิ๋นมาช่วยฝึกฝนและยกระดับได้ ทว่าสำหรับวิชาหลอมสร้างอาวุธวิเศษ เขาคงต้องพึ่งพาตัวเองล้วนๆ เสียแล้ว
แต่โชคยังดีที่อย่างน้อยวิชากระบี่ของเขาก็ลึกล้ำแตกฉานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถึงเวลาที่ต้องหลอมกระบี่บินจริงๆ ก็คงจะราบรื่นขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย
หลังจากนั้น กู้หย่วนก็สนทนาสัพเพเหระกับนักพรตเฮ่อหลิงอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะขอตัวลาจากไป
กว่าครึ่งเดือนต่อมา
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา คิ้วกระบี่ดุจดวงดาว แววตาแฝงความเฉียบคมดุดันผู้หนึ่ง เดินออกจากตลาดฉงหมิง
เมื่อมาถึงยอดเขาแห่งหนึ่ง ไม่นานนัก เต่าหยกดำขนาดเท่าฝ่ามือตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเรียก เต่าหยกดำตัวนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในถุงสัตว์วิญญาณในทันที
เด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกู้หย่วน
บัดนี้ วันเวลาที่นัดหมายกับจี้ชางไห่ก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว เขาจึงออกเดินทางจากเมือง ตั้งใจจะพาสัตว์วิญญาณทั้งเจ็ดมุ่งหน้าไปยังตำหนักเซียนมังกรชาด
ใช่แล้ว กู้หย่วนตั้งใจจะพาสัตว์วิญญาณตัวน้อยทั้งเจ็ดไปด้วยทั้งหมด
เหตุผลประการแรก การให้พวกมันติดตามอยู่ข้างกาย ในยามคับขันก็อาจจะช่วยเหลือเขาและสร้างประโยชน์ใหญ่หลวงให้เขาได้
เหตุผลประการที่สอง การปล่อยสัตว์วิญญาณเหล่านี้ไว้ข้างนอกก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรนัก
เหตุผลประการที่สาม ภายในตำหนักเซียนมังกรชาดอาจมีวาสนาบางอย่างซ่อนอยู่ เช่น แก่นอสูรของสัตว์อสูรเป็นต้น หากได้มาสักสองสามเม็ด ย่อมเป็นผลดีต่อสัตว์วิญญาณเหล่านี้อย่างแน่นอน
เพราะถึงอย่างไร เจ้าต้าจุ่ยที่กลืนกินแก่นอสูรของเฮยเซียวจื่อเข้าไป ก็ได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากแก่นอสูรเม็ดนั้น จนตอนนี้อัตราการเติบโตพุ่งสูงถึง 98% เข้าไปแล้ว
นอกจากนี้ รูปลักษณ์และสรีระของกู้หย่วนในปัจจุบัน ก็ไม่ใช่รูปลักษณ์เดิมของเขา แต่เป็นรูปลักษณ์ที่ถูกดัดแปลงด้วยวิชาเทวะจันทราสะท้อนวารี
เพราะถึงอย่างไร ไม่ว่าจี้ชางไห่จะเคยทำเรื่องชั่วช้ามาหรือไม่ แต่อย่างน้อยฐานะของเขาก็ประจักษ์ชัดอยู่ทนโท่ ว่าเป็นถึงศิษย์สืบทอดแห่งนิกายหยวนหมิง
หากศิษย์สำนักใหญ่วิถีเซียนอย่างเขา ไปคลุกคลีตีโมงกับอีกฝ่ายอย่างโจ่งแจ้ง ย่อมดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เขาคงต้องพบเจอกับปัญหาใหญ่ในสำนักยอดเขาโอสถเป็นแน่
หลังจากเก็บเหยาต้าเข้าไปแล้ว กู้หย่วนก็เรียกกลุ่มเมฆหมอกมารวมตัวกัน เขายืนหยัดอยู่เบื้องบน แล้วทะยานร่างเหาะเหินมุ่งหน้าไปยังตำหนักเซียนมังกรชาด
หนึ่งชั่วยามต่อมา กู้หย่วนก็มาถึงบริเวณด้านหน้าตำหนักเซียนมังกรชาด
ตำหนักเซียนมังกรชาดในยามนี้ ปรากฏรูปลักษณ์ภายนอกเป็นประตูสีแดงชาดบานมหึมา สูงตระหง่านกว่าร้อยจั้ง บนบานประตูสลักเสลาลวดลายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอีกาเพลิง อสรพิษเพลิง คางคกเพลิง ภูตเพลิง กระทิงเพลิง มังกรเพลิง ฯลฯ ดูสมจริงมีชีวิตชีวา ราวกับพร้อมจะทะยานออกมาได้ทุกเมื่อ
ในขณะนี้ ประตูเซียนบานนี้กำลังตั้งตระหง่านอยู่กลางอากาศ โดยรอบๆ บริเวณมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเฝ้ารออยู่
กู้หย่วนกวาดสายตามองเพียงแวบเดียว ก็พบเห็นผู้บำเพ็ญเพียรมากมายมาเฝ้ารออยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนมีตบะธรรมดาสามัญ บางคนถึงกับยังไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ หรือปรมาจารย์ยุทธ์เซียนเทียนเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ต่างก็หมายปองตำหนักเซียนมังกรชาดเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ สิ่งสำคัญที่สุดในการเข้าสู่ตำหนักเซียนมังกรชาดก็คือป้ายคำสั่งมังกรชาด
ของวิเศษชิ้นนี้ หากกู้หย่วนไม่ได้บังเอิญพบกับจี้ชางไห่ ก็ใช่ว่าจะได้โควตามาครอบครองง่ายๆ
แล้วนับประสาอะไรกับผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรธรรมดาๆ หรือแม้กระทั่งปรมาจารย์ยุทธ์เหล่านี้เล่า?
น่าเสียดายที่ต่อให้คนเหล่านี้จะหมายปองตำหนักเซียนมังกรชาดมากเพียงใด แต่ด้วยฐานะและตบะของพวกเขา การจะได้โควตามาสักที่หนึ่ง ย่อมยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
กู้หย่วนไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นมากนัก เขาหามุมเงียบสงบมุมหนึ่ง นั่งขัดสมาธิลง แล้วเฝ้ารออย่างสงบ
การปรากฏตัวของกู้หย่วนดึงดูดความสนใจของใครหลายคนได้ไม่น้อย
แม้ตบะของคนเหล่านี้อาจจะไม่สูงส่งนัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีสายตาที่เฉียบคมอยู่บ้าง
กู้หย่วนเหาะเหินมาบนหมู่เมฆ ท่วงท่าดูสงบเยือกเย็น ทว่าระหว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเย็นชาและคมกริบดุดัน ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ใช่พวกที่จะตอแยได้ง่ายๆ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีสายตาหลายคู่จับจ้องมองมา แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับเข้ามาใกล้เลยแม้แต่คนเดียว
กู้หย่วนโคจรลมปราณไท่หยวน ดูดซับไอน้ำจากฟ้าดินรอบๆ ตัวอย่างช้าๆ ทำให้ตบะภายในร่างกายบริสุทธิ์และกระจ่างใสยิ่งขึ้น
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
จนกระทั่งรุ่งสางของวันถัดมา เมื่อดวงอาทิตย์ทอแสง กู้หย่วนก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จึงลืมตาขึ้น
จากนั้น เขาก็เห็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากแดนไกล ความเร็วของลำแสงสายนั้นรวดเร็วยิ่งนัก เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้า แล้วร่อนลงตรงหน้ากู้หย่วน
ผู้ที่มาเยือนเป็นชายหนุ่มผู้บำเพ็ญเพียรรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดคลุมยาวสีม่วง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจดจนแทบจะเรียกได้ว่างดงามราวกับอิสตรี ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดดุจหยก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เปล่งประกายแวววาวประดุจอัญมณี คล้ายกับซุกซ่อนพลังเวทมนตร์ลึกลับบางอย่างเอาไว้
ฝ่ามือทั้งสองข้างขาวเนียนดุจหยก ทว่ากลับกว้างใหญ่และเรียวยาว ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยใดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังกุมพลังอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้
เพียงแค่เขายืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น ก็แผ่ซ่านกลิ่นอายความยิ่งใหญ่และลึกลับออกมา ราวกับถูกห่มคลุมด้วยม่านหมอก ทำให้ผู้คนไม่อาจมองทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงได้
“สหายเต๋ามาถึงเร็วเสียจริง”
จี้ชางไห่แย้มยิ้มพลางประสานมือคารวะกู้หย่วนเล็กน้อย
กู้หย่วนยืดตัวลุกขึ้น ประสานมือตอบพลางหัวเราะร่วน
“มิกล้าๆ ตัวข้ากู่ผู้นี้ว่างเว้นจากธุระปะปังพอดี ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มารอที่นี่แต่เนิ่นๆ เสียยังจะดีกว่า”
ตัวกู่ผู้นี้ … จี้ชางไห่อมยิ้ม ทันใดนั้นก็เข้าใจความหมายของกู้หย่วน คำว่า “กู่” พ้องเสียงกับคำว่า “กู้” เขาตั้งใจจะบอกใบ้ถึงตัวตนของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง จึงเอ่ยว่า
“สหายเต๋ากู่กล่าวได้ถูกต้อง ส่วนสหายเต๋าอีกสองท่าน เดี๋ยวคงจะตามมา สหายเต๋าโปรดรอสักครู่เถิด”
กู้หย่วนพยักหน้ารับ
“ไม่รีบร้อน”
ไม่นานนัก ก็มีลำแสงสีเทาเงินพุ่งทะยานตามมา ลำแสงสายนั้นพุ่งวาบราวกับดาวตก ความเร็วไม่ด้อยไปกว่าจี้ชางไห่เมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อลำแสงร่อนลงตรงหน้ากู้หย่วนและจี้ชางไห่ ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง
คนผู้นี้ไว้ผมยาวสยายจรดเอว แผ่ซ่านประกายแสงสีน้ำเงินอมม่วงอันน่าหลงใหล แตกต่างจากความหล่อเหลาที่แฝงความชั่วร้ายของจี้ชางไห่ รูปลักษณ์ของคนผู้นี้ค่อนไปทางหมดจดงดงาม ทว่ากลับไร้ซึ่งความอ่อนช้อยแบบอิสตรีโดยสิ้นเชิง
ดวงตาคู่นั้นดำขลับตัดกับตาขาวอย่างชัดเจน ราวกับสามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจผู้คนได้
“สหายเต๋าต้วน”
จี้ชางไห่พยักหน้าทักทาย
ผู้มาเยือนประสานมือคารวะตอบ จากนั้นจี้ชางไห่จึงเอ่ยแนะนำ
“สหายเต๋ากู่ ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก นี่คือต้วนเฉิน สหายเต๋าต้วน เป็นถึงศิษย์สืบทอดของสำนักกระบี่ดารา”
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว จี้ชางไห่ได้ลอบบอกตัวตนที่แท้จริงของกู้หย่วนให้ต้วนเฉินรู้แล้ว และไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับกู้หย่วนด้วย
ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเขาทั้งหลายต่างก็ได้ลงนามในสัตย์สาบานโลหิตร่วมกันแล้ว บนนั้นย่อมมีชื่อของแต่ละคนปรากฏอยู่ ดังนั้นจึงไม่อาจปิดบังตัวตนซึ่งกันและกันได้
กู้หย่วนประหลาดใจเล็กน้อย ต้องรู้ก่อนว่าจี้ชางไห่นั้นเป็นถึงศิษย์สืบทอดของนิกายหยวนหมิง แม้แต่ตัวเขายังต้องระวังตัว ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
ทว่าต้วนเฉินผู้เป็นถึงศิษย์สืบทอดของสำนักกระบี่ดารา กลับกล้ามาคลุกคลีกับจี้ชางไห่อย่างโจ่งแจ้ง ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
(จบตอน)