ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 299 ความคิดเล็กๆ ในใจของสองสาว
จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงไม่ใช่คนที่มีนิสัยโลภมากไร้ขอบเขต เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หย่วน พวกนางก็พยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ทั้งสามคนออกจากหอหลอมอาวุธอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป
ระหว่างทาง กู้หย่วนก็ได้พบกับคนคุ้นเคยอย่างจี้ชางไห่และซูชิวเยว่
เมื่อเห็นทั้งสองคนมีรอยยิ้มเต็มหน้า ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่เบา กู้หย่วนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและเอ่ยทัก
“ดูท่าสหายนักพรตทั้งสองคงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้ไม่น้อยเลยสิ”
ตอนนี้ถ้ำมังกรชาดถูกสำรวจไปกว่าครึ่งแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจี้ชางไห่และซูชิวเยว่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
อีกอย่าง ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสามคนก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง อย่างมากก็แค่นัดแนะกันมาสำรวจตำหนักเซียนมังกรชาดด้วยกันเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร
“ข้ากับพี่จี้ได้ของติดไม้ติดมือมาบ้างจริงๆ นั่นแหละ แต่ผู้น้องเดาว่า พี่กู้เองก็น่าจะได้ของดีไปไม่น้อยเหมือนกันใช่หรือไม่?”
จี้ชางไห่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ซูชิวเยว่ก็ชิงตอบกลับมาก่อน
ขณะที่พูด ดวงตาคู่สวยของนางก็ปรายตามองจี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิง แววตาแปลกๆ ที่เผยออกมานั้นทำให้สองสาวรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง
สายตาที่พวกนางใช้มองสตรีผู้นี้ จึงแฝงความรู้สึกเป็นปรปักษ์ขึ้นมาจางๆ
พวกนางสองคนไม่ได้โง่ ย่อมเข้าใจดีว่าสายตาของซูชิวเยว่หมายความว่าอย่างไร เห็นได้ชัดว่านางกำลังคิดว่าพวกนางสองคนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนบางอย่างกับกู้หย่วน
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีมูลหรือไม่ พวกนางย่อมรู้อยู่แก่ใจ ความจริงมันก็เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด อธิบายสั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งเมินไปเสียก็สิ้นเรื่อง
ทว่าพวกนางกลับขี้เกียจเปลืองน้ำลาย ปัญหาสำคัญคือ กู้หย่วนดูเหมือนจะรู้จักมักจี่กับผู้หญิงคนนี้ แถมยังดูสนิทสนมกันพอสมควร นี่ต่างหากที่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้สองสาวรู้สึกหงุดหงิด
พวกนางสองคนรู้จักกู้หย่วนมาได้ไม่นานนัก แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา การกระทำและฝีมือต่างๆ ของกู้หย่วนล้วนอยู่ในสายตาของพวกนางมาโดยตลอด
พูดกันตามตรง ไม่ว่าจะเป็นระดับพลังวิชาเทวะ พรสวรรค์ ไปจนถึงเพลงกระบี่ หรือวิชาหลอมโอสถ ทุกอย่างของกู้หย่วนล้วนโดดเด่นเหนือชั้น ในบรรดาคนรุ่นเยาว์แห่งแวดวงบำเพ็ญเพียรแดนใต้ คนที่พอจะเทียบเคียงเขาได้ เกรงว่าคงมีเพียงหยิบมือ
คนที่มีอนาคตไกลไร้ขีดจำกัด มีศักยภาพพอจะก้าวไปถึงระดับหยางเสิน หรือแม้กระทั่งระดับหยวนเสินได้เช่นนี้ ต่อให้เป็นพวกนางสองคน ก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหวอยู่บ้าง
เส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้นยากลำบากและแสนเข็ญ การจะประสบความสำเร็จได้ ต่อให้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ รากฐานกระดูกแข็งแกร่ง และมีวาสนามากพอ ก็ใช่ว่าจะรับประกันได้เสมอไป
ไม่เห็นหรือว่า มีอัจฉริยะนักบำเพ็ญเพียรจากสำนักใหญ่ตั้งมากมายที่ไม่เคยขาดแคลนวาสนาและทรัพยากร แต่สุดท้ายก้าวไปถึงระดับหยินเสินได้ก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว มีถมเถไปที่แม้แต่ขั้นจินตานก็ยังไม่อาจคว้ามาได้
ส่วนกู้หย่วนนั้น ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การแสดงออกของเขาได้ทำให้พวกนางสองคนยอมรับนับถืออย่างหมดใจ
แน่นอนว่าเรื่องนี้ สำหรับเหยียนเสี่ยวหลิงคงไม่เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยจี้เยวี่ยเฟยก็ไม่มีทางยอมรับออกมาเด็ดขาด
นางจำได้แม่นยำทีเดียว ว่าเจ้าภูเขาของนางนั้น เห็นได้ชัดว่ารู้จักกับกู้หย่วนมาก่อน...
“ฮะๆ ก็ได้มานิดหน่อย ได้มานิดหน่อย…”
กู้หย่วนเอ่ยรับคำไปสองสามประโยค จากนั้นทั้งห้าคนก็ตกลงเดินร่วมทางไปด้วยกัน
เมื่อเห็นกู้หย่วนพูดคุยสัพเพเหระกับจี้ชางไห่และซูชิวเยว่ จี้เยวี่ยเฟยกับเหยียนเสี่ยวหลิงก็เริ่มเข้าใจแจ่มแจ้งว่า กู้หย่วนรู้จักกับสองคนนี้จริงๆ แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันถึงขั้นนั้น
สิ่งนี้ทำให้สองสาวแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รู้ฐานะของคนทั้งสอง สองสาวก็ยังแอบรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่น้อย
จี้ชางไห่และซูชิวเยว่ ทั้งคู่ล้วนเป็นหัวกะทิในหมู่คนรุ่นเยาว์แห่งแวดวงบำเพ็ญเพียรแดนใต้ และเป็นสองบุคคลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นที่สุดในยุคนี้
สำหรับชื่อเสียงเรียงนามของทั้งสองคน พวกนางย่อมต้องเคยได้ยินมาก่อน
ตอนแรกอาจจะประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่นานพวกนางก็คิดตก
สองคนนี้ไม่ธรรมดาก็จริง แต่กู้หย่วนก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ดีไม่ดี หากประเมินจากผลงานที่ผ่านมา เขายังแข็งแกร่งกว่าสองคนนี้ไปอีกขั้นด้วยซ้ำ การที่พวกเขาจะรู้จักกันก็ถือเป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘มังกรย่อมไม่คบค้าสมาคมกับงู’ อัจฉริยะปีศาจอย่างกู้หย่วน จะมีเพื่อนเป็นยอดอัจฉริยะหาตัวจับยากอย่างจี้ชางไห่และซูชิวเยว่ต่างหาก ถึงจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
“พี่กู้ เดี๋ยวอีกสักพัก ข้าอาจจะต้องรบกวนขอให้ท่านช่วยอะไรสักหน่อย”
ระหว่างที่เดินไปด้วยกัน จี้ชางไห่ก็หันมากล่าวกับกู้หย่วน
“โอ้? ช่วยอะไรหรือ?”
กู้หย่วนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
จี้ชางไห่ยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงความหมายลึกซึ้ง
“เรื่องนี้ยังบอกไม่ได้แน่ชัด ข้าเพียงหวังว่าถึงเวลานั้นท่านจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แน่นอนว่าหากถึงตอนนั้น ข้าย่อมมีสิ่งตอบแทนอย่างงามให้ท่านแน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูชิวเยว่ที่อยู่ด้านข้างก็ไม่ได้เอ่ยปากแทรก นางดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างอยู่แล้ว
กู้หย่วนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบตกลง
อันที่จริง ในใจเขาก็พอจะคาดเดาได้ลางๆ แล้วว่า เรื่องที่จี้ชางไห่ต้องการให้ช่วยนั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับตราหยกมังกรเพลิง
ที่นี่คือถ้ำมังกรชาด หรือก็คือถ้ำบำเพ็ญเพียรของนักพรตมังกรชาด และตราหยกมังกรเพลิงก็น่าจะอยู่ที่นี่
ตราหยกมังกรเพลิงคือสุดยอดสมบัติล้ำค่า ไม่เพียงแต่ตัวมันเองจะถูกสงสัยว่าเป็นถึงสมบัติวิญญาณเท่านั้น แต่มันอาจจะเป็นของวิเศษชิ้นสำคัญที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมมิติเอกเทศมังกรชาดแห่งนี้ทั้งหมดเลยก็เป็นได้ หากใช้มัน ย่อมสามารถครอบครองมิติเอกเทศมังกรชาดได้ทั้งใบ
สมบัติล้ำค่าระดับนี้ การที่จี้ชางไห่หรือแม้แต่ซูชิวเยว่จะหวั่นไหวอยากได้มาครอบครอง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา
เพียงแต่คำพูดของจี้ชางไห่แม้อาจจะฟังดูดี ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กู้หย่วนกลับสงสัยว่า หมอนี่แอบระแวดระวังตัวเขาอยู่อย่างลับๆ เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสมบัติล้ำค่าอย่างตราหยกมังกรเพลิง ไม่ว่าใครก็ต้องเกิดความโลภ จี้ชางไห่ย่อมไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาหมดแน่ ดังนั้นเขาจึงพูดจาอ้ำอึ้ง ไม่ยอมบอกกล่าวให้กระจ่าง
กู้หย่วนไม่ได้ใส่ใจนัก หากไม่มีโอกาสก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้ามีโอกาสขึ้นมาจริงๆ เขาย่อมต้องลงมือคว้ามันมาอย่างแน่นอน
เมื่อทั้งห้าคนเดินทางมาถึงตำหนักใหญ่ที่อยู่ด้านในสุด ก็พบว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งมารออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว
ในจำนวนนั้นรวมถึงคนคุ้นหน้าคุ้นตาของกู้หย่วน ชายชรารูปร่างผอมดำ หรือก็คือมารเฒ่าซานซือนั่นเอง
ขณะเดียวกันกับที่กู้หย่วนมองเห็นเขา มารเฒ่าซานซือก็ดูเหมือนจะรับรู้ได้เช่นกัน มันหันขวับตวัดสายตามองมา ทั้งสองสบตากัน สายตาของมารเฒ่าซานซือดูด้านชาและเยือกเย็น ส่วนสายตาของกู้หย่วนนั้นสงบนิ่งและเฉยเมย
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมคนพวกนี้ถึงมาหยุดอออยู่ตรงนี้?”
กู้หย่วนขมวดคิ้ว
การที่มีคนมากมายมาหยุดอยู่ที่นี่ ตอนแรกกู้หย่วนก็ยังรู้สึกแปลกใจ ว่าเหตุใดคนเหล่านี้ถึงปักหลักกันอยู่ตรงนี้และไม่ยอมเข้าไปข้างใน
ทว่าเมื่อเขามองเห็นบานประตูใหญ่ที่ปิดสนิท ซ้ำพื้นผิวยังแผ่ประกายแสงค่ายกลอาคมออกมา เขาก็คาดเดาสาเหตุได้ในทันที
เห็นได้ชัดว่าประตูบานนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดออก คนกลุ่มนี้จึงไม่อาจผ่านเข้าไปได้
จี้ชางไห่ดูไม่ได้แปลกใจนัก เขาหันมาอธิบายกับพวกของกู้หย่วน
“ที่นี่คือถ้ำบำเพ็ญเพียรของนักพรตมังกรชาด หรือจะเรียกว่าเป็นที่พำนักของเขาก็ได้ การจะเข้าไปข้างในได้ จำเป็นต้องใช้มุกต้นกำเนิดเบญจธาตุพวกนั้น”
“มุกต้นกำเนิดเบญจธาตุ นอกจากจะเป็นกุญแจในการเปิดถ้ำมังกรชาดแล้ว มันยังเป็นกุญแจสำหรับเปิดตำหนักใหญ่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
กู้หย่วนพยักหน้ารับ อันที่จริงเขาก็พอจะเดาออกอยู่บ้างกับคำพูดของจี้ชางไห่
ทว่าการที่จี้ชางไห่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับถ้ำมังกรชาด รวมไปถึงตัวนักพรตมังกรชาดอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาไปรู้ข้อมูลพวกนี้มาจากไหน
เมื่อเดินมาถึงหน้าตำหนัก กู้หย่วนก็มองเห็นป้ายอักษรขนาดใหญ่สามตัวที่เขียนว่า “ตำหนักมังกรชาด” แขวนอยู่เหนือประตูตำหนัก
“สหายนักพรตทุกท่าน ที่แห่งนี้คือที่พำนักของนักพรตมังกรชาด หากต้องการเปิดมันออก จำเป็นต้องใช้มุกต้นกำเนิดเบญจธาตุของพวกเรา ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันด้วย”
เมื่อเห็นพวกของกู้หย่วนเดินเข้ามาใกล้ ประกายตาของมารเฒ่าซานซือก็วาบขึ้น ก่อนจะโพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ถูกต้อง ภายในตำหนักมังกรชาดแห่งนี้ต้องมีวิชาสืบทอดของนักพรตมังกรชาดอยู่แน่ ดีไม่ดีอาจจะมีสมบัติล้ำค่าอื่นๆ ซ่อนอยู่อีก ขอให้สหายนักพรตทุกท่านวางความบาดหมางในอดีตลงชั่วคราว มีข้อขัดแย้งอะไรค่อยกลับไปสะสางกันทีหลัง ส่วนตอนนี้มาร่วมมือกันเปิดประตูบานนี้ให้ได้เสียก่อนเถอะ”
นักพรตวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นมาเช่นกัน
(จบตอน)