ระบบสัตว์วิญญาณกับวิถีเซียนจ้าวอสูร - ตอนที่ 87 คัมภีร์แท้หลัวซา!
กร๊อบ กร๊อบ กร๊อบ!
เส้นเอ็นและกระดูกในร่างของกู้หย่วนสั่นสะเทือน ส่งเสียงดังกังวานราวกับโลหะกระทบกัน
ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งรอบ ผิวหนังทั่วร่างเรียบเนียนละเอียด ทว่ากลับเหนียวแน่นทนทานผิดปกติ ภายใต้ผิวหนังสีเขียวอมดำนั้น มีเครือข่ายเส้นเอ็นปูดโปนถักทอเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่น
กล้ามเนื้อบนเรือนร่างมัดแน่นเป็นก้อน บนแผ่นหลังปรากฏลวดลายกระดองเต่ารางๆ แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งยุคบรรพกาลออกมา
ทั่วทั้งร่างดูสง่าผ่าเผยและดุดัน เปรียบดั่งยักษ์ปักหลั่นสีเขียวอมดำ กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมารอบกายนั้นน่าครั่นคร้ามยำเกรง ซึ่งในเวลานี้กลับไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าเฉียนอวิ๋นเฟิงเลยแม้แต่น้อย!
ส่วนกระบี่ชิวฉุ่ยในมือของกู้หย่วน ก็ราวกับถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาในกำมือของเขา
ยามนี้มันส่งเสียงร้องกังวานใส ตัวกระบี่สั่นระริกแผ่วเบา รวบรวมประกายแสงเจิดจรัส แผ่พุ่งรังสีอำมหิตไร้เทียมทาน พุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือของเฉียนอวิ๋นเฟิง!
ไอ้เด็กนี่ หรือว่ามันจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ… เมื่อเห็นกลิ่นอายพลังอันน่าตื่นตะลึงของกู้หย่วน ความคิดไร้ที่มาก็สว่างวาบขึ้นในใจของเฉียนอวิ๋นเฟิง ทว่าทันใดนั้น พลังฝ่ามือก็พุ่งทะลวงออกไป ประทับเข้าใส่ประกายกระบี่
ตู้ม!
กู้หย่วนรู้สึกเพียงหน้ามืดทะมึน กระบี่ยาวราวกับแทงเข้าใส่กำแพงเหล็กหนาเตอะ ง่ามมือถูกแรงสะท้อนกลับจนฉีกขาด เลือดสดๆ ไหลริน ท่อนแขนปวดร้าวและชาหนึบ
ทั้งร่างเซถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่อาจควบคุม พื้นหินที่แข็งแกร่งราวกับเต้าหู้ ถูกเขาเหยียบย่ำจนเกิดเป็นหลุมลึกรอยแล้วรอยเล่า!
กลิ่นอายเย็นเยียบและแปลกประหลาดสายหนึ่งแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา ไม่ว่ามันจะไหลผ่านไปที่ใด ปราณโลหิตตลอดจนเลือดเนื้อของเขาก็แทบจะถูกแช่แข็งจนแข็งทื่อ
กู้หย่วนรีบเร่งกระตุ้นปราณโลหิตอย่างสุดกำลัง ทั่วทั้งร่างเปรียบดั่งเตาหลอมที่รวบรวมความร้อน แผ่คลื่นความร้อนระอุออกมา ต้องเปลืองแรงไปไม่น้อย กว่าจะใช้ปราณโลหิตเป็นดั่งเปลวเพลิงแผดเผาพลังอันหนาวเหน็บสายนี้จนสลายไปได้
นี่คือลมปราณแท้ของเฉียนอวิ๋นเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย!
ผู้ฝึกยุทธปะทะกับผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน เพียงแค่ความห่างชั้นของลมปราณแท้ ก็ทำให้ต้องเสียเปรียบอย่างหนักแล้ว!
โชคดีที่ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธขั้นสูงสุดทั่วไปมากนัก มิเช่นนั้น ป่านนี้อาจจะบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
ส่วนเฉียนอวิ๋นเฟิงนั้นยิ่งแล้วใหญ่ เขากรีดร้องเสียงหลง ร่างลอยละลิ่วกระเด็นถอยหลังไป กระแทกพื้นอย่างแรง
ท่อนแขนข้างหนึ่งถูกฟันผ่าครึ่งตามแนวตั้ง เลือดสดๆ สาดกระเซ็น แขนห้อยต่องแต่งอยู่ข้างลำตัว
จริงอยู่ที่เฉียนอวิ๋นเฟิงเป็นผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน มีลมปราณแท้คุ้มครองกาย และเมื่อโคจรลมปราณแท้ ก็สามารถต้านทานการฟันแทงจากอาวุธมีคมของผู้อื่นได้
แต่กู้หย่วนไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธธรรมดา พละกำลังของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียนทั่วไปเลย เผลอๆ อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ อีกทั้งกระบี่ชิวฉุ่ยก็เป็นสุดยอดอาวุธที่หาได้ยากยิ่ง
ภายใต้การลงมือสุดกำลังของกู้หย่วน ไม่เพียงแต่ฟันทำลายพลังฝ่ามือที่รวบรวมจากลมปราณแท้ของอีกฝ่ายได้เท่านั้น แต่ยังทำลายแขนของเขาไปหนึ่งข้าง สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ในคราเดียว!
ฟุ่บ——
ทันใดนั้น เงาสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งพาดผ่านร่างของเฉียนอวิ๋นเฟิงไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ความเร็วนั้นไวมาก แม้แต่เฉียนอวิ๋นเฟิงก็ยังตอบสนองไม่ทัน เขารู้สึกเพียงตาพร่าลายและมืดมิด ก่อนที่ความเจ็บปวดแสนสาหัสจะแล่นปราดเข้ามา
“อ๊ากกก!!!”
เขากรีดร้องโหยหวน ฝ่ามือข้างที่ยังดีอยู่ยกขึ้นกุมดวงตา ทว่าเลือดสดๆ ก็ยังคงไหลทะลักออกมาตามง่ามนิ้ว…
จี๊ด จี๊ด จี๊ด!
เงาสีขาวหยุดลงในระยะที่ไม่ไกลนัก กลายร่างเป็นหนูตัวน้อยสีขาวปุย มันคืออาหวงนั่นเอง!
มันร้องจี๊ดๆ โบกกรงเล็บเล็กๆ ที่แหลมคมไปมา ดูเหมือนจะภาคภูมิใจในผลงานของตัวเองไม่น้อย
ทว่าจังหวะที่มันลงมือนั้น ช่างกะเกณฑ์ได้พอดิบพอดีเสียจริงๆ!
เฉียนอวิ๋นเฟิงและกู้หย่วนเพิ่งจะห้ำหั่นกันจบ ต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ นับเป็นช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด
ในเวลานี้ แม้เฉียนอวิ๋นเฟิงจะระแวดระวังตัวอยู่บ้าง โดยแบ่งสมาธิสักสองส่วนไปไว้ที่ตะขาบหลังเหล็กที่จ้องเขม็งอยู่ไม่ไกล แต่เขาจะไปคิดได้อย่างไรว่า ตะขาบหลังเหล็กเป็นเพียงตัวดึงดูดความสนใจในที่สว่างเท่านั้น
ในที่ลับ ยังมีสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่!
เฉียนอวิ๋นเฟิงตระหนักถึงอันตราย เขาถอยร่นอย่างลุกลี้ลุกลน พลางตะคอกด้วยความโกรธแค้น
“เยี่ยนสือซาน! เสียแรงที่เจ้าก็เป็นถึงมือกระบี่ ลอบกัดยังไม่พอ ยังกล้าใช้พวกมากลากรังแกคนน้อย เจ้าชนะอย่างไม่ใสสะอาด เสียชาติเกิดที่เป็นผู้ฝึกยุทธ!”
“ชนะอย่างไม่ใสสะอาดงั้นรึ?”
กู้หย่วนบิดคอไปมา กระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บชัดเจน รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ตลกสิ้นดี กับคนอย่างเจ้า ข้ายังต้องมาพูดจาเรื่องกฎเกณฑ์ยุทธภพที่ต้องสู้กันตัวต่อตัวอีกหรือไง?!”
“อีกอย่าง เจ้าที่เป็นถึงผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน กลับลงมือกับผู้ฝึกยุทธอย่างข้า ยังมีหน้ามาพูดคำนี้อีกเรอะ?”
ระหว่างที่พูด เขาก็ส่งสายตาให้อาอู๋
อาอู๋เข้าใจในทันที มันแอบเลื้อยขยับเข้าไปหาเฉียนอวิ๋นเฟิงอย่างเงียบเชียบ พิษสีเทาบนร่างเริ่มก่อตัวรวมกัน
ตะขาบหลังเหล็กในยามนี้มีความยาวกว่าสามฉื่อ (ประมาณ 1 เมตร) เปลือกแข็งสีเหล็กอมเขียวบนร่างมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทอประกายมันวาวราวกับโลหะ ขาที่แหลมคมแต่ละข้างเปรียบดั่งตะขอเหล็ก ส่องประกายเย็นเยียบ
เมื่อเทียบกับตอนแรก รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูดุร้ายและน่าเกรงขามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แฝงไว้ด้วยความงดงามที่แปลกประหลาด
“ช้าก่อน!”
แม้ดวงตาของเฉียนอวิ๋นเฟิงจะมืดบอด แต่เขาดั้งเดิมก็คือผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียน สัมผัสถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาอย่างแผ่วเบา ทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบ
“พี่เยี่ยน ความจริงเจ้าไม่จำเป็นต้องสังหารข้า เจ้าฆ่าพ่อและน้องหกของข้า นั่นคือเรื่องจริง แต่ข้าขอสาบานด้วยมารในใจ ว่าจะไม่ไปหาเรื่องเจ้าอย่างเด็ดขาด และขอเพียงเจ้าปล่อยข้าไป หลังจากนี้ ข้าสามารถคัดลอกคัมภีร์แท้หลัวซาที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ มอบให้แก่เจ้า เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
ลูกผู้ชายไม่ยอมเสียเปรียบซึ่งหน้า ดวงตาของเขามืดบอดไปแล้ว หากขืนดันทุรังต่อไปคงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ สู้แสร้งทำเป็นโอนอ่อนผ่อนตามอีกฝ่ายไปก่อนจะดีกว่า
“คัมภีร์แท้หลัวซางั้นหรือ?”
กู้หย่วนชะงักไป นี่คือเคล็ดวิชาที่เฒ่าประหลาดเสวียนโยวผู้นั้นฝึกฝนสินะ…
เคล็ดวิชาแท้จริงวิถีมรรคย่อมมีแรงดึงดูดไม่น้อย แต่กู้หย่วนไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเฒ่าประหลาดเสวียนโยวจะยอมถ่ายทอดของล้ำค่าเช่นนี้ให้เฉียนอวิ๋นเฟิงจนหมดเปลือก
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เฉียนอวิ๋นเฟิงจะมีของพรรค์นี้อยู่จริง กู้หย่วนก็ไม่มีทางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะยอมมอบให้ตนอย่างซื่อสัตย์
อีกอย่าง ตัวเขามาเพื่อสังหารคน ไม่ได้มาเพื่อเคล็ดวิชาแท้จริงวิถีมรรคอะไรนั่นสักหน่อย!
หากต้องการคัมภีร์แท้หลัวซาไว้จัดการคนเสร็จค่อยไปชิงเอาจากมือเฒ่าประหลาดเสวียนโยวในภายหลังก็ย่อมได้!
ทว่าเฉียนอวิ๋นเฟิงกลับคิดว่ากู้หย่วนเริ่มหวั่นไหว จึงรีบอธิบายต่อ
“ถูกต้อง นี่คือเคล็ดวิชาแท้จริงวิถีมรรค อีกทั้งยังเป็นคัมภีร์วิถีเต๋าระดับปฐพีที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า สามารถชี้แนะหนทางสู่ขอบเขตจินตันบรรลุศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง! ซ้ำวิชานี้ยัง… อ๊ากก!”
ยังพูดไม่ทันจบ อาอู๋ก็ฉวยโอกาสลอบกัดเข้าที่ขาของเขาไปหนึ่งคำ
รอยริ้วสีเทาสายหนึ่งลุกลามไปทั่วร่างของเฉียนอวิ๋นเฟิงอย่างรวดเร็ว ทำให้เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเริ่มชาหนึบและอ่อนแรงลงอย่างฉับพลัน
“อ๊าก! ข้าจะฆ่าแก!”
เฉียนอวิ๋นเฟิงทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป
เขาไม่อาจสะกดกลั้นจิตสังหารในใจได้อีกต่อไป จึงตะโกนลั่น อาศัยหูฟังเสียงเพื่อแยกแยะตำแหน่ง ก้าวเท้ายาวๆ ออกไป ลมปราณแท้ในร่างระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง ฟาดฝ่ามือดัง ปัง! กระแทกตะขาบหลังเหล็กจนกระเด็นลอยละลิ่วไป
แม้เปลือกหลังของอาอู๋จะแข็งแกร่ง ทว่าเมื่อโดนฝ่ามือนี้กระแทกเข้าใส่ก็แตกกระจาย ปรากฏรอยประทับฝ่ามือที่ลึกบุ๋มลงไป
ร่างของอาอู๋กระเด็นลอยไปชนเข้ากับผนังหิน ก่อนจะตกลงสู่พื้น
เช้ง——
แต่ในวินาทีนั้นเอง ประกายกระบี่เจิดจรัสที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารก็สว่างวาบขึ้น สาดส่องไปทั่วทั้งถ้ำจนสว่างขาวโพลน
แม้ดวงตาของเฉียนอวิ๋นเฟิงจะมืดบอด แต่ในยามนี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยรังสีอำมหิต เขากลับราวกับได้การมองเห็นคืนมา เขาสามารถมองเห็นประกายกระบี่สายนั้น กำลังพุ่งฟาดฟันตรงมาที่ตน
เขารู้สึกขนหัวลุกชัน หนาวสะท้านไปทั้งร่าง คิดจะหลบหนี แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว!
ในยามนี้ พลังเก่าของเขาเพิ่งหมด พลังใหม่ยังไม่ทันก่อเกิด!
อีกทั้งหลังจากถูกพิษ ต่อให้มีลมปราณแท้คอยสะกดเอาไว้ ร่างกายของเขาก็ยิ่งชาหนึบ ไร้เรี่ยวแรง กระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก
ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเวลาในตอนนี้ หรือสภาพร่างกายของเขา ล้วนไม่เปิดโอกาสให้เขาตอบสนองใดๆ ได้อีกแล้ว