ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 304 ตัดไฟแต่ต้นลม!
เมื่อทอดสายตามองแผ่นหลังอันงดงามของอีกฝ่ายลับสายตาไป กู้หย่วนไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าแววตาของเขากลับดูลึกล้ำขึ้นมาก
คัมภีร์วารีแท้ไท่หยวน… นี่คือคัมภีร์เต๋าที่เป็นวิชาหลักในการบำเพ็ญเพียรของเขา เรื่องนี้ นอกเหนือจากนักพรตเสวียนหยวนแล้ว ย่อมไม่มีใครอื่นล่วงรู้ได้เลย
แต่บัดนี้ ซูชิวเยว่กลับเอ่ยชื่อมันออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย นี่หมายความว่าอย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะมีความเกี่ยวพันบางอย่างกับนักพรตเสวียนหยวน หรืออาจจะเชื่อมโยงไปถึงขุมกำลังเบื้องหลังของเขาเลยก็เป็นได้
ตอนแรกที่นักพรตเสวียนหยวนถ่ายทอดคัมภีร์เต๋าให้เขา อีกฝ่ายไม่ได้เปิดเผยเบื้องลึกเบื้องหลังใดๆ ออกมาเลย แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ซูชิวเยว่ย่อมต้องรู้ข้อมูลบางอย่างเป็นแน่
กู้หย่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจว่า ถึงเวลาคงต้องไปจับเข่าคุยกับซูชิวเยว่เสียหน่อย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสตรีผู้นี้มีธุระปะทังอันใด อย่างน้อยที่สุด ตัวเขาเองก็มีความสนใจในตัวตนและภูมิหลังของนักพรตเสวียนหยวนเป็นอย่างมาก
ต้องจำไว้ว่า ตอนแรกที่พบกัน นักพรตเสวียนหยวนเคยลั่นวาจาเอาไว้ว่า เขาจะต้องก่อรูปจินตานระดับสูงให้ได้เท่านั้น อีกฝ่ายถึงจะยอมถ่ายทอดคัมภีร์เต๋าช่วงท้ายให้
และยิ่งระดับของจินตานสูงส่งเท่าใด ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
หากเขาสามารถก่อรูปจินตานระดับหนึ่งหรือระดับสองได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะยอมรับเขาเป็นศิษย์
เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าภูมิหลังของนักพรตเสวียนหยวนย่อมไม่ธรรมดา ดีไม่ดีอาจจะยิ่งใหญ่กว่าสำนักยอดเขาโอสถเสียด้วยซ้ำ
ต้องรู้เอาไว้ว่า ในสำนักยอดเขาโอสถ ขอเพียงเป็นศิษย์ที่สามารถก่อรูปจินตานระดับสูงได้ ก็จะได้รับการสนับสนุนและบ่มเพาะจากสำนักอย่างเต็มกำลัง
ส่วนผู้ที่สามารถก่อรูปจินตานระดับหนึ่งหรือระดับสองได้นั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยกตัวอย่างเช่น นักพรตเฮ่อหลิง ผู้เป็นอาจารย์ของกู้หย่วน ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้อาวุโสลำดับที่เก้า ย่อมมีสถานะอันสูงส่งในสำนักยอดเขาโอสถ และหลี่ฉางเซิง ผู้ที่ก่อรูปจินตานระดับหนึ่งได้ ก็ยิ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์สืบทอดอันดับหนึ่ง เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของศิษย์ทุกคน และถูกยกย่องให้เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขระดับหยวนเสินของสำนัก
ทว่าจากน้ำเสียงของนักพรตเสวียนหยวน เห็นได้ชัดว่าต้องเป็นยอดผู้บำเพ็ญเพียรที่ก่อรูปจินตานระดับหนึ่งหรือระดับสองได้เท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติพอจะกราบเขาเป็นอาจารย์ได้
น้ำเสียงที่โอหังเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะเอ่ยออกมาได้เลย
จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงเห็นปฏิกิริยาของกู้หย่วน ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใด
พวกนางพอมองออกว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับความลับบางอย่างของกู้หย่วน แม้ในใจจะรู้สึกขัดข้องหมองใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดจะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ
ตอนนั้นเอง กู้หย่วนก็หันมามองหญิงสาวทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์น้องทั้งสอง ข้าสำรวจถ้ำมังกรชาดแห่งนี้เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังวางแผนจะออกเดินทาง พวกเจ้าทั้งสองมีแผนการอันใดต่อไปหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามของกู้หย่วน หญิงสาวทั้งสองก็สบตากัน จี้เยวี่ยเฟยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“พวกเราเองก็ถือว่าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้ไม่น้อยเช่นกัน ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่ต่อแล้ว หากพี่กู้ไม่รังเกียจ พวกเราขอร่วมเดินทางไปด้วยกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
สิ่งที่นางเอ่ยออกมาคือความในใจอย่างแท้จริง การมาเยือนถ้ำมังกรชาดในครั้งนี้ พวกนางสองคนได้รับของดีไปมากมาย ขอเพียงกลับไปดูดซับหลอมรวมของเหล่านี้ ระดับพลังฝึกตนและความแข็งแกร่งย่อมก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่า หากไม่ได้กู้หย่วนคอยช่วยเหลือ การจะได้ของเหล่านี้มาครองก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
ดังนั้น หากจะว่ากันตามตรง ตอนนี้กลายเป็นพวกนางต่างหากที่ติดหนี้บุญคุณกู้หย่วน
ก่อนหน้านี้ พวกนางเคยตกลงกับกู้หย่วนไว้ว่า จะใช้แก่นวิญญาณเกิงจินหนึ่งก้อนเป็นค่าตอบแทน เพื่อให้กู้หย่วนคอยช่วยเหลือพวกนางให้มากขึ้น
ตอนนี้เมื่อการสำรวจถ้ำมังกรชาดสิ้นสุดลง ข้อตกลงของทั้งสามคนก็ถือเป็นอันลุล่วง และก็ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายกันไปตามทาง
เพียงแต่ หญิงสาวทั้งสองรู้อยู่เต็มอกว่า แม้พวกนางจะพอมีฝีมือเอาตัวรอดได้บ้าง ทว่าหากนำไปเทียบกับกู้หย่วนแล้วก็ยังห่างชั้นกันลิบลับ อีกทั้งภายในมิติเอกเทศมังกรชาดก็ยังมีสัตว์ร้ายบรรพกาลเพ่นพ่านไปทั่ว ผนวกกับความคิดความอ่านบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ พวกนางจึงยังไม่อยากแยกทางกับกู้หย่วนในตอนนี้
สิ่งสวยงามย่อมทำให้ผู้คนเจริญหูเจริญตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหญิงสาวทั้งสองล้วนเป็นสตรีโฉมสะคราญที่หาได้ยากยิ่ง กู้หย่วนย่อมไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อธุระของเขาเสร็จสิ้นลงแล้วด้วย
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบตกลง
เมื่อเห็นกู้หย่วนตกลง หญิงสาวทั้งสองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนวิธีการออกจากถ้ำมังกรชาดนั้น เพียงแค่กระตุ้นมุกต้นกำเนิดเบญจธาตุก็เพียงพอแล้ว
กู้หย่วนหยิบเอามุกเพลิงสีชาดออกมา ก่อนจะอัดฉีดลมปราณแท้เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงาน
พริบตาเดียว พื้นผิวของมุกเพลิงสีชาดก็สาดประกายแสงสว่างวาบ เปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าห่อหุ้มร่างของพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้
เมื่อแสงสว่างจางหายไป ร่างของกู้หย่วนและหญิงสาวทั้งสองก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
…
ณ ภายนอกถ้ำมังกรชาด ท่ามกลางแสงสีแดงที่สว่างวาบขึ้น ร่างของบุรุษหนึ่งสตรีสองก็ปรากฏตัวขึ้นมา
จากนั้นทั้งสามคนก็บังคับแสงหลบหนี เตรียมตัวจะออกเดินทาง
ทว่าในวินาทีนั้นเอง สีหน้าของกู้หย่วนก็พลันเปลี่ยนไป เขาวาดมือขึ้น กลางอากาศก็ปรากฏม่านแสงวารีบางๆ ครอบคลุมร่างของหญิงสาวทั้งสองเอาไว้ ตามมาด้วยลำแสงกระบี่อีกสายหนึ่งที่พุ่งทะยานออกไป กลายเป็นแสงกระบี่เจิดจ้า ราวกับรู้ล่วงหน้าว่ามีภัยมาเยือน มันพุ่งทะยานสวนขึ้นสู่เบื้องบนทันที
ในขณะเดียวกัน ลำแสงวิญญาณรูปกระสวยสีแดงเข้มสายหนึ่งก็พุ่งโฉบลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วเหนือความคาดหมาย ซ้ำยังแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันรุนแรง
จากนั้น ลำแสงวิญญาณรูปกระสวยก็เข้าปะทะกับแสงกระบี่อย่างจัง
เคร้ง!!!
การปะทะกันของทั้งสองสิ่ง ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับขุนเขาถล่มทลาย เจือปนด้วยเสียงโลหะกระทบกันดังกังวานสะท้อนก้องไปไกลนับพันลี้
คลื่นกระแทกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจากจุดปะทะอย่างรวดเร็ว บริเวณที่คลื่นกระแทกพัดผ่าน เนินเขาสีดำแดงและโขดหินยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางบ่อลาวาล้วนแหลกสลาย กลายเป็นผุยผงและเศษหินร่วงหล่นลงสู่ทะเลเพลิงเบื้องล่าง
และพื้นที่บริเวณใต้จุดปะทะ ก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับจนยุบตัวลงไปเป็นหลุมลึก
วิ้งงงงงง
กระบี่อิ๋นเจียวกรีดร้องเสียงหลง ก่อนจะบินกลับมาอยู่ข้างกายกู้หย่วน ประกายแสงบนตัวกระบี่หม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่ามันได้รับความเสียหายอยู่บ้าง
ภายใต้การควบคุมของกู้หย่วน อานุภาพของกระบี่อิ๋นเจียวนั้นไม่ด้อยไปกว่าของวิเศษทั่วไปเลย เพียงแค่แก่นแท้ของมันอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อยเท่านั้น การที่ลำแสงรูปกระสวยสายนั้นสามารถสร้างความเสียหายให้แก่กระบี่เล่มนี้ได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอานุภาพของมันร้ายกาจเพียงใด
และที่กลางอากาศห่างออกไปไม่ไกลนัก ก็ปรากฏร่างของบุคคลผู้หนึ่งในชุดคลุมสีแดง
คนผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม ทว่ากลับมีจมูกงุ้มงอราวกับจงอยปากเหยี่ยว ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายแสงสีแดงเรืองรอง
ยามนี้ สายตาของเขากำลังจ้องมองกู้หย่วนอย่างเย็นชา
“พี่กู้ ต้องการให้พวกเรา…”
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จี้เยวี่ยเฟยและเหยียนเสี่ยวหลิงก็เตรียมจะเอ่ยปากช่วยเหลือ ทว่ากู้หย่วนกลับโบกมือห้าม
“น้ำใจของศิษย์น้องทั้งสอง ข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่เรื่องนี้เป็นความแค้นส่วนตัวของข้า ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ศิษย์น้องทั้งสองถอยออกไปให้ห่างหน่อยเถอะ”
เมื่อเห็นกู้หย่วนยืนกรานเช่นนั้น หญิงสาวทั้งสองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรให้มากความ รีบถอยห่างออกไปแต่โดยดี
ตอนนั้นเอง กู้หย่วนก็ตวัดสายตามองไปยังฝั่งตรงข้าม ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา
“ที่แท้ท่านก็คือศิษย์แห่งหุบเขาใบไม้แดงงั้นรึ?”
ในสายตาของเขา กลิ่นอายบนร่างของนักพรตวัยกลางคนในชุดแดงผู้นี้ ช่างคล้ายคลึงกับศิษย์ของหุบเขาใบไม้แดงที่เขาเคยพบเจอมาก่อน เพียงแต่กลิ่นอายของคนผู้นี้ดุดันและแข็งแกร่งกว่ามาก เห็นได้ชัดว่าเขาคือยอดผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน!
“ถูกต้อง ข้าคือเว่ยจูกุ แห่งหุบเขาใบไม้แดง นักพรตฮั่วเฟิงที่เจ้าสังหารไปก่อนหน้านี้ ก็คือศิษย์น้องของข้าเอง”
แววตาของเว่ยจูกุเต็มไปด้วยความอำมหิต รังสีฆ่าฟันพวยพุ่ง
“แล้วพวกลูกศิษย์ลูกหาและอนุชนของข้า ก็เป็นฝีมือเจ้าด้วยใช่หรือไม่?!”
แม้จะเอ่ยเป็นประโยคคำถาม ทว่าน้ำเสียงกลับเจือด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ข้าเป็นคนฆ่าเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้หย่วนก็มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่คิดจะปฏิเสธ
“ในเมื่อเจ้ามาเพื่อล้างแค้น ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้อาศัยโอกาสนี้สะสางความแค้นครั้งนี้ให้สิ้นซากไปเสียเลย!”
ขณะที่เอ่ยปาก เขาก็แบมือออก ทันใดนั้นทวนวงเดือนความยาวกว่าหนึ่งจั้ง ความหนาขนาดเท่าไข่ไก่ ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
ทวนวงเดือนเล่มนี้มีสีดำทมิฬมืดมิด คมทวนวาววับราวกับหิมะ สาดประกายความหนาวเหน็บ พื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลายอันสลับซับซ้อน สลักเสลาเป็นรูปลักษณ์ของมังกรมารอันน่าเกรงขามและดุร้าย ที่กำลังกางกรงเล็บแยกเขี้ยว แผ่กลิ่นอายอันทรงพลังและดุดันออกมา
เมื่อทวนมังกรดำอยู่ในมือ กลิ่นอายรอบกายของกู้หย่วนก็แปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันอันมหาศาล รังสีฆ่าฟันอันเหี้ยมโหดและดุดันแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ
เปลือกตาของเว่ยจูกุกระตุกถี่ๆ ภายใต้แรงกดดันจากกลิ่นอายนี้ เขารู้สึกได้เลยว่าขนแขนลุกเกรียวขึ้นมาเป็นแถบๆ แผ่นหลังยิ่งเย็นวาบราวกับถูกน้ำแข็งลูบ
(จบตอน)