ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 8 วางแผนจับตะขาบอสูร!
“หึ! หวงจิงที่ไอ้เด็กนั่นขุดมาได้ล้วนเป็นของดีมีอายุทั้งนั้น เท่าที่ข้าจำได้ หวงจิงที่มีอายุขนาดนี้มักจะขึ้นรวมกันเป็นกระจุก อย่างน้อยก็สิบกว่าต้น อย่างมากก็หลายสิบหรือเป็นร้อยต้น ถ้าโชคดีล่ะก็ต่อให้เจอหวงจิงวิญญาณอายุร้อยปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ต่อให้ไม่มี แค่นี้ก็เป็นผลประโยชน์ก้อนโตแล้ว!”
หลงจู๊สวีพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แววตาของเขาทอประกายแห่งความโลภ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมน
“น่าเจ็บใจที่ไอ้เด็กนั่นมันไม่รู้ตักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้าปฏิเสธข้า ดันปล่อยให้หออวี้ติ่งได้ของดีไปซะได้… ช่างเถอะ!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นสั่งการ
“เจ้าไปที่แก๊งชิงจู๋สักรอบ เอาเงินไปจ้างคนให้คอยจับตาดูไอ้เด็กนั่นไว้ ถ้าจำเป็นล่ะก็… มัดตัวมันมาให้ข้า! จำไว้ สั่งให้พวกมันลงมือเงียบๆ หน่อย”
“ขอรับ หลงจู๊!” ลูกจ้างรีบรับคำ
กู้หย่วนเดินออกมาจากหออวี้ติ่ง เขารู้สึกหิวจนไส้กิ่ว จึงเดินไปหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ตอนนี้ในกระเป๋ามีเงินแล้ว เขาจึงไม่คิดจะตระหนี่ถี่เหนียวทรมานตัวเองอีกต่อไป
เขาสั่งกับข้าวที่มีเนื้อหนึ่งอย่าง ผักหนึ่งอย่าง หมั่นโถวหนึ่งจาน และน้ำร้อนหนึ่งป้าน แล้วเริ่มลงมือกินทันที
ร่างกายของกู้หย่วนฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติแล้ว ประกอบกับเป็นเด็กหนุ่มวัยกำลังโตจึงกินจุไม่เบา ดังนั้นพออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน คว้าหมั่นโถวขึ้นมา คีบเนื้อตุ๋นชิ้นโตเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ทันที
หลังจากซัดหมั่นโถวรวดเดียวสองลูก และกวาดกับข้าวไปกว่าครึ่ง เขาถึงค่อยรินน้ำใส่ชามแล้วจิบทีละอึก พลางนึกทบทวนถึงเรื่องราวเมื่อครู่นี้
“เมื่อกี้พี่ชายลูกจ้างคนนั้นบอกว่า ถ้าอยากจะเรียนวรยุทธ์ ในอำเภอเป่ยเหลียงนี้ มีอยู่สามวิธีหลักๆ…”
“วิธีแรกง่ายที่สุด แค่หอบเงินไปกราบปรมจารย์ฝากตัวเป็นศิษย์ตามสำนักคุ้มภัยหรือโรงฝึกยุทธ์ในเมือง ข้อแม้คือต้องมีเงินอย่างน้อยสิบห้าตำลึง แถมวรยุทธ์ที่สอนก็เป็นแค่วิชาพื้นฐาน ถ้าอยากเรียนวิชาชั้นสูงขึ้นไป ต่อให้เขามีสอนก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอยู่ดี แถมยังต้องดูพรสวรรค์และรากฐานกระดูกของศิษย์ด้วย”
“วิธีที่สองคือไปสืบหาบรรดาผู้ฝึกยุทธในอำเภอ เผื่อจะมีใครอยากรับศิษย์ แต่แบบนี้ต้องพึ่งดวงล้วนๆ แถมยังต้องมีประวัติขาวสะอาด และมีพรสวรรค์รากฐานกระดูกที่ดีพอ”
กู้หย่วนตาสว่างวาบ
“วิธีแรกช้าและเสียเวลาเกินไป แถมข้าก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้นด้วย วิธีนี้ปัดตกไปได้เลย ส่วนวิธีที่สองก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงต้องพึ่งดวง แถมข้ายังมีความลับปิดบังเอาไว้ ยิ่งไม่เหมาะสมเข้าไปใหญ่”
“ดูๆ ไปแล้ว… คงเหลือแค่วิธีที่สามสินะ”
วิธีที่สาม ก็คือการเรียนวรยุทธ์จากหออวี้ติ่ง
หออวี้ติ่งมีกฎอยู่ว่า ขอเพียงใครขุดพบสมุนไพรวิญญาณได้สักต้น แล้วนำมาขายให้กับหออวี้ติ่ง คนผู้นั้นก็จะได้เป็นคนเก็บสมุนไพรรับเชิญของหออวี้ติ่ง และจะได้รับมอบคัมภีร์วิชายุทธ์ให้ฟรีๆ หนึ่งเล่ม
และเมื่อกลายเป็นคนเก็บสมุนไพรของหออวี้ติ่งแล้ว ยิ่งทำผลงานสร้างคุณูปการได้มากเท่าไหร่ ก็สามารถนำผลงานนั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่างๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น เช่น คัมภีร์วิชายุทธ์ เงินทองของมีค่า ยาวิเศษ หรือแม้แต่คำชี้แนะจากผู้ฝึกยุทธระดับผู้อาวุโสของหอ
นอกเหนือจากนี้ ยังสามารถเลื่อนขั้นจากคนเก็บสมุนไพรรับเชิญไปเป็นคนเก็บสมุนไพรประจำได้ ซึ่งนอกจากจะมีเงินเดือนประจำแล้ว ยังมีโอกาสไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้จัดการ ผู้อาวุโส หลงจู๊ เพื่อคว้าตำแหน่งและสถานะที่สูงขึ้นได้อีกด้วย
รูปแบบนี้ทำให้กู้หย่วนรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
เขามีสีหน้าพิลึกพิลั่น
“นี่มันก็ระบบพนักงานประจำในอีกรูปแบบหนึ่งไม่ใช่หรือไง? พอเอาตัวเข้าไปผูกติดแล้ว ก็ต้องออกแรงทำงานให้พวกเขา ยอมให้พวกเขาใช้งาน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลประโยชน์และหลักประกันที่มั่นคงด้วย”
กู้หย่วนลอบถอนหายใจ:
“ขอเพียงมีความทะเยอทะยาน มีความสามารถ และสร้างผลงานได้มากพอ ก็จะได้รับการเลื่อนขั้นและรับผลประโยชน์ต่างๆ นานไป สิ่งนี้จะสร้างผลดีมหาศาลให้กับหออวี้ติ่งอย่างไม่อาจจินตนาการได้! ส่วนสิ่งที่หออวี้ติ่งต้องจ่าย ก็แค่ทรัพยากรและคัมภีร์วิชายุทธ์บางส่วนเท่านั้น”
“โดยรวมแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องวิน-วินที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายล่ะนะ”
“คนผู้อยู่เบื้องหลังหออวี้ติ่งนี่ ช่างมีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ!”
“ทว่า เรื่องนี้กลับเป็นผลดีกับข้าอย่างยิ่ง!”
ดวงตาของกู้หย่วนทอประกายวาววับ
“ประจวบเหมาะพอดีที่ข้ารู้ว่า หวงจิงหลายต้นที่อยู่ตรงจุดที่ตะขาบอสูรยักษ์ตัวนั้นเฝ้าอยู่ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นสมุนไพรวิญญาณ ขอแค่ข้าได้มาสักต้น ข้าก็จะได้วิชายุทธ์มาครอง แถมยังได้เป็นคนเก็บสมุนไพรของหออวี้ติ่ง ได้รับการคุ้มครองในระดับหนึ่งอีกด้วย”
“แถมตัวหออวี้ติ่งเองก็เป็นแหล่งทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่ง ขอเพียงจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม ก็สามารถแลกเปลี่ยนเอาคัมภีร์วิชายุทธ์ ข้อมูลข่าวสาร หรือทรัพยากรอื่นๆ มาได้”
“ที่สำคัญ เมื่อเทียบกับการไปเรียนที่สำนักยุทธ์ หรือไปกราบไหว้ใครเป็นอาจารย์ การเป็นคนเก็บสมุนไพรของหออวี้ติ่งนั้นมีอิสระมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องคอยทนทำตัวลีบเล็กอยู่ใต้จมูกใคร ไม่ต้องไปประจบประแจงใครด้วย”
เมื่อคิดได้ดังนี้ กู้หย่วนก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด:
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็เลือกหออวี้ติ่งนี่แหละ!”
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าร่วมกับหออวี้ติ่ง ปัญหาใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงหน้ากู้หย่วนในตอนนี้ก็คือ เขาจะจัดการกับเจ้าตะขาบยักษ์ตัวนั้นยังไงดี!
ตะขาบตัวนั้นบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นสัตว์อสูรไปแล้ว มันเป็นแมลงอสูรที่รับมือได้ยากยิ่ง
แต่มนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ ก็เพราะว่ามนุษย์มีสติปัญญาและเหตุผล
เมื่อเทียบกับพวกสัตว์ป่าหรือแม้แต่ภูตผีปีศาจที่มีสติปัญญาต่ำต้อยกว่า มนุษย์สามารถวางแผนล่วงหน้า เตรียมตัวรับมือ และรู้จักใช้เครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองได้
“ดังคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง การจะจัดการกับตะขาบอสูรตัวนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในวันสองวัน สิ่งแรกที่ข้าต้องทำก็คือ สืบหาข้อมูลพื้นฐานของตะขาบตัวนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ดังนั้นเรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน”
กู้หย่วนลุกขึ้น จ่ายเงินค่าอาหาร แล้วก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปตามท้องถนน
ยามนี้ เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายยามเซิน (15.00-17.00 น.) แล้ว
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยบนท้องถนน ยังคงง่วนอยู่กับการทำมาหากิน
มีชายชราขายน้ำมันหาบของร้องตะโกนขายไปตามถนน…
มีคนตัดฟืนแบกฟืนยืนรอให้ลูกค้ามาถามราคา…
มีคนขายถังหูลู่เดินผ่านไป โดยมีเด็กน้อยหลายคนดูดนิ้วน้ำลายยืดน้ำมูกโป่งเดินตามต้อยๆ…
ยังมีหมอเถื่อนตีแผ่นไม้ไผ่ โฆษณาสรรพคุณยาลูกกลอนของตัวเอง…
ภาพเหตุการณ์เหล่านี้ เต็มไปด้วยกลิ่นอายวิถีชีวิตชาวบ้านในยุคโบราณอย่างแท้จริง
ทว่ากู้หย่วนไม่มีเวลามามัวชื่นชมบรรยากาศ เขาเดินพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
ไม่นานนัก สายตาของกู้หย่วนก็หยุดชะงัก เขามองเห็นแผงลอยเล็กๆ ริมถนนแผงหนึ่ง
เจ้าของแผงคือบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง
บัณฑิตผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ชุดคลุมยาวที่สวมใส่นั้นเก่าจนสีซีดจาง บางจุดก็มีรอยปะชุน ร่างกายผอมบางสั่นสะท้านอยู่ในสายลมหนาว
เบื้องหน้าของเขามีเศษผ้าปูรองไว้ ด้านบนมีหนังสือเก่าๆ วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับของใช้จิปาถะบางอย่าง เช่น ตะเกียงทองเหลือง พู่กัน แท่นหมึก เป็นต้น
ด้านข้างยังมีแผ่นไม้ตั้งไว้ เขียนตัวอักษรไว้หนึ่งบรรทัดว่า: “เพื่อหาเลี้ยงชีพ ขอเอาของแลกข้าว”
ดูเหมือนบัณฑิตหนุ่มเพิ่งจะเคยมาตั้งแผงขายของเป็นครั้งแรก เขาจึงมีท่าทีเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าร้องตะโกนเรียกลูกค้า เน้นขายแบบตามมีตามเกิดสุดๆ
เมื่อเห็นกู้หย่วนมาหยุดยืนอยู่หน้าแผง บัณฑิตหนุ่มก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า
“พี่ชาย ท่านต้องการซื้อหนังสือหรือ?”
กู้หย่วนชี้ไปที่หนังสือเก่าๆ สองสามเล่มตรงหน้าเขา
“ขอดูหน่อยได้ไหม?”
บัณฑิตหนุ่มตาสว่างวาบ รีบตอบว่า
“ได้สิ! เชิญพี่ชายตามสบายเลย!”
กู้หย่วนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำให้เขามั่นใจได้ว่าบัณฑิตตรงหน้าเป็นคนที่รักหนังสือมาก
เพราะหนังสือเล่มนี้ดูเก่าแก่มาก ปกหนังสือมีรอยถลอกหลายแห่ง ทว่าหน้ากระดาษด้านในกลับไม่มีรอยพับหรือรอยฉีกขาดเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าปกติแล้วเจ้าของทะนุถนอมและเก็บรักษามันไว้อย่างดีเยี่ยม
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ วินาทีที่เขาสัมผัสกับหนังสือเล่มนั้น เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏบรรทัดตัวอักษรเล็กๆ เรืองแสงขึ้นมา:
【แต้มเต๋า +2!】