ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 294 หยกวิเศษหลิงหลง!
“เอ๊ะ?”
จี้เยวี่ยเฟยจู่ๆ ก็ร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ สายตาจับจ้องไปยังเตาหลอมอาวุธเตาหนึ่ง
นางเพ่งมองปิ่นหยกที่สาดประกายแสงห้าสีงดงามตระการตาอยู่ด้านใน ราวกับจะมองเห็นอะไรบางอย่าง
“นี่มัน… อาวุธเวทที่หลอมมาจากหยกวิเศษหลิงหลงนี่นา…”
“อะไรนะ? หยกวิเศษหลิงหลงงั้นหรือ?!”
เหยียนเสี่ยวหลิงที่อยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหูผึ่ง ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามประณีตปรากฏริ้วแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น นางรีบเข้าไปพินิจพิจารณาอาวุธเวทชิ้นนี้ทันที
หากเป็นแค่อาวุธเวทธรรมดา ต่อให้เป็นอาวุธเวทระดับสุดยอด นางก็คงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้หรอก ท้ายที่สุดแล้ว ทั่วทั้งหอหลอมอาวุธแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยของดีๆ ทั้งนั้น
ประเด็นสำคัญคือ อาวุธเวทชิ้นนี้ใชัหยกวิเศษหลิงหลงเป็นวัสดุหลักในการหลอมน่ะสิ
หยกวิเศษหลิงหลงคืออะไร?
มันคือหยกประหลาดที่หาได้ยากและล้ำค่ายิ่งนัก โดยตัวมันเองก็เป็นวัสดุชั้นยอดที่เหมาะแก่การหลอมอาวุธเวทหรือของวิเศษอยู่แล้ว แต่สรรพคุณที่สำคัญที่สุดก็คือ หยกประหลาดชนิดนี้สามารถหล่อเลี้ยงร่างกาย มีสรรพคุณสุดมหัศจรรย์ที่ทำให้สตรีคงความอ่อนเยาว์และรูปลักษณ์อันงดงามไว้ได้ตลอดกาล
พูดง่ายๆ ก็คือ มันทำให้คนสวยขึ้นนั่นเอง!
ไม่ว่าจะเป็นสตรีธรรมดาหรือผู้ฝึกตนหญิง ล้วนให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของตนเองอย่างยิ่ง กระทั่งสำหรับสตรีบางคน มันอาจจะสำคัญกว่าชีวิตของพวกนางเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ของสิ่งนี้จึงมีความหมายอันยิ่งใหญ่ต่อสองสาวอย่างไม่ต้องสงสัย!
กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า หากนำของวิเศษอานุภาพทำลายล้างสูงสักชิ้น มาวางคู่กับของวิเศษที่หลอมจากหยกวิเศษหลิงหลงชิ้นนี้ ให้สองสาวเลือก พวกนางเก้าในสิบส่วนจะต้องเลือกปิ่นหยกวิเศษหลิงหลงชิ้นนี้อย่างแน่นอน!
แน่นอนว่า หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนชาย ร้อยทั้งร้อยก็คงเลือกของวิเศษอานุภาพทำลายล้างสูงนั่นแหละ
เหยียนเสี่ยวหลิงแทบจะรอไม่ไหว นางก้าวไปข้างหน้า ยื่นฝ่ามือเรียวขาวเนียนออกไปทาบลงบนเตาหลอมอาวุธ
ครู่ต่อมา นางก็ชักมือกลับด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น บนใบหน้าปรากฏแววประหลาดใจระคนยินดีอยู่ลางๆ
“ศิษย์น้องเหยียน เป็นอะไรไป มีปัญหาอะไรงั้นหรือ?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาแปลกๆ ของเหยียนเสี่ยวหลิง จี้เยวี่ยเฟยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
เหยียนเสี่ยวหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพิ่งรู้วิธีที่จะเอาอาวุธเวทในเตาหลอมพวกนี้ออกมาแล้วล่ะ”
จี้เยวี่ยเฟยถามด้วยความสงสัย
“ต้องทำอย่างไรหรือ?”
เหยียนเสี่ยวหลิงตอบ
“หากต้องการครอบครองอาวุธเวทในเตาหลอมเหล่านี้ เพียงแค่รับการโจมตีจากมันให้ได้หนึ่งครั้ง หากรับไม่ไหว ได้รับบาดเจ็บ หรือถึงขั้นตาย ก็ถือว่าโชคร้ายไปเอง”
รับการโจมตีหนึ่งครั้ง เงื่อนไขนี้ก็ดูไม่ยากเท่าไหร่นะ… กู้หย่วนได้ยินดังนั้น นัยน์ตาก็สาดประกายแสงวูบหนึ่ง
ในขณะที่ความคิดนี้เพิ่งแล่นเข้ามาในหัว กู้หย่วนก็เห็นผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักเริ่มลงมือแล้ว
ผู้ฝึกตนคนนั้นรูปร่างอ้วนเตี้ย ศีรษะโตหูใหญ่ ดูมีน้ำมีนวลเป็นเศรษฐี โดยเฉพาะกลิ่นอายอันหนักแน่นและทรงพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
จากสายตาของกู้หย่วน เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่ฝึกฝนคัมภีร์เต๋าธาตุดินที่ลึกล้ำไม่เบา ซ้ำยังฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นสูงส่งแล้วด้วย มิเช่นนั้นคงไม่มีบุคลิกเช่นนี้แน่
และวิชาเทวะธาตุดิน ก็มักจะขึ้นชื่อเรื่องความหนักแน่น ทรงพลัง และมีพลังป้องกันที่น่าทึ่งอยู่แล้ว
มิน่าล่ะ ผู้ฝึกตนคนนี้ถึงได้ตัดสินใจลงมืออย่างไม่ลังเล
พูดกันตามตรง ค่ายกลที่นักพรตมังกรชาดทิ้งไว้ที่นี่ ก็ถือเป็นบททดสอบรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
บททดสอบที่หอวิถีโอสถ มุ่งเน้นไปที่สติปัญญาและวิชาหลอมโอสถของผู้ฝึกตน ส่วนบททดสอบที่นี่ มุ่งเน้นไปที่ตบะบารมีและพละกำลัง!
หากมีพละกำลังแข็งแกร่ง ย่อมไม่กลับไปมือเปล่าแน่นอน
ผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยผู้นี้เด็ดขาดมาก เขาหมายตาอาวุธเวทในเตาหลอมตรงหน้าไว้แล้ว ทันทีที่เขากระตุ้นบททดสอบ เตาหลอมอาวุธตรงหน้าก็ปะทุคลื่นพลังอันรุนแรงออกมาทันที
แสงวิญญาณสีเหลืองคล้ำดุจสีกระเบื้องดินเผา พุ่งทะลักออกมาจากเตาหลอมราวกับเกลียวคลื่น กระจายตัวออกไปทั่วทุกสารทิศ
แรงกดดันอันหนักอึ้งและทรงพลังแผ่ซ่านออกไป ผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้ๆ ล้วนรู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าอึดอัด
จากนั้น ภูเขาจำลองขนาดเท่าฝ่ามือลูกหนึ่งก็ลอยออกมาจากเตาหลอมอาวุธ
ภูเขาจำลองลูกนี้มีสีเหลืองหม่นทั้งลูก ดูคล้ายดินคล้ายหิน ทว่ากลับเล็กกะทัดรัดประณีต แม้จะดูเหมือนเป็นแค่ของจำลอง แต่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันหนักอึ้งดุจขุนเขาออกมา
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลนี้ ผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยก็หน้าถอดสี รีบควักอาวุธเวทชิ้นหนึ่งออกมาลอยไว้เหนือหัวอย่างไม่ลังเล พร้อมกันนั้นก็ร่ายวิชาเทวะคุ้มกายสารพัดชนิดเพื่อปกป้องตัวเอง
ภูเขาจำลองสีเหลืองหม่นลอยสูงขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจ ก็ขยายใหญ่เท่าบ้านหลังหนึ่ง
จากนั้น ภูเขาขนาดเท่าบ้านก็ร่วงหล่นลงมาตรงๆ อากาศโดยรอบส่งเสียง “ครืนๆ” ดังสนั่นหวั่นไหว ก่อให้เกิดเสียงหวีดร้องอันอึดอัดและพิลึกพิลั่น ราวกับว่าภูเขาลูกนี้หนักอึ้งจนอากาศไม่อาจรองรับน้ำหนักของมันได้ จึงส่งเสียงร้องออกมา
อาวุธเวทของผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยนั้นก็ถือว่ามีคุณภาพไม่เลว มันคือลูกปัดขนาดเท่ากำปั้น เปล่งประกายแสงสีเทาดำ สกัดกั้นอยู่เหนือศีรษะของเขา
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวของภูเขาสีเหลืองหม่น แสงวิญญาณสีเทาดำที่แผ่ออกมาจากลูกปัดอาวุธเวท กลับบอบบางราวกับเปลือกไข่ ถูกก้อนหินทุบจนแหลกละเอียดอย่างง่ายดาย ซ้ำยังไม่อาจชะลอความเร็วของภูเขาลงได้แม้แต่นิดเดียว
กระทั่งตัวลูกปัดวิญญาณเอง ก็ยังส่งเสียง “แกรก แกรก” และแตกสลายไป
“แย่แล้ว!”
ผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง คิดไม่ถึงเลยว่าอาวุธเวทภูเขาสีเหลืองหม่นลูกนี้จะมีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้ กระทั่งอาวุธเวทของตนเองก็ยังต้านทานไม่อยู่
ดูจากทรงแล้ว หากปล่อยให้มันตกลงมาทับ ดีไม่ดีเขาอาจจะถูกทับจนตายคาที่!
ทว่าตอนนี้ หากเขาคิดจะเปลี่ยนใจก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาไม่มีเวลามามัวเสียใจ ทำได้เพียงทุ่มเทกำลังทั้งหมดโคจรปราณแท้ กระตุ้นวิชาเทวะ เพื่อเพิ่มอานุภาพของวิชาเทวะคุ้มกายหลายชั้นบนผิวกายให้แข็งแกร่งขึ้นอีกสักหน่อย
วินาทีต่อมา ภูเขาสีเหลืองหม่นก็ทิ้งตัวลงมาทับ
ปัง!
แกรก!
พร้อมกับเสียงแตกหักอันคมชัดและรวดเร็วสองสามครั้ง วิชาเทวะคุ้มกายเหล่านั้นก็แตกสลายและถูกฉีกทึ้งจนขาดวิ่น
ส่วนผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยนั้น กระทั่งเสียงร้องโหยหวนสั้นๆ ก็เปล่งออกมาได้เพียงครั้งเดียว ก่อนจะถูกทับจนเละเป็นโจ๊ก
พื้นดินทั่วทั้งหอหลอมอาวุธสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้น ภูเขาสีเหลืองหม่นก็หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว กลายสภาพเป็นแสงสีเหลืองสายหนึ่ง พุ่งกลับเข้าไปในเตาหลอมอาวุธดังเดิม
“……”
ผู้ฝึกตนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เดิมทีหลายคนยังมีสีหน้ายินดีปรีดา ราวกับกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ ทว่าเมื่อเห็นผู้ฝึกตนอ้วนเตี้ยตายอนาถขนาดนี้ ก็ถึงกับหงอไปตามๆ กัน
จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงก็เบิกตากว้าง อึ้งจนพูดไม่ออกเช่นกัน
กระทั่งกู้หย่วนเองก็ยังหนังตาตากระตุกรัวๆ สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดเสียว
เขารู้ดีว่าอาวุธเวท ของวิเศษ และอาวุธเทวะเหล่านี้มีอานุภาพไม่ธรรมดา แต่เมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง
นี่เป็นแค่อาวุธเวทชิ้นหนึ่งเท่านั้นนะ อานุภาพยังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ กระทั่งตัวเขาเองก็ยังต้องรับมืออย่างระมัดระวัง
นี่ถ้าเปลี่ยนเป็นของวิเศษ อานุภาพของมันจะไม่ยิ่งน่ากลัวกว่านี้เป็นร้อยเท่าหรอกหรือ?!
“ไม่ถูกสิ!”
กู้หย่วนพินิจพิจารณาอาวุธเวทและของวิเศษเหล่านี้ สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
“อาวุธเวทและของวิเศษเหล่านี้ ในระหว่างที่ได้รับการหล่อเลี้ยงและหลอมกลั่นจากเพลิงแท้แก่นปฐพี พวกมันก็สะสมพลังอานุภาพเอาไว้จนเต็มเปี่ยมด้วย ดังนั้นอานุภาพของมันถึงได้รุนแรงขนาดนี้”
“ศิษย์พี่หญิง พวกเราเอาแบบนี้ดีไหม…”
เหยียนเสี่ยวหลิงดึงแขนเสื้อจี้เยวี่ยเฟย ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่
ส่วนกู้หย่วน ไม่ได้สนใจสตรีสองคนที่เริ่มมีอาการลุ่มหลงมัวเมาคู่นี้ สายตาของเขาจับจ้องไปยังอาวุธเทวะทวนวงเดือนเล่มนั้น แววตาสาดประกายวูบวาบไม่หยุดหย่อน
(จบตอน)