ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 63: สุนัขเฝ้าประตู
ตอนที่ 63: สุนัขเฝ้าประตู
ณ หุบเขาหมอกมังกร ทางตอนเหนือของนครหลวงต้าเยี่ยน
สถานที่แห่งนี้ซึ่งเคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ธงทิวหลากสีของสำนักต่างๆ โบกสะบัดปลิวไสวเหนือยอดไม้ เสียงพูดคุยและเสียงตะโกนซื้อขายของดังเซ็งแซ่ราวกับตลาดนัดยามเช้า
ใจกลางหุบเขา มีม่านหมอกสีรุ้งขนาดมหึมาหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น มันคือ “ประตูมิติ” ทางเข้าสู่สุสานมังกรโบราณที่เพิ่งคลายผนึกออก กลิ่นอายโบราณและพลังปราณที่หนาแน่นแผ่ออกมาจากภายใน ทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ตาลุกวาวด้วยความโลภ
แต่ทว่า… หนทางสู่ขุมทรัพย์นั้นไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกคน
“หยุด! ใครไม่มีป้ายผ่านทาง ห้ามเข้า!”
เสียงตะโกนก้าวร้าวของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งดังขึ้นที่หน้าปากทางเข้ามิติ พวกเขาสวมเครื่องแบบสีแดงเพลิง ปักลายดาบไขว้ที่อกเสื้อ… “สำนักดาบคลั่ง (Raging Sword Sect)”
ร่วมกับศิษย์จาก “สำนักอัสนีบาต” และ “สำนักบุปผาสวรรค์” พวกเขาร่วมมือกันตั้งด่านสกัดกั้นทางเข้า ยึดพื้นที่รอบประตูมิติไว้เป็นของตนเอง โดยมีศิษย์ระดับก่อรากฐานยืนคุมเชิงอยู่หลายสิบคน
“พวกเจ้าทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ!” ชายชราคนหนึ่งที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์พเนจรตะโกนด้วยความคับแค้นใจ “สุสานมังกรเป็นสมบัติของแผ่นดิน ใครมีวาสนาก็ควรได้เข้า! พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเก็บค่าผ่านทาง!”
“สิทธิ์งั้นรึ?” ศิษย์หน้าบากของสำนักดาบคลั่งแสยะยิ้ม มันชักดาบเล่มใหญ่ออกมาพาดบ่า “สิทธิ์ของกำปั้นไงไอ้แก่! ถ้าไม่อยากตายก็จ่ายมา 100 หินปราณ! ถ้าไม่มีก็ไสหัวไป!”
“100 หินปราณ! นี่มันปล้นกันชัดๆ!” ฝูงชนฮือฮาด้วยความไม่พอใจ สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป 100 หินปราณคือเงินเก็บทั้งชีวิต
เพี๊ยะ!
ศิษย์หน้าบากตบหน้าชายชราฉาดใหญ่จนฟันร่วงเลือดกบปาก ร่างชายชรากระเด็นไปกองกับพื้น
“หุบปาก! ใครกล้าโวยวายอีก ข้าจะตัดลิ้นมัน!” ศิษย์หน้าบากประกาศก้อง แรงกดดันระดับ ‘ก่อรากฐาน ขั้น 1’ แผ่ออกมาข่มขวัญผู้คนจนเงียบกริบ
ท่ามกลางฝูงชนที่หวาดกลัว ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเทาเก่าๆ สวมหมวกฟางปิดหน้า เดินแทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
หลงเฉินมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ภายใต้หมวกฟางนั้น มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความเห็นใจ… แต่ด้วยความ “หมั่นไส้”
“เก็บค่าผ่านทางคนละ 100… คนรอเข้าเป็นหมื่น…” หลงเฉินคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว “เจ้าพวกนี้มันหาเงินเก่งกว่าข้าอีกแฮะ… ชักจะอิจฉาซะแล้วสิ”
“เฮ้ย เจ้าทาส…” เสี่ยวเฮยที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อกระซิบ “ไอ้หน้าบากนั่นดูรวยนะ แหวนมิติมันเปล่งแสงวิบวับเลย ข้าได้กลิ่นหินปราณหอมฉุยออกมาจากตัวมัน”
“ใจเย็นๆ…” หลงเฉินตอบในใจ “เดี๋ยวเราค่อยไป ‘เก็บค่าคุ้มครอง’ คืนทีหลังในสุสาน... ตอนนี้เข้าไปข้างในก่อน”
หลงเฉินกระชับหมวกฟาง เดินตรงดิ่งไปที่ด่านเก็บเงินโดยไม่สนใจสายตาใคร
“หยุด!” ศิษย์หน้าบากคนเดิมเดินมาขวางทางหลงเฉิน มันมองชุดคลุมซอมซ่อของเขาด้วยสายตาดูแคลน “ไอ้ขอทาน! จะเข้าสุสานรึ? จ่ายมา 100 หินปราณ!”
หลงเฉินหยุดเดิน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นคางที่เกลี้ยงเกลา
“ข้าไม่มี” หลงเฉินตอบสั้นๆ
“ไม่มี?” ศิษย์หน้าบากหัวเราะลั่น “ไม่มีก็ไสหัวไป! ที่นี่ไม่ใช่โรงทาน!”
“ข้าไม่มีเงิน…” หลงเฉินพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ข้ามี ‘ตีน’ … พอจะใช้จ่ายแทนได้ไหม?”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณทันที ศิษย์สำนักดาบคลั่งและผู้คนรอบข้างต่างหันมามองหลงเฉินเป็นตาเดียว ราวกับมองคนบ้าที่กำลังรนหาที่ตาย
“เจ้า… ว่าอะไรนะ?” ศิษย์หน้าบากหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “เจ้ากล้ากวนตีนข้ารึ! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร! ข้าคือศิษย์สายในของสำนักดาบคลั่ง…”
“ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” หลงเฉินขัดจังหวะ “ข้าจะนับหนึ่งถึงสาม… หลีกไปซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“หนึ่ง…”
“ไอ้สารเลว! ตายซะ!”
ศิษย์หน้าบากไม่รอให้หลงเฉินนับจบ มันง้างดาบใหญ่ในมือ ระเบิดพลังปราณก่อรากฐานฟันลงมาที่หัวไหล่ของหลงเฉินหมายจะผ่าให้ขาดสะพายแล่ง!
“เฮือก!” ฝูงชนร้องด้วยความตกใจ หลับตาปี๋ไม่อยากเห็นภาพสยดสยอง
แต่ทว่า…
ปัง!
เสียงปะทะไม่ได้เกิดจากคมดาบตัดเนื้อ แต่เป็นเสียง “ฝ่าเท้า” ปะทะกับ “ใบหน้า”
ในเสี้ยววินาทีที่ดาบกำลังจะถึงตัว หลงเฉินยกเท้าขวาขึ้นถีบสวนเข้าไปที่กลางแสกหน้าของศิษย์หน้าบากด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะมองทัน!
ตูมมมม!!!
ร่างของศิษย์หน้าบากปลิวลอยละลิ่วเหมือนว่าวสายป่านขาด พุ่งทะลุซุ้มประตูไม้ พังรั้วกั้น และลอยข้ามหัวฝูงชนไปไกลกว่าห้าสิบวา ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดัง แอ้ก!
ดาบใหญ่ในมือหลุดกระเด็นปักลงดิน ใบหน้าของมันยุบลงไปเป็นรอยรองเท้า ดั้งจมูกหักละเอียด ฟันหน้าหายเกลี้ยง สลบเหมือดไปในท่านอนหงายท้องกางแขนกางขา
“…”
ความเงียบสงัดที่น่ากลัวกว่าเดิมเข้าปกคลุม ทุกสายตาเบิกโพลงมองชายหนุ่มชุดเทาที่ยังยืนขาค้างอยู่ในท่าถีบ
“ข้าบอกแล้ว…” หลงเฉินค่อยๆ วางเท้าลง ปัดฝุ่นที่ขากางเกงเบาๆ
“ว่าข้าจะจ่ายด้วยตีน... ไม่ได้รับเงินทอนนะ”
“เฮ้ย! มันทำร้ายศิษย์พี่หลิว!”
“ฆ่ามัน! รุมฆ่ามัน!”
ศิษย์สำนักดาบคลั่งอีกสิบกว่าคนที่เฝ้าด่านได้สติ พวกมันชักอาวุธออกมาแล้วกรูเข้ามาล้อมหลงเฉินพร้อมกัน พลังปราณหลากสีระเบิดออก
“สุนัขหมู่สินะ…” หลงเฉินแสยะยิ้มใต้หมวกฟาง
เขาไม่ได้ชักอาวุธ ไม่ได้ระเบิดพลังปราณที่แท้จริง แต่เขาเพียงแค่ปลดปล่อย “จิตสังหารมังกร” ออกมาเพียงเสี้ยวหนึ่ง
วูบ!
แรงกดดันที่มองไม่เห็น แผ่กระจายออกจากร่างของหลงเฉิน กลิ่นอายของสัตว์ร้ายบรรพกาลกดทับลงไปที่จิตใจของศิษย์เหล่านั้น
“อึก!”
“นะ… น่ากลัว…”
ศิษย์ที่กำลังวิ่งเข้ามาหยุดชะงักกึก ขาสั่นพั่บๆ เหมือนหนูเจอแมว ความกลัวที่ไม่มีเหตุผลแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทำให้พวกมันก้าวไม่ออก
หลงเฉินก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไป ทำให้ศิษย์เหล่านั้นต้องถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ
“หลีก...” หลงเฉินเอ่ยคำเดียว
เหล่า “สุนัขเฝ้าประตู” ที่เคยกร่างคับฟ้า บัดนี้กลับแหวกทางให้อัตโนมัติ ราวกับแหวกทางให้มัจจุราช
หลงเฉินเดินผ่านด่านเก็บเงินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่ต้องเสียหินปราณแม้แต่ก้อนเดียว ท่ามกลางสายตาเทิดทูนบูชาของผู้ฝึกยุทธ์พเนจรนับพัน
“ฮิฮิ! สุดยอดไปเลยเจ้าทาส!” เสี่ยวเฮยหัวเราะคิกคัก “ดูหน้าพวกมันสิ! เหมือนเพิ่งกลืนแมลงสาบเข้าไปเลย! สะใจชะมัด!”
“นี่แค่น้ำจิ้ม…” หลงเฉินกระซิบตอบขณะเดินเข้าสู่ม่านหมอกสีรุ้ง
“ของจริงมันอยู่ข้างใน… หวังว่าพวก ‘อัจฉริยะ’ ข้างในนั้น จะกระเป๋าหนักกว่าพวกยามหน้าประตูนี้นะ”
ร่างของหลงเฉินหายลับไปในประตูมิติ ทิ้งตำนานบทแรกของ “จอมมารปล้นสุสาน” ไว้เบื้องหลัง เป็นสัญญาณเตือนว่า… ภัยพิบัติกำลังจะมาเยือนเหล่าศิษย์สำนักใหญ่ในไม่ช้านี้!
(จบบทที่ 63)