ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 22: ค่ายกลพิทักษ์ตระกูล
ตอนที่ 22: ค่ายกลพิทักษ์ตระกูล
ท่ามกลางความสับสนอลมานของกองทัพตระกูลจ้าวที่เห็นผู้นำของตนถูกซัดกระเด็นในพริบตา จ้าวฟางที่กระอักเลือดคำโตพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความคลุ้มคลั่ง ดวงตาของมันแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดไหลออกมาจริงๆ มันคำรามสั่งการด้วยเสียงแหบพร่า
“อย่าไปกลัวมัน! มันมีแค่คนเดียว! รุมเข้าไป! ใช้จำนวนบดขยี้มัน! ใครเด็ดหัวมันได้ ข้าจะยกทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตระกูลหลงให้!”
รางวัลล่อใจมหาศาลทำให้องครักษ์นับร้อยที่กำลังลังเลกลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง พวกมันกู่ร้องก้องคำรามพลางชักอาวุธพุ่งเข้าใส่หลงเฉินประดุจคลื่นมนุษย์ที่บ้าคลั่ง หลงจ้านที่อยู่ด้านหลังเตรียมจะขยับตัวเข้าช่วยลูกชาย แต่หลงเฉินกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้าม
“ท่านพ่อ… ไม่ต้องเปลืองแรงหรอกครับ” หลงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าเพิ่งปรับปรุง ‘สวนหน้าบ้าน’ ใหม่นิดหน่อย ให้แขกผู้มีเกียรติเหล่านี้ได้เที่ยวชมศาลาพักใจของข้าเสียก่อน”
“ฮี้ๆๆ! สวนหน้าบ้านงั้นรึ? เจ้านี่มันตลกหน้าตายจริงๆ หลงเฉิน!” เสี่ยวเฮยที่เกาะอยู่บนบ่าหัวเราะร่าหางงูส่ายไปมาอย่างสนุกสนาน “เจ้าพวกโง่นี่กำลังจะเดินเข้าเครื่องบดเนื้อแท้ๆ ยังไม่รู้ตัวอีก!”
ทันทีที่เท้าขององครักษ์ตระกูลจ้าวคนแรกเหยียบข้ามเส้นเขตประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลหลง หลงเฉินก็วาดนิ้วมือผ่านอากาศเป็นลวดลายซับซ้อน พลังปราณสีแดงฉานถูกยิงลงสู่พื้นดินตรงจุดกึ่งกลางของลานบ้าน
วูบ!
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบคอบคฤหาสน์ตระกูลหลงพลันบิดเบี้ยว หมอกหนาทึบสีเทาหม่นพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ดินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปกคลุมพื้นที่รัศมีร้อยเมตรในชั่วพริบตา แสงจากคบเพลิงของศัตรูถูกกลืนกินจนมืดมิด องครักษ์นับร้อยที่เพิ่งพุ่งเข้ามาต่างพากันชะงักกึก เพราะทัศนวิสัยเบื้องหน้ากลับกลายเป็นป่ารกชัฏและเขาวงกตที่ไร้ทางออก
“นี่มันอะไรกัน! หมอกมาจากไหน!”
“เจ้าบ้านั่นหายไปไหนแล้ว! เมื่อกี้มันยังยืนอยู่ตรงหน้าข้าแท้ๆ!”
นี่คือ “ค่ายกลลวงตาพิฆาตมังกร” เวอร์ชันปรับปรุงที่หลงเฉินใช้ความรู้ระดับจักรพรรดิโอสถผสานเข้ากับค่ายกลพื้นฐานของตระกูลหลง เขาใช้หินปราณที่รีดไถมาจากตระกูลนาหลันเป็นแกนกลาง และใช้เลือดของสัตว์อสูรที่ล่ามาเป็นตัวเชื่อมโยง
“ในสายตาของข้า พวกเจ้าก็คือหนูที่วิ่งวุ่นอยู่ในกรง” หลงเฉินพึมพำ
ภายในหมอกหนา เสียงกรีดร้องเริ่มดังขึ้นทีละจุด
“อ๊ากกก! ขาข้า! ใครวางกับดักไว้ตรงนี้!”
“ช่วยด้วย! กำแพงมันเคลื่อนที่ได้! มันกำลังจะทับข้า!”
องครักษ์ตระกูลจ้าวคนหนึ่งพยายามจะฟันดาบใส่หมอกเบื้องหน้า แต่สิ่งที่มันเห็นกลับเป็นภาพลวงตาของหลงเฉินที่ยืนยิ้มเยาะ มันจึงพุ่งเข้าใส่สุดแรง ทว่าความจริงแล้วนั่นคือเสาหินขนาดใหญ่ที่หลงเฉินลงอาคมไว้ ดาบเหล็กกล้าปะทะหินจนหักสะบั้นและเศษเหล็กกระเด็นกลับมาปักลำคอของมันเองจนสิ้นใจ
หลงจ้านและเหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลงที่ยืนอยู่ภายในค่ายกลกลับมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจนอย่างน่าอัศจรรย์ พวกเขามองเห็นศัตรูนับร้อยเดินวนไปวนมาอย่างโง่เขลา บ้างก็ฟันกันเองเพราะเห็นภาพหลอนว่าเป็นหลงเฉิน บ้างก็เดินตกหลุมขวากที่หลงเฉินขุดทิ้งไว้เพียงไม่กี่นิ้วแต่กลับเห็นเป็นเหวลึกจนเสียขวัญตกตายด้วยความช็อก
“นี่มัน… มหัศจรรย์เกินไปแล้ว” หลงจ้านอ้าปากค้าง “ค่ายกลตระกูลเราไม่เคยทรงพลังขนาดนี้มาก่อน!”
“หึหึ เจ้าพวกบ้านนอกเอ๋ย นี่เป็นแค่ค่ายกลระดับขยะที่หลงเฉินเอามาปัดฝุ่นใหม่เท่านั้นแหละ” เสี่ยวเฮยเอ่ยอย่างอวดภูมิ “ถ้าข้าลงมือช่วยวางค่ายกลด้วยตัวเอง ป่านนี้ไอ้เจ้าผู้นำตระกูลจ้าวนั่นคงกลายเป็นปุ๋ยไปนานแล้ว!”
หลงเฉินเดินเล่นอยู่ในค่ายกลราวกับเดินอยู่ในสวนหย่อมของตัวเอง เขาไม่จำเป็นต้องลงมือฆ่าใครด้วยซ้ำ ค่ายกลจะทำงานด้วยตัวมันเอง ทุกครั้งที่ศัตรูเคลื่อนไหวผิดที่ พลังงานในค่ายกลจะกระตุ้นกับดักที่ซ่อนอยู่
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลูกศรลมปราณนับสิบพุ่งออกจากความว่างเปล่า ปักทะลุร่างองครักษ์ตระกูลจ้าวกลุ่มหนึ่งจนกลายเป็นเม่น เลือดสาดกระจายย้อมหมอกสีเทาให้กลายเป็นสีชมพูหม่นที่ดูสยดสยอง
จ้าวฟางที่อยู่ภายนอกค่ายกลเห็นท่าไม่ดี มันพยายามรวบรวมพลังปราณหลอมรวมขั้นที่ 4 ทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือแล้วซัดเข้าใส่กลุ่มหมอกเพื่อหวังจะทำลายค่ายกลด้วยแรงปะทะ
“ค่ายกลกระจอกๆ! พังไปซะ!”
ตูม!!
พลังฝ่ามือกระแทกเข้ากับหมอกหนา แต่มันกลับไม่แตกกระจาย หมอกสีเทานั้นกลับหมุนวนดั่งน้ำวน ดูดซับพลังปราณของจ้าวฟางเข้าไปจนหมดสิ้น ก่อนจะสะท้อนพลังนั้นกลับออกมาแรงกว่าเดิมเป็นสองเท่า!
ปัง!
จ้าวฟางถูกพลังของตัวเองซัดจนกระเด็นหงายหลัง กระแทกกับรถม้าจนพังยับเยิน มันกระอักเลือดออกมาคำโต แววตาเต็มไปด้วยความสยดสยองและสิ้นหวัง
“เป็นไปได้อย่างไร… ค่ายกลระดับนี้ แม้แต่นักวางค่ายกลระดับ 3 ในเมืองหลวงยังทำไม่ได้!”
หลงเฉินเดินออกมาจากม่านหมอกช้าๆ ในมือไม่ได้ถืออาวุธใดๆ มีเพียงกลิ่นอายมังกรอสูรที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เขาหยุดยืนอยู่หน้าจ้าวฟางที่นอนกองกับพื้น
“จ้าวฟาง… เจ้าบอกว่าจะมาล้างบางตระกูลข้าไม่ใช่รึ?” หลงเฉินก้มมองด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็ง “ตอนนี้นักรบของเจ้ากลายเป็นเพียงซากศพในหมอก ส่วนเจ้า… บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับสุนัขจนตรอก”
“หลงเฉิน… เจ้ามันปีศาจ…” จ้าวฟางละล่ำละลัก “ตระกูลจ้าวของข้ามีเบื้องหลังที่เจ้าคาดไม่ถึง… พี่ใหญ่ของข้าที่เป็นขุนนางในเมืองหลวงจะไม่ปล่อยเจ้าไว้!”
“ขุนนางงั้นรึ?” หลงเฉินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความรู้สึก “ข้าจะรอ... รอให้พวกมันดาหน้ากันเข้ามาให้ข้าฆ่าทิ้งให้หมด แต่สำหรับวันนี้… ค่ายกลของข้ายังต้องการ ‘สารอาหาร’ อีกเล็กน้อยเพื่อให้มันมั่นคงขึ้น”
หลงเฉินยื่นมือออกไปคว้าร่างของจ้าวฟาง แล้วโยนมันเข้าไปในม่านหมอกท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่โหยหวนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความเงียบจะเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง
ชาวเมืองที่แอบมองอยู่ต่างสั่นสะท้านไปถึงทรวงอก คืนที่เคยคิดว่าตระกูลหลงจะล่มสลาย กลับกลายเป็นคืนที่ตระกูลจ้าวถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมืองหมอกเมฆาภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
หลงเฉินสะบัดมือสลายค่ายกล หมอกจางหายไป เผยให้เห็นลานบ้านที่เต็มไปด้วยซากศพของศัตรูที่นอนเกลื่อนกลาด แต่ไม่มีศพไหนเลยที่จะนอนตายอย่างสงบ ทุกศพล้วนถูกสูบเลือดสูบเนื้อไปจนแห้งกรังด้วยฤทธิ์ของวิชามังกรอสูรที่แฝงอยู่ในค่ายกล
“ท่านพ่อ… เก็บกวาดที่นี่ด้วยครับ” หลงเฉินหันไปบอกหลงจ้านที่ยังคงตกตะลึงอยู่ “ส่วนข้า… มีธุระต้องไปจัดการที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวเสียหน่อย ของมีค่าที่นั่นคงจะเยอะพอให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้”
หลงเฉินพุ่งทะยานหายไปในเงามืด ทิ้งให้ชื่อของเขาเป็นตำนานสยองขวัญบทใหม่ที่จะจารึกไว้ในใจของทุกคนตลอดกาล มังกรหลับตื่นขึ้นแล้ว และมันกำลังเริ่มออกล่าอย่างบ้าคลั่ง!
(จบบทที่ 22)