ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 32: หินวัดระดับพรสวรรค์
ตอนที่ 32: หินวัดระดับพรสวรรค์
ลานกว้างหน้าวิหารหลักของสำนักกระบี่สวรรค์ปูด้วยหินอ่อนสีขาวนวลทอดยาวสุดสายตา บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้สมัครนับพันคนที่ผ่านด่านแรกเข้ามาได้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกดดันที่หนักอึ้ง ยิ่งกว่าตอนอยู่หน้าประตูสำนักหลายเท่า
ใจกลางลานกว้าง มีแท่นหินยกพื้นสูง ตั้งตระหง่านอยู่ด้วยเสาหินสีดำทมิฬขนาดมหึมา สูงกว่าสามวา (ประมาณ 6 เมตร) ผิวของมันเรียบเนียนราวกับกระจก สลักลวดลายอักขระโบราณที่เรืองแสงจางๆ ตลอดเวลา
นี่คือ “หินวัดปราณจิต” สมบัติล้ำค่าของสำนักกระบี่สวรรค์ ที่ใช้ตรวจสอบระดับพรสวรรค์และรากฐานลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์
“ต่อไป! หวังเฉียง จากเมืองหลวง!”
เสียงประกาศก้องของผู้อาวุโสคุมสอบ ชายชราหนวดเครายาวเฟิ้มในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง นามว่า “ผู้อาวุโสโม่” ดังขึ้น
ชายหนุ่มร่างกำยำเดินขึ้นไปบนแท่นด้วยความมั่นใจ เขาวางมือทาบลงบนหินสีดำ
วูบ!
แสงสีส้มสว่างวาบขึ้น ตามด้วยสีเหลือง และหยุดลงที่ “สีเขียว” สว่างจ้า
“พรสวรรค์ระดับกลางขั้นสูง! ผ่าน!” ผู้อาวุโสโม่พยักหน้าด้วยความพอใจ “ไปรอที่ฝั่งขวา!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ผู้สมัคร สีเขียวถือว่าเป็นระดับที่ดีมากในหมู่ศิษย์ใหม่ ส่วนใหญ่ทำได้แค่สีส้มหรือสีเหลืองเท่านั้น
การทดสอบดำเนินไปเรื่อยๆ ผู้คนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นไป บ้างก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้น บ้างก็ร้องไห้โฮเพราะทำได้แค่แสงสีแดงริบหรี่และถูกถีบตกเวทีไป
หลงเฉินยืนกอดอกรอคิวอยู่อย่างเบื่อหน่าย ท่ามกลางสายตาแปลกๆ ของคนรอบข้างที่ยังจำวีรกรรมหน้าประตูของเขาได้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาทักทาย
“ฮ้าววว…” เสี่ยวเฮยบนบ่าหาวจนเห็นลิ้นไก่ “น่าเบื่อชะมัด… หินก้อนนั้นมันมีดีอะไรกัน มนุษย์พวกนี้ถึงได้ตื่นเต้นกันนักหนา? ข้าดูแล้วก็แค่หินภูเขาไฟธรรมดาที่เอามาลงอาคมกระจอกๆ”
“สำหรับมดปลวก แสงเทียนย่อมสว่างดุจดวงอาทิตย์” หลงเฉินตอบกลับในใจ “เจ้าอย่าเพิ่งบ่น เก็บแรงไว้ ข้าสังหรณ์ใจว่าเจ้าหินนี่อาจจะสร้างปัญหาให้ข้า”
“ต่อไป! หลงเฉิน!”
เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้น หลงเฉินขยับตัว เดินแหวกฝูงชนขึ้นไปบนแท่นหิน
ทันทีที่เขายืนอยู่หน้าหินวัดปราณ สายตาดูแคลนจากผู้อาวุโสโม่ก็กวาดมองมาที่เสื้อผ้าเก่าๆ และกลิ่นอายพลังปราณที่ดูเบาบางของเขา (เนื่องจากหลงเฉินกดพลังไว้)
“เจ้าหรือที่ก่อเรื่องหน้าประตู?” ผู้อาวุโสโม่ถามเสียงแข็ง “ได้ข่าวว่าเจ้ามีฝีมือดีนี่ แต่จำไว้… ที่สำนักกระบี่สวรรค์ พรสวรรค์และรากฐานสำคัญกว่ากำลังป่าเถื่อน หากพรสวรรค์เจ้าไม่ถึงขั้น ข้าก็จะไล่เจ้าออกไปอยู่ดี ต่อให้เจ้าจะเก่งมาจากไหนก็ตาม!”
“ทราบแล้ว” หลงเฉินตอบสั้นๆ ไม่ยี่หระต่อคำขู่
“หึ! อวดดี! วางมือลงไป!”
หลงเฉินเดินเข้าไปประชิดหินสีดำ ความเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจากตัวหิน เขาสูดหายใจลึก พยายามควบคุมพลังในร่างให้สงบที่สุด
เขาไม่ต้องการเปิดเผย “ชีพจรมังกร” ทั้งหมด เพราะมันจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป เขาเพียงต้องการผลลัพธ์ระดับกลางๆ เพื่อให้ผ่านการทดสอบและเข้าไปหาทรัพยากรเงียบๆ
“แค่ปล่อยพลังออกมานิดเดียว… สักหนึ่งส่วนของหยดเลือดมังกรก็น่าจะพอ”
หลงเฉินคิดในใจ แล้วค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นทาบลงบนผิวหิน
ติ๊ง…
เสียงเบาๆ ดังขึ้น แสงสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นที่ฐานของหิน
“ฮ่าๆๆ! สีแดง?”
“นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็แค่ขยะที่มีแรงควาย!”
“สีแดงจางขนาดนั้น ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ!”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลั่นมาจากกลุ่มคุณชายตระกูลใหญ่ที่ยืนรออยู่ด้านล่าง ผู้อาวุโสโม่แสยะยิ้มมุมปาก เตรียมจะเอ่ยปากไล่
“ขยะก็คือขยะ… ลงไ…”
แต่คำพูดยังไม่ทันจบ
ครืนนน...
จู่ๆ พื้นดินใต้แท่นหินก็เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ หินสีดำทมิฬที่เคยเย็นเฉียบเริ่มร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนไอร้อนพวยพุ่งออกมา แสงสีแดงที่ริบหรี่เมื่อครู่ กลับไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีส้ม แต่แปรเปลี่ยนเป็น “สีแดงเลือด” ที่เข้มข้นและน่าสะพรึงกลัว!
วูบ! วูบ! วูบ!
แสงสีเลือดพุ่งพล่านขึ้นสู่ยอดเสาหินราวกับปรอทวัดไข้ที่แตกทะลัก มันไม่ได้หยุดแค่ยอดเสา แต่มันพุ่งทะลุออกไปเป็นลำแสงสีแดงฉานเสียดแทงท้องฟ้า!
“นะ… นี่มันแสงอะไรกัน!?” ผู้อาวุโสโม่ตาถลน “ไม่มีในบันทึก! สีแดงเข้มขนาดนี้มันคืออะไร!”
หลงเฉินขมวดคิ้ว “แย่แล้ว… หินนี่มันคุณภาพต่ำเกินไป มันรับแรงกดดันจากสายเลือดมังกรไม่ได้”
เขาพยายามจะชักมือกลับ แต่ดูเหมือนหินนั่นจะเกิดแรงดูดมหาศาล พยายามดึงพลังจากตัวเขาไปวิเคราะห์อย่างบ้าคลั่ง
“เฮ้ย! ไอ้หินบ้า! อย่ามาแย่งอาหารข้านะ!” เสี่ยวเฮยร้องลั่นเมื่อรู้สึกว่าพลังในตัวหลงเฉินไหลออกไป “ปล่อยมือเจ้าทาสเดี๋ยวนี้นะโว้ย!”
เปรี๊ยะ!
รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่กึ่งกลางของหินวัดปราณ เสียงแตกดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบตะลึงของฝูงชน
“หิน… หินร้าว?”
“เป็นไปไม่ได้! หินวัดปราณสร้างจากศิลาทมิฬพันปี แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า!”
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! กร๊อบ!
รอยร้าวขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ลามไปทั่วทั้งเสาหินราวกับใยแมงมุม แสงสีเลือดส่องลอดออกมาตามรอยแตก จนหินทั้งก้อนดูเหมือนลูกระเบิดที่กำลังจะทำงาน
“ถอย! ถอยเร็ว!” ผู้อาวุโสโม่ได้สติ ตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก กระโดดถอยหลังหนีตาย
หลงเฉินเห็นท่าไม่ดี เขาระเบิดพลังกายามังกรกระชากมือตัวเองหลุดออกมาได้สำเร็จ
ตูมมมมมม!!!!
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วขุนเขา หินวัดปราณจิตมูลค่ามหาศาลระเบิดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษหินปลิวว่อนไปทั่วทิศทาง ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองไม่เห็นสิ่งใด
แรงอัดอากาศผลักผู้สมัครที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ล้มกลิ้งระเนระนาด
เมื่อฝุ่นควันจางลง…
เหลือเพียงฐานหินที่แตกยับเยิน และหลงเฉินที่ยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บรรยากาศเงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มคนนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
ผู้อาวุโสโม่ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าดำคร่ำเครียด เดินโซซัดโซเซกลับมาดูซากหิน มือไม้สั่นเทา
“จะ… เจ้า… เจ้าทำอะไรลงไป!” ผู้อาวุโสโม่ชี้หน้าหลงเฉิน เสียงสั่นเครือ “หินวัดปราณของสำนัก! สมบัติล้ำค่า! เจ้าทำลายมัน!”
หลงเฉินเลิกคิ้วมองอย่างไม่ยี่หระ
“ข้าแค่แตะมันเบาๆ…” เขาตอบหน้าตาย “ใครจะไปรู้ว่าของของสำนักกระบี่สวรรค์จะ ‘เปราะบาง’ ขนาดนี้ สงสัยพวกท่านคงโดนพ่อค้าหลอกขายของปลอมมาแล้วล่ะมั้ง?”
“ใช่ๆ! ของปลอมชัดๆ!” เสี่ยวเฮยตะโกนสนับสนุนจากบนบ่า “แค่โดนปราณนิดหน่อยก็แตกโพละ! คุณภาพแย่ยิ่งกว่ากระดองเต่านาเสียอีก!”
“เจ้า! เจ้า!” ผู้อาวุโสโม่โกรธจนพูดไม่ออก หน้าแดงจนแทบจะระเบิดตามหินไปอีกคน
เหล่าศิษย์พี่คุมสอบต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้จะตัดสินอย่างไรดี ตามกฎแล้วถ้าหินไม่แสดงสีก็คือไม่ผ่าน แต่กรณีนี้หินมันระเบิด… ซึ่งแปลว่าพลังของผู้ทดสอบมันเกินขีดจำกัดที่หินจะรับไหว?
“ผู้อาวุโส…” หนึ่งในศิษย์พี่กระซิบ “แบบนี้จะให้เขาผ่านไหมขอรับ?”
ผู้อาวุโสโม่กัดฟันกรอด เขาอยากจะไล่หลงเฉินออกไปเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าไล่คนที่ทำหินระเบิดได้ออกไป ข่าวลือคงแพร่สะพัดว่าสำนักตาบอดทิ้งอัจฉริยะ แต่จะให้ยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะก็เสียหน้าเกินไป
“พรสวรรค์… วัดค่าไม่ได้…” ผู้อาวุโสโม่ประกาศเสียงแข็ง “อาจเกิดจากความผิดพลาดของหิน หรือวิชามารบางอย่าง!”
“ให้ผ่าน!” เขาตะคอก “แต่จัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘ไร้สังกัด’ รอการตรวจสอบ! ส่งไปที่หน่วยแรงงานท้ายเขา!”
กลุ่มไร้สังกัด… หรือที่รู้กันดีในชื่อ “กลุ่มขยะ” เป็นที่รวมของพวกที่พรสวรรค์ต่ำต้อยที่สุด หรือพวกที่มีปัญหากับสำนัก ต้องไปทำงานแบกหามและอาศัยอยู่ในพื้นที่รกร้างที่ปราณเบาบางที่สุด
หลงเฉินยิ้มมุมปาก เขาไม่สนใจว่าจะถูกส่งไปที่ไหน ขอแค่ได้เข้าไปข้างในก็พอ
“หน่วยแรงงานท้ายเขางั้นรึ? ฟังดูเงียบสงบดี”
เขาประสานมือคารวะแบบขอไปที “ขอบคุณผู้อาวุโสที่เมตตา”
หลงเฉินเดินลงจากเวทีท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของทุกคน ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะเขาอีกแล้ว เพราะภาพหินระเบิดยังคงติดตาตรึงใจ
ขณะเดินผ่านกลุ่มคุณชายที่เคยหัวเราะเยาะ หลงเฉินปรายตามองเล็กน้อย เพียงแค่นั้นวงแตกกระจาย หลีกทางให้เขาเดินราวกับแหวกน้ำ
“ท้ายเขาเหรอ...” เสี่ยวเฮยทำจมูกฟุดฟิด “ฮืม… กลิ่นดินแถวนั้นแปลกๆ นะหลงเฉิน ข้าได้กลิ่น… ของเก่าแก่… ของอร่อย!”
“หืม?” หลงเฉินดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
ดูเหมือนการถูกเนรเทศไปท้ายเขา… อาจจะเป็นโชคหล่นทับยิ่งกว่าการได้เป็นศิษย์สายในเสียอีก
“นำทางไปเลยผู้อาวุโส… ข้าชักอยากจะเห็นบ้านใหม่เร็วๆ แล้ว”
(จบบทที่ 32)