ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 5 เสบียงเซียน! ตะขาบปีศาจ!
กู้หย่วนไม่รู้ตัวเลยว่าต่งกุ้ยกับซุนเอ้อกำลังวางแผนร้ายใส่เขา เพราะในเวลานี้เขากำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าเขา
ความจริงแล้ว หากจะเรียกให้ถูกต้อง ภูเขาอวิ๋นเมิ่งควรจะเรียกว่าเทือกเขาอวิ๋นเมิ่งเสียมากกว่า
มันเป็นเทือกเขาขนาดยักษ์ที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปไกลหลายหมื่นลี้ ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าไปสิ้นสุดที่ใด ครอบคลุมพื้นที่ดินแดนชายแดนใต้ถึงหกแคว้น ได้แก่ เฟิง ฉิน หลิ่ว อวิ๋น เจ๋อ และเหยียน
ป่าลึกที่กู้หย่วนกำลังมุ่งหน้าไปนั้น เอาเข้าจริงยังไม่เฉียดเข้าไปใกล้เขตแดนชั้นในของเทือกเขาเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็เป็นแค่รอบนอกของเขตรอบนอกอีกที
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเคยเล่าขานกันว่า ในหุบเขาลึกมีเซียนที่เหาะเหินเดินอากาศได้ปรากฏตัวอยู่ บางคนถึงกับสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเคยเห็นกับตามาแล้ว
ส่วนจะจริงหรือเท็จนั้น… ไม่มีใครรู้
กู้หย่วนไม่รู้หรอกว่านิทานหลอกเด็กพวกนี้มีที่มาจากไหน และเขาก็ไม่สนด้วยว่าเรื่องเซียนปรากฏตัวจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง เพราะมันไกลตัวเขาเกินไป
อยู่จุดไหน ก็ทำหน้าที่ของจุดนั้น!
นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง!
เขาเป็นแค่ชาวป่าชาวเขากระจอกๆ คนหนึ่ง ขืนเอาเวลาไปมัวพิสูจน์เรื่องเล่าพวกนี้ก็คงบ้าเต็มที
สิ่งที่กู้หย่วนต้องการในตอนนี้ มีเพียงแค่หาเงินเท่านั้น!
มีเงินเมื่อไหร่ เขาถึงจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้ทีละก้าว!
และจะได้จัดการกับปัญหาที่ค้างคาอยู่ให้สิ้นซาก!
กู้หย่วนยังไม่ลืมคำขู่ของจวนสกุลเฉียนในอำเภอ
ถึงแม้เขาจะเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ก็เพราะแบบนี้แหละ อีกฝ่ายถึงได้ส่งไอ้ซุนเอ้อกับต่งกุ้ยมาคอยจับตาดูเขา เห็นชัดๆ ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่!
หากอีกฝ่ายคิดร้ายขึ้นมาเมื่อไหร่ สำหรับครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกอย่างพวกเขาแล้ว มันก็คือหายนะระดับบ้านแตกสาแหรกขาด!
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้อีกฝ่ายยอมเลิกรา กู้หย่วนก็ไม่ยอมหรอก!
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า ต้นไม้ใบหญ้าก็ยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นยะเยือก แต่ป่าแห่งนี้กลับไม่ได้ดูแห้งแล้งร่วงโรยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวขจี
เสียงนกร้องสลับกับเสียงสัตว์ป่าดังแว่วมาเป็นระยะ ฟังแล้วไม่น่ารำคาญเลยสักนิด กลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก!
อย่างน้อยๆ ตอนนี้กู้หย่วนก็รู้สึกผ่อนคลายมากเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศอันกลมกลืนของธรรมชาติ และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เจือด้วยกลิ่นไอดินเย็นๆ
อาหวงเดินนำหน้าคอยเป็นหน่วยสอดแนมให้เขา
หากมีความเคลื่อนไหวใดๆ ผิดปกติ มันก็จะส่งสัญญาณเตือนเขาทันที!
ในป่าลึกมีสัตว์ร้ายชุกชุม แถมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มักจะมีข่าวลือเรื่องสัตว์ประหลาดลงจากเขามาทำร้ายคนตามอำเภอใกล้เคียงอยู่บ่อยๆ กู้หย่วนจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
หลังจากวางกับดักที่ทำจากเชือกป่านและเมล็ดธัญพืชไว้ตามจุดที่คาดว่าจะมีกระต่ายป่าหรือไก่ป่าโผล่มา กู้หย่วนก็กะจะหาที่ซ่อนตัวเพื่อดักรอเหยื่อมาติดกับ
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเรียกอาหวงที่กำลังดมกลิ่นหาสัตว์ป่าอยู่แถวๆ นั้นให้กลับมา จู่ๆ ก็มีคลื่นอารมณ์ผิดปกติส่งมาจากทางอาหวง ดูเหมือนมันจะไปเจอเรื่องประหลาดอะไรเข้า
แม้อาหวงจะมีสติปัญญาต่ำต้อย แต่จากคลื่นอารมณ์ที่ส่งมา ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความดีใจ หรือความโกรธ กู้หย่วนก็สามารถเดาสถานการณ์คร่าวๆ ของมันได้
และคลื่นอารมณ์ที่อาหวงส่งมาในตอนนี้คือความดีใจ
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตราย กู้หย่วนก็รีบเดินตามไปจนถึงบริเวณหน้าเนินเขาแห่งหนึ่ง
เนินเขาแห่งนี้ค่อนข้างลับตาคนและมีต้นไม้ขึ้นหรอมแหรม
เจ้าหนูภูเขาอาหวงกำลังยืนอยู่บนโขดหินที่ยื่นออกมาตรงหน้าเนินเขา พอเห็นกู้หย่วนเดินมา มันก็ร้อง “จี๊ดๆๆ” แล้ววิ่งไปหยุดอยู่หน้าต้นไม้ใบสีเหลืองซีดๆ ต้นหนึ่ง พลางใช้กรงเล็บตะกุยขุดดินตรงโคนต้นไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย
“เอ๊ะ?”
กู้หย่วนกวาดสายตามองต้นไม้ต้นนั้นขึ้นๆ ลงๆ แววตาเป็นประกาย
“นี่มัน… สมุนไพรหวงจิงไม่ใช่รึ?”
หวงจิง มีฉายาว่าเสบียงเซียน เป็นได้ทั้งยาและอาหาร สามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรค และใช้กินประทังความหิวได้ด้วย ร้านขายยาในอำเภอรับซื้อของพวกนี้ตลอดทั้งปี
สำหรับของสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกู้หย่วนในชาติก่อนหรือชาตินี้ ต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของมันมาบ้าง
“ไม่นึกเลยว่าแถวนี้จะมีหวงจิงเยอะขนาดนี้…”
กู้หย่วนมองดูต้นหวงจิงตรงหน้า สลับกับมองไปรอบๆ บริเวณที่มีต้นหวงจิงขึ้นกระจายอยู่ทั่วไป ความประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด
“เยี่ยมไปเลย! มีหวงจิงพวกนี้ ต่อให้ไม่ต้องล่าสัตว์ ข้าก็ขุดมันเอาไปขายในอำเภอได้สบายๆ”
การค้นพบหวงจิงดงนี้ ถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับเขาเลยทีเดียว!
ว่าแล้วกู้หย่วนก็ไม่รอช้า ลงมือขุดทันที
เขาขุดหวงจิงหัวใหญ่ๆ ออกมาได้หลายหัวติดๆ กัน ดูจากขนาดแล้ว น่าจะมีอายุไม่น้อยเลยทีเดียว
กู้หย่วนหยิบขึ้นมาเช็ดๆ ถูๆ ให้สะอาด แล้วลองกัดกินดูคำหนึ่ง รสชาติของมันเหนียวนุ่มอมหวาน แถมยังมีความขมติดปลายลิ้นนิดๆ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แต่ของแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะจะกินดิบๆ สักเท่าไหร่
ทว่าพอกินเข้าไปได้แค่ชิ้นเล็กๆ กู้หย่วนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ร่างกายที่เคยอ่อนล้าเริ่มกลับมามีเรี่ยวมีแรงอีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
“ของดีนี่หว่า!”
ตาของกู้หย่วนลุกวาว เมื่อแน่ใจว่าสรรพคุณของหวงจิงดีเยี่ยมขนาดนี้ เขาก็เริ่มสงสัยขึ้นมาว่า ในบริเวณนี้จะมีหวงจิงซ่อนอยู่อีกมากน้อยแค่ไหน
เขาลุกขึ้นเดินสำรวจไปรอบๆ แล้วก็พบว่าที่นี่แทบจะเป็นดงหวงจิงป่าเลยก็ว่าได้
มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นหวงจิงทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ ยิ่งเดินขึ้นไปบนเนินเขาสูงขึ้นไปอีก เขาก็ยิ่งพบเจอพื้นที่ราบที่มีต้นหวงจิงหน้าตาแปลกประหลาดอยู่สองสามต้น ใบของมันใหญ่กว่า ลำต้นอวบอ้วนกว่า แถมยังมีประกายสีเขียวมรกตเรืองรองออกมาจากกิ่งก้านใบ ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
เมื่อเทียบกับต้นหวงจิงรอบๆ แล้ว ต้นพวกนี้ดูโดดเด่นเป็นสง่าราวกับฝูงกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่
ไม่รู้เลยว่าพวกมันเติบโตดูดซับพลังงานมานานกี่ปีแล้ว!
“หรือว่าหวงจิงพวกนี้ จะเป็นสมุนไพรวิญญาณในตำนาน?”
กู้หย่วนทั้งตกใจและสงสัย
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเคยเล่าว่า เมื่อสมุนไพรมีอายุถึงเกณฑ์หนึ่ง และดูดซับพลังบริสุทธิ์จากฟ้าดิน แสงจันทร์แสงตะวัน มันจะผลัดเปลี่ยนกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณซึ่งมีสรรพคุณวิเศษเหนือจินตนาการ!
แต่สิ่งที่ทำให้กู้หย่วนตกตะลึงที่สุด ไม่ใช่หวงจิงที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นสมุนไพรวิญญาณพวกนี้ แต่เป็นโครงกระดูกขาวโพลนหลายโครงที่กองอยู่บนพื้นข้างๆ พวกมันต่างหาก!
โครงกระดูกพวกนี้มีทั้งของคนและของสัตว์ พวกมันผุพังไปตามกาลเวลา แถมสีกระดูกยังดูคล้ำๆ ดำๆ อย่างน่าประหลาด
และที่แปลกประหลาดที่สุดก็คือ บริเวณรอบๆ นี้เงียบสงัดจนน่าขนลุก ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องหรือเสียงสัตว์ป่าใดๆ เลย
“เดี๋ยวก่อน... มีบางอย่างผิดปกติ…”
กู้หย่วนเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ความระแวดระวังพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในใจ
โดยเฉพาะเมื่อเขาสังเกตเห็นมีดเหล็กขึ้นสนิมเขรอะตกอยู่ข้างๆ โครงกระดูกโครงหนึ่ง ประกอบกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาเตะจมูก และสีกระดูกที่ดำคล้ำนั่น… มันยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ความระแวดระวังทวีความรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด
“อาหวง หนีเร็ว!”
กู้หย่วนขนลุกซู่ ตะโกนเรียกอาหวงแล้วเตรียมเผ่นหนีทันที
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจก็คือ อาหวงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ พอหันไปมองก็พบว่า ตอนนี้อาหวงกำลังหมอบตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น ขดตัวกลมดิ๊กราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างทำให้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ
ไม่ว่าเขาจะเรียกยังไง มันก็ไม่ได้ยิน
“ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย! ข้าเพิ่งจะเข้าใจคำว่าปอดแหกเหมือนหนูก็วันนี้นี่แหละ!”
กู้หย่วนสบถด่าในใจ คว้าตัวมันขึ้นมาไว้ในมือ แล้วก้าวถอยหลังกรูดทันที
ซากๆๆ—
ทว่ากู้หย่วนเพิ่งจะถอยหลังไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงสวบสาบเบาๆ คล้ายกับมีตัวอะไรกำลังเลื้อยถูไถไปกับพื้น
เขาเพ่งตามอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าต้นตอของเสียงนั้นคือ ตะขาบเหล็กไหลตัวเขื่องความยาวกว่าสองฟุต! มันกำลังเลื้อยคลานออกมาจากใต้โครงกระดูกโครงหนึ่ง
ตะขาบยักษ์ตัวนี้มีเปลือกแข็งดุจเหล็กกล้า ส่องประกายเงางาม เขี้ยวพิษของมันคมกริบราวกับใบมีด แผ่รังสีสีฟ้าหม่นๆ น่าเกรงขาม ขาเรียวยาวนับสิบคู่ที่เรียงรายอยู่ใต้ท้องดูราวกับตะขอเหล็กแหลมคม ส่องประกายเย็นเยียบ ขูดขีดไปตามพื้นหินแข็งๆ จนเกิดเป็นรอยทางยาว!
ทุกที่ที่ตะขาบยักษ์ตัวนี้เลื้อยผ่าน ไอหมอกสีเทาจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวมัน จะกัดกร่อนต้นหญ้าและวัชพืชจนไหม้เกรียมเป็นสีดำ ส่งเสียงดังฉ่าๆ ฟังแล้วชวนขนหัวลุก!