ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 4 เข้าเมืองกับวิถีการฝึกตน!
“โอ๊ะ อาหย่วนไปตัดฟืนมาเรอะ?”
“ได้ข่าวว่าเจ้าเจ็บหนักอยู่นี่ ระวังตัวหน่อยล่ะ!”
ระหว่างที่กู้หย่วนแบกฟืนกลับมายังหมู่บ้านสกุลกู้ ก็บังเอิญพบปะกับเพื่อนบ้านที่เอ่ยทักทาย เขาจึงส่งยิ้มตอบรับพลางสาวเท้าเดินกลับบ้าน
ชาวบ้านหลายคนมองตามแผ่นหลังของกู้หย่วน ต่างก็ลอบถอนหายใจและนึกทึ่งในความดวงแข็งของเด็กหนุ่มคนนี้
“ได้ยินมาว่าเพื่อจะรักษาแผลให้อาหย่วน ตาเฒ่ากู้ถึงกับต้องเอาเสบียงสำหรับหน้าหนาวของที่บ้านไปขายจนหมดเลยนี่?”
“ใช่แล้วล่ะ!”
“ดูท่าหน้าหนาวปีนี้ ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกนั่นคงจะอยู่กันลำบากน่าดู!”
“เฮ้อ ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ บ้านไหนๆ ก็อยู่ยากทั้งนั้นแหละ ขนาดบ้านเศรษฐียังแทบจะไม่มีข้าวเหลือเก็บเลย…”
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ต่งกุ้ยกับซุนเอ้อก็กำลังลอบสังเกตกู้หย่วนพลางกระซิบกระซาบกัน
“ไอ้เด็กนั่นมันไปตัดฟืนมาจริงๆ ด้วย”
“หึ! โง่บัดซบจริงๆ ข้าวจะกินยังไม่มี ดันเสือกไปตัดฟืน แทนที่จะไปรับจ้างหาเงิน… ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังได้อดตายเข้าสักวัน!”
“ช่างหัวมันเถอะน่า เดี๋ยวเราเข้าตลาดไปซื้อเนื้อตุ๋นสักครึ่งชั่ง คืนนี้พี่น้องอย่างเรามาก๊งเหล้ากันดีกว่า!”
“ก๊งเหล้าเรอะ? เอาสิๆ! พี่กุ้ยนี่ใจป้ำจริงๆ!”
ทว่าทั้งสองคนกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า กู้หย่วนได้หันขวับมาปรายตามองพวกมันแวบหนึ่ง พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ผุดขึ้นตรงมุมปาก
เมื่อกลับมาถึงบ้าน พ่อกับแม่ของกู้หย่วนก็กลับมาถึงก่อนแล้ว พอเห็นลูกชายแบกฟืนกลับมา สองสามีภรรยาชราก็ทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ
“ลูกคนนี้นี่ แผลยังไม่ทันหายดี จะไปตัดฟืนทำไมกัน!”
ผู้เป็นแม่บ่นอุบอิบ
“ตาเฒ่า ยังไม่รีบไปช่วยลูกยกฟืนลงมาอีก”
“เดี๋ยวก่อนขอรับ!”
กู้ต้าซานทำท่าจะเข้าไปช่วยยกฟืนลง แต่กู้หย่วนกลับยกมือห้ามไว้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านเอาเจ้านี่เข้าไปในบ้านก่อนเถอะ เบาๆ หน่อยนะขอรับ อย่าให้ใครรู้”
พูดจบ เขาก็ล้วงเอาถุงผ้าที่ตุงจนแน่นเอี๊ยดออกมาจากกองฟืน แล้วส่งให้ผู้เป็นพ่อ
ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกพากันเดินเข้าไปในบ้าน
กู้ต้าซานเปิดปากถุงออกดู พอเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในก็ถึงกับสะดุ้งโหยง ตาเบิกโพลง รีบหันไปมองกู้หย่วนพร้อมกับลดเสียงลงโดยสัญชาตญาณ
“เสบียงเยอะขนาดนี้! ลูกเอ๊ย… เจ้าไปเอามาจากไหนเนี่ย?”
“ลูกแม่ เจ้าคงไม่ได้ไปทำเรื่องอันตรายอะไรมาใช่ไหม!”
กู้หวังซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นเสบียงก็ทั้งดีใจและอดกังวลไม่ได้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ วางใจเถอะขอรับ เสบียงพวกนี้ข้าขุดมาจากรังหนูนาทั้งนั้น”
กู้หย่วนเอ่ยปลอบใจ ก่อนจะล้วงเอาหนูนาอบสุกหลายตัวออกมาจากอกเสื้อ แล้วอธิบายต่อว่า
“วันนี้ตอนไปตัดฟืน ข้าบังเอิญไปเจอพรานป่าคนหนึ่งเข้า เขาเห็นข้าน่าสงสาร ก็เลยสอนวิธีสะกดรอยล่าสัตว์ให้ข้านิดหน่อย… พอลองทำดู มันก็ได้ผลจริงๆ ขอรับ!”
กู้หย่วนไม่ได้ตั้งใจจะบอกความลับเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์วิญญาณให้พ่อแม่รู้
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจ แต่ความลับจะเป็นความลับได้ก็ต่อเมื่อมีเขารู้เพียงคนเดียวเท่านั้น
หากมีคนรู้เพิ่มขึ้นมาอีกคน มันก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป และยังเสี่ยงต่อการถูกเปิดโปงอีกด้วย!
แถมสำหรับผู้เฒ่าทั้งสองแล้ว การรู้เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป
เขาจึงแต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อเอาตัวรอดไปก่อน
เมื่อสองสามีภรรยาชราเห็นเนื้อหนูนาและได้กลิ่นหอมฉุย ก็ทั้งตกใจและดีใจอย่างที่คิดไว้
กู้ต้าซานลอบกลืนน้ำลาย
“โบราณว่าไว้ รอดตายมาได้ย่อมมีวาสนารออยู่ ลูกข้ามีวาสนาจริงๆ ด้วย!”
“แต่เรื่องนี้เจ้าห้ามเอาไปแพร่งพรายเด็ดขาดเลยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นจะพากันอิจฉาตาร้อนเอาได้! แล้วเพื่อความปลอดภัย เสบียงพวกนี้ก็เอาไปเทใส่โอ่งข้าวสารทั้งหมดไม่ได้ ต้องหาที่ซ่อนเอาไว้ก่อน”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า
“ไม่อย่างนั้นถ้าคนนอกรู้ว่าบ้านเราไม่ขาดแคลนเสบียง แล้วจับได้ขึ้นมา มันจะอธิบายยาก”
“ยายเฒ่า ส่วนเจ้าช่วงนี้ก็ยังต้องไปรับจ้างซักผ้าให้คนอื่นเขาก่อนนะ จะได้ไม่มีใครสงสัย”
กู้หวังซื่อถลึงตาใส่สามีอย่างเหลืออด
“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องรอให้ตาเฒ่าอย่างเจ้ามาสั่งสอนหรอกน่า!”
แต่ไม่ว่าจะยังไง การที่กู้หย่วนหาเสบียงกลับมาได้มากมายขนาดนี้ ก็ทำให้ทุกคนในครอบครัวต่างก็ดีใจจนลืมความทุกข์ระทมก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น
มื้อเย็นวันนั้นอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวัน มีทั้งหัวไชเท้าดองและเนื้อหนูนา แม้แต่ข้าวต้มก็ยังข้นกว่าปกติ
แม้กู้หย่วนจะพยายามคะยั้นคะยอแค่ไหน ผู้เฒ่าทั้งสองก็ยอมกินเนื้อหนูนาไปแค่คนละตัว และยืนกรานว่าจะไม่กินอีก โดยยกสองตัวที่เหลือให้กู้หย่วนทั้งหมด
เหตุผลของพวกเขาก็คือ: คนแก่ใกล้ลงโลงอย่างพวกเรา จะกินของดีๆ ไปทำไมกัน อาหย่วนกำลังอยู่ในวัยกำลังโต แถมแผลก็ยังไม่หายดี ต้องกินของบำรุงเยอะๆ สิถึงจะถูก!
ช่วงหลายวันต่อมา กู้หย่วนมักจะออกไปตัดฟืนบ่อยๆ แต่ความจริงแล้วเขาใช้ข้ออ้างเรื่องตัดฟืน แอบไปขุดรังหนูนาและหนูภูเขาต่างหาก ซึ่งเขาก็ได้ผลผลิตกลับมาแทบจะทุกวัน
เมื่อเทียบกับมนุษย์แล้ว สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างอาหวง ย่อมไม่เป็นที่ผิดสังเกตของพวกสัตว์ป่า
ดังนั้น บางครั้งกู้หย่วนจึงใช้อาหวงเป็นตัวล่อ แล้วใช้เชือกป่านเส้นเล็กๆ ทำกับดักง่ายๆ ซึ่งบางครั้งก็ดักจับไก่ป่า กระต่ายป่า หรืองู กลับมาได้ด้วย ทำให้กับข้าวบนโต๊ะอาหารของครอบครัวยิ่งอุดมสมบูรณ์และมีเนื้อมีหนังมากขึ้นเรื่อยๆ
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ระหว่างนั้นกู้หย่วนเคยจับงูพิษได้ตัวหนึ่งและตั้งใจจะฝึกมันให้เชื่อง ทว่าหน้าต่างสถานะกลับแจ้งเตือนว่า เขายังไม่มีสิทธิ์ฝึกสัตว์วิญญาณตัวที่สอง ซึ่งเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด
เวลาผ่านไปกว่าสิบวัน บาดแผลบนตัวกู้หย่วนก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง หลงเหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นน่ากลัวหลายแห่ง
วัยสิบเจ็ดปี เป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต
ด้วยความที่ได้กินอิ่มนอนหลับ แถมยังได้กินเนื้ออยู่บ่อยๆ รูปร่างที่เคยผอมแห้งแรงน้อยของกู้หย่วนจึงเริ่มมีน้ำมีนวลและดูแข็งแรงขึ้น ใบหน้าที่เคยซีดเหลืองก็กลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง
เมื่อร่างกายฟื้นฟูจนสมบูรณ์แล้ว กู้หย่วนก็วางแผนจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ป่าสักสองสามตัว เพื่อเอาไปขายในเมือง
เรื่องหาเงินน่ะเรื่องรอง เป้าหมายหลักของเขาคือการเข้าเมืองไปสืบหาวิธีการฝึกวรยุทธ์ต่างหาก
จะว่าไปแล้ว กู้หย่วนสนใจเรื่องการฝึกตนในโลกใบนี้มากทีเดียว เพราะได้ยินมาว่าสิ่งนี้สามารถทำให้คนธรรมดามีพละกำลังมหาศาลถึงขั้นฉีกร่างเสือได้ด้วยมือเปล่า แถมยังช่วยผลัดเปลี่ยนโครงกระดูก ยกระดับจิตวิญญาณ ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปสู่ความเป็นเซียนได้เลย!
กู้หย่วนสันนิษฐานว่า บางทีเขาอาจจะต้องฝึกวรยุทธ์ก่อน ถึงจะสามารถฝึกสัตว์วิญญาณตัวที่สอง หรือตัวต่อๆ ไปให้เชื่องได้!
นอกจากนี้ กู้หย่วนยังตั้งใจจะหาโอกาสสัมผัสกับพวกของเก่าโบราณ เพื่อรวบรวมแต้มเต๋ามาเตรียมไว้สำหรับการวิวัฒนาการอัปเกรดอาหวงด้วย
ในเมื่อตอนนี้ยังฝึกสัตว์วิญญาณตัวที่สองไม่ได้ งั้นก็ต้องหาวิธีอัปเกรดอาหวงไปก่อน
ถึงตอนนั้น เขาก็จะได้รับการเสริมพลังจากพรสวรรค์ของหนูเขี้ยวเหล็กด้วย… ชักอยากรู้แล้วสิว่า พรสวรรค์ของหนูเขี้ยวเหล็กมันจะเป็นยังไง
ฤดูหนาวคืบคลานเข้ามา อากาศเริ่มหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
เช้าตรู่วันนี้ กู้หย่วนสวมเสื้อผ้าหนาเตอะ พกเสบียงแห้งติดตัว คว้ามีดตัดฟืน แล้วจับอาหวงยัดใส่ไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
ที่หน้าหมู่บ้าน ต่งกุ้ยมองตามแผ่นหลังของกู้หย่วนที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปพลางขมวดคิ้วมุ่น
“ไอ้กู้หย่วนมันผีเข้าหรือไงวะ ถึงได้ออกไปตัดฟืนทุกวี่ทุกวันแบบนี้?”
“นั่นสิพี่กุ้ย ข้าก็ว่ามันแปลกๆ ขนาดตาเฒ่าอู๋เหล่าชีในหมู่บ้านยังไม่มีข้าวจะกิน ต้องซดน้ำข้าวต้มใสๆ ประทังชีวิตทุกวันจนไม่มีแรงจะเดินเลย”
ซุนเอ้อเกาหัวแกรกๆ พูดด้วยความสงสัยว่า:
“แต่ไอ้เด็กนี่ ไม่เพียงแต่หน้าตาจะดูสดใสมีน้ำมีนวลขึ้นเท่านั้นนะ แต่มันยังมีแรงออกไปตัดฟืนได้ทุกวันอีก นี่มันดูเหมือนคนไม่มีจะกินตรงไหน? พี่ว่า… ที่มันออกไปข้างนอกทุกวันเนี่ย มันแอบไปทำเรื่องระยำตำบอนอะไรอยู่หรือเปล่า?”
“เอ็งพูดถูก ไอ้เด็กนี่มันมีพิรุธ มันต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ!”
ยิ่งคิดต่งกุ้ยก็ยิ่งรู้สึกสงสัย แววตาของมันทอประกายวาววับ
“ไม่ได้การล่ะ พวกเราต้องสืบให้รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นถ้าพ่อบ้านอู๋รู้ว่าเราทำงานพลาด แล้วโดนลงโทษขึ้นมา ทั้งข้าและเอ็งรับผิดชอบไม่ไหวแน่”