ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 303 นังจิ้งจอกยั่วสวาท!
เพียงแต่ ผู้ที่หมายปองตราหยกมังกรเพลิงชิ้นนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไป เกรงว่าคงมีผู้คนมากมายต้องผิดหวังเป็นแน่
ไม่ต้องพูดถึงใครอื่น เอาแค่คนคุ้นเคยของกู้หย่วน อย่างหลี่ฉางเซิง จี้ชางไห่ หรือแม้แต่เสิ่นอวี้หมิงและคนอื่นๆ ต่างก็แสดงเจตนารมณ์ช่วงชิงของสิ่งนี้ออกมาอย่างเปิดเผย
หลี่ฉางเซิง ศิษย์ร่วมสำนักของกู้หย่วน ก่อนหน้านี้เคยให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ วางแผนช่วงชิงของสิ่งนี้ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม น่าเสียดายที่อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งหลายเดือน ทว่าสุดท้ายกลับต้องมาคว้าน้ำเหลว ซ้ำยังต้องเสียหน้าไปไม่น้อย
ส่วนจี้ชางไห่นั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง
จุดประสงค์แรกเริ่มที่หมอนี่เข้ามาในมิติเอกเทศมังกรชาด ก็เพื่อตราหยกมังกรเพลิงโดยเฉพาะ แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้คงไม่สมดั่งใจหวัง กู้หย่วนตั้งตารอดูจริงๆ ว่าหากจี้ชางไห่รู้เรื่องนี้เข้า จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
อันที่จริงกู้หย่วนก็รู้ดีว่า ผู้ที่สนใจในตราหยกมังกรเพลิงอย่างแท้จริง ไม่ได้มีแค่คนเหล่านี้ สำนักบำเพ็ญเพียรระดับมหาอำนาจอย่างยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน หรือแม้แต่สำนักกระบี่ดารา ย่อมต้องแอบวางแผนการอยู่อย่างลับๆ เป็นแน่
สำหรับบุคคลทั่วไป ตราหยกมังกรเพลิงคือสุดยอดสมบัติล้ำค่า ทว่าสำหรับสำนักบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ มันคือวาสนาอันยิ่งใหญ่ระดับที่สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่รากฐานของสำนักได้เลยทีเดียว
สำหรับสำนักใหญ่อย่างยอดเขาโอสถหรือนิกายกู่เสิน หากได้ตราหยกมังกรเพลิงมาครอบครอง ก็จะสามารถวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรได้ ในอนาคตอาจจะสามารถบ่มเพาะเซียนแท้หยวนเสินขึ้นมาได้สักองค์เลยด้วยซ้ำ
นี่คือเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับรากฐานอันยืนยงนับหมื่นปีของสำนักเลยทีเดียว
พูดกันตามตรง สำนักบำเพ็ญเพียรขนาดใหญ่อย่างยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน และสำนักกระบี่ดารา ก็นับได้ว่าเป็นขุมกำลังชั้นแนวหน้าของโลกหล้าแล้ว
ทว่าเหนือกว่าชั้นแนวหน้า ยังมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่
สิ่งใดคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์?
สำนักบำเพ็ญเพียรที่มีเซียนแท้หยวนเสิน หรือมีรากฐานระดับหยวนเสินคอยหนุนหลังอยู่เท่านั้น ถึงจะคู่ควรกับคำเรียกขานว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์!
ขุมกำลังอย่างยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน หรือสำนักกระบี่ดารา ไม่ว่าจะเป็นด้านรากฐาน ความแข็งแกร่ง หรือด้านอื่นๆ ล้วนยังห่างชั้นอยู่อีกมากโข
วกกลับมาเข้าเรื่อง อันที่จริงลองคิดดูให้ดี หากตราหยกมังกรเพลิงชิ้นนี้ได้มาง่ายดายปานนั้น ผ่านมานับพันปี มันคงถูกคนอื่นชิงตัดหน้าเอาไปตั้งนานแล้ว
“เอาล่ะ เจ้าหนุ่มนี่ได้ผลประโยชน์ไปตั้งมากมายแล้ว ตอนนี้ก็ไสหัวไปได้แล้ว”
นักพรตมังกรชาดโบกมือไล่ ไม่รอให้กู้หย่วนได้เอ่ยสิ่งใด ภาพเบื้องหน้ากู้หย่วนก็หมุนคว้าง และเมื่อเขารู้สึกตัวอีกที ร่างของเขาก็กลับมายืนอยู่ภายในตำหนักมังกรชาดดังเดิมแล้ว
พูดให้ถูกก็คือ การพบปะกับนักพรตมังกรชาดเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่การพบกับร่างต้นที่แท้จริง แต่น่าจะเป็นเพราะนักพรตมังกรชาดใช้วิธีการบางอย่าง ดึงตัวเขาเข้าไปในมิติพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวมากกว่า
ทว่าแม้มันจะเป็นเพียงมิติพิเศษ แต่คัมภีร์ชือไทหงลู่ที่ได้รับมานั้นกลับเป็นของจริงแท้แน่นอน
กู้หย่วนกะพริบตา ปรายตามองไปเบื้องหน้า ก็พบว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรกำลังสุมหัวกัน จ้องมองของบนโต๊ะบูชาจนตาค้าง
ส่วนของหกชิ้นบนโต๊ะบูชานั้น ก็ยังคงวางอยู่ครบถ้วน ไม่ได้ขาดหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว
เห็นได้ชัดว่า คนกลุ่มนี้หมดปัญญาที่จะทำลายค่ายกลอาคมบนนั้นได้เลย
กู้หย่วนมองแล้วก็ได้แต่ลอบส่ายหน้า ไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดขาด
แม้หญิงสาวทั้งสองจะรู้สึกอยากได้ของวิเศษเหล่านั้นอยู่บ้าง แต่พวกนางก็รู้ดีว่ากู้หย่วนไม่มีทางทำอะไรอย่างไร้เหตุผล ดังนั้นพวกนางจึงเดินตามหลังเขาออกไปโดยไม่ปริปากถามใดๆ
ทั้งสามคนเดินออกจากตำหนักมังกรชาดไปอย่างเงียบเชียบ
และภาพเหตุการณ์นี้ ก็ตกอยู่ในสายตาของซูชิวเยว่ทั้งหมด นางกลอกตาไปมา เอ่ยกระซิบกับจี้ชางไห่ที่อยู่ด้านข้างสองสามประโยค แล้วจึงเดินออกจากตำหนักมังกรชาดตามไป
เมื่อพ้นประตูตำหนักออกมา ก็เห็นกู้หย่วนกำลังยืนคุยอะไรบางอย่างกับจี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงอยู่
ริมฝีปากแดงระเรื่อของนางขยับเอ่ย น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน
“พี่กู้รีบร้อนจากมาเช่นนี้ หรือว่ามีธุระด่วนอันใดงั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้น กู้หย่วนก็ช้อนตามอง ก่อนจะยิ้มกล่าว
“ธุระด่วนน่ะไม่มีหรอก เพียงแต่ข้าไม่ได้สนใจของพวกนั้น ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องรั้งอยู่ด้านในต่อ”
ตอนนี้เขาได้คัมภีร์ชือไทหงลู่มาครองแล้ว ถือว่าการเดินทางครั้งนี้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้สมบูรณ์แบบ ย่อมไม่จำเป็นต้องไปจ้องตาเป็นมันกับของชิ้นอื่นอีก
“งั้นหรือ?”
เมื่อซูชิวเยว่ได้ยินคำพูดของกู้หย่วน ดวงตาคู่สวยของนางก็เปล่งประกายประหลาดใจ นางยิ้มถาม
“ไม่สนใจ หรือว่าได้ผลประโยชน์ตามที่หวังแล้ว เลยเตรียมตัวจะหนีออกจากที่นี่กันแน่?”
กู้หย่วนเลิกคิ้วขึ้น ผู้หญิงคนนี้ฉลาดไม่เบา ถึงกับเดาเรื่องพวกนี้ออกเสียด้วย
ส่วนจี้เยวี่ยเฟยกับเหยียนเสี่ยวหลิงขมวดคิ้วมุ่น ถามซอกแซกละเอียดขนาดนี้ ผู้หญิงคนนี้กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่?
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของกู้หย่วน ซูชิวเยว่ก็แอบตกใจอยู่ลึกๆ นางดันเดาถูกซะงั้น!
“พี่กู้ อย่างไรเสียพวกเราก็ถือเป็นสหายที่เข้ามาในตำหนักเซียนมังกรชาดด้วยกัน นับว่าพอจะมีไมตรีต่อกันอยู่บ้าง มีอะไรท่านก็ช่วยชี้แนะสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?”
ซูชิวเยว่กะพริบตาปริบๆ เผยจริตมารยาเย้ายวนออกมา แม้แต่ในใจของกู้หย่วนก็ยังอดไม่ได้ที่จะกระเพื่อมไหว
เหอะ! นังจิ้งจอกยั่วสวาท!
เหยียนเสี่ยวหลิงแค่นเสียงเย็นชาทันที แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ส่วนจี้เยวี่ยเฟยไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากนัก แต่ในแววตาก็ฉายแววเป็นปรปักษ์ออกมาให้เห็น
ซูชิวเยว่ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส ดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงรังสีอำมหิตของหญิงสาวทั้งสอง นางเอาแต่จ้องมองกู้หย่วนตาหยี
ทว่ากู้หย่วนรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เขาจึงยิ้มตอบ
“หากข้าเดาไม่ผิด ของข้างในนั้นแม้มันจะล้ำค่าก็จริง แต่ของที่สำคัญที่สุด เกรงว่าจะไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูชิวเยว่ก็หรี่ตาลง นางไม่ใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจความหมายที่กู้หย่วนต้องการจะสื่อ
ทั่วทั้งมิติเอกเทศมังกรชาด ของที่สำคัญและล้ำค่าที่สุด นอกเหนือจากตราหยกมังกรเพลิงแล้ว ยังจะมีสิ่งใดอีก?
นางแสร้งถามด้วยความประหลาดใจ
“พี่กู้มั่นใจถึงเพียงนั้นเชียว?”
“ก็แค่ข้อสันนิษฐานของข้าเท่านั้น”
กู้หย่วนส่ายหน้า ไม่พูดอะไรให้มากความ และไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับอีกฝ่ายอีก เขาพยักหน้าให้เป็นเชิงบอกลา แล้วหันหลังเตรียมตัวจะเดินจากไป
“พี่กู้ช้าก่อน!”
ซูชิวเยว่รีบเอ่ยรั้งเขาเอาไว้
“หืม? ศิษย์น้องซูยังมีเรื่องอันใดจะกล่าวอีกหรือ?”
กู้หย่วนหันกลับมามองนางด้วยความงุนงง
สีหน้าของจี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงยิ่งดูไม่ได้ขึ้นไปอีก ผู้หญิงคนนี้จะตื๊อไม่เลิกไปถึงไหนกัน?
“มีเรื่องหนึ่ง ที่ผู้น้องอยากจะขอปรึกษาหารือกับพี่กู้สักหน่อยเจ้าค่ะ”
ซูชิวเยว่ยิ้ม แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม นางปรายตามองจี้เยวี่ยเฟยกับเหยียนเสี่ยวหลิงแวบหนึ่ง ความหมายในสายตานั้นชัดเจนจนไม่อาจชัดเจนไปกว่านี้ได้อีก
เหยียนเสี่ยวหลิงเป็นศิษย์ของเทพธิดาไหมสวรรค์ ซ้ำยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิชากู่ นิสัยใจคอจึงค่อนข้างโผงผางตรงไปตรงมา เมื่อเห็นดังนั้นนางก็แค่นรอยยิ้มเย็นชา
“ข้าละอยากรู้จริงๆ ว่าพี่สาวซูมีธุระปะทังอันใด ถึงขั้นต้องไล่พวกเราให้หลบไป หรือว่าจะเป็นเรื่องที่มีลับลมคมในให้ใครรู้ไม่ได้กันแน่?”
ซูชิวเยว่เลิกคิ้ว มองนางสลับกับมองกู้หย่วน ก่อนจะอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ก็ไม่ใช่เรื่องลับลมคมในอะไรหรอก เพียงแต่เรื่องที่ข้ากำลังจะพูด เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวระหว่างข้ากับพี่กู้เท่านั้นเอง”
“เหอะ! ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัว เช่นนั้นมันก็คือเรื่องที่ให้ใครรู้ไม่…”
เหยียนเสี่ยวหลิงแค่นเสียงเย็นชา คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกจี้เยวี่ยเฟยกระตุกแขนเสื้อปรามเอาไว้เสียก่อน นางจึงยอมหุบปากลง
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่มีความนัยของซูชิวเยว่ บนใบหน้าของกู้หย่วนก็ปรากฏแววตระหนกปนกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่ได้โง่ ย่อมพอจะดูความรู้สึกของหญิงสาวทั้งสองออกอยู่บ้าง เพียงแต่สำหรับเรื่องพรรค์นี้ เขาไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนัก จึงไม่เคยเอ่ยปากทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน
“จะว่าไป เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับคัมภีร์เต๋าที่ชื่อว่าคัมภีร์วารีแท้ไท่หยวนอยู่บ้าง หากพี่กู้สนใจละก็ รอให้ออกจากตำหนักเซียนมังกรชาดไปแล้ว พวกเราค่อยมาจับเข่าคุยกันดีหรือไม่?”
ซูชิวเยว่ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่มีความหมายแอบแฝงลึกซึ้ง จากนั้นก็ไม่สนว่ากู้หย่วนจะมีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไร นางสะบัดเอวคอดกิ่ว หันหลังเดินจากไปทันที
(จบตอน)