ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1007 ข้อมูลสำคัญ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1007 ข้อมูลสำคัญ
ตอนที่ 1007 ข้อมูลสำคัญ
………………..
เมื่อได้ยินคำพูดของฟรังก้า ลูเมี่ยนกลับรู้สึกเห็นด้วย
“ถ้าความฝันที่หมู่บ้านกอร์ตูไม่มีอันตรายแฝง ฉันก็คงไม่อยากตื่น…”
เอ่ยถึงตรงนี้ เขาพลันหยุดชะงัก ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดเสียงต่ำ
“ไม่สิ…ฉันจะบังคับตัวเองให้ตื่น”
ถ้าไม่ตื่น ก็คงไม่คิดจะชุบชีวิตโอลัวร์!
ฟรังก้าเงียบขณะละสายตา เดินไปทางโซฟายาวในบ้านของโรแซน นั่งลงแล้วพิงหลังกับโซฟา ประหนึ่งไม่มีเรี่ยวแรงจะค้ำร่างกาย
ลูเมี่ยนมองเธอแวบหนึ่ง แล้วตามไปนั่งติดกับฟรังก้า
ฟรังก้าเอียงหน้ามองเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด
ผ่านไปสิบกว่าวินาที เธอมองโทรทัศน์ฝั่งตรงข้ามที่ยังไม่ได้เปิด แล้วพูดเหมือนพูดกับตัวเอง
“ตอนอยู่บ้าน สิ่งที่ฉันชอบทำที่สุดก็คือ เปิดช่องไหนก็ได้เพื่อฟังเสียงมัน แล้วเล่นมือถือไปพลาง ทุกครั้งแม่จะดุฉัน…”
ลูเมี่ยนไม่ตอบสนอง เพียงนั่งฟังอย่างเงียบงัน
สีหน้าของฟรังก้าเริ่มอ่อนโยน
“แม่ของฉันเคยเปิดร้านอาหารเล็กๆ ต่อมาขยายเป็นภัตตาคาร นิสัยแม่ใจร้อน เท้าไว ทนไม่ได้ที่เห็นฉันเฉื่อยชา แต่ก็แค่บ่นสองสามคำ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาก็พอ ไม่มีผลอะไรกับฉันเลย หลังจากนั้น ธุรกิจภัตตาคารซบเซาอยู่หลายปี แม่เลยตัดสินใจเลิกทำ ทุกวันเอาแต่เล่นไพ่นินทากับญาติพี่น้องและเพื่อนสนิท กินบ้างดื่มบ้าง นานๆ ก็รวมกลุ่มไปเที่ยวกัน สบายและมีความสุขมาก”
“ฉันกับพ่อและน้องชายก็มีความสุขดี ไม่ต้องถูกดุ ไม่ต้องถูกบ่น พ่อชอบพูดว่า พบกันวันละครั้ง เดินเล่นด้วยกัน ก่อนนอนก็คุยเรื่องครอบครัวกันบ้าง ความสัมพันธ์สามีภรรยาดีขึ้นเยอะเลย”
“พ่อของฉันเป็นผู้บริหารระดับกลางในบริษัทใหญ่ ชอบเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่เด็ก แรกๆ ก็เป็นวิทยุอะไรพวกนี้ ต่อมาก็หันมาจับคอมพิวเตอร์ แล้วก็เล่นเกม ตอนฉันยังเด็ก ฉันสงสัยมากว่าทำไมพ่อถึงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอด บอกว่าทำงาน แต่จริงๆ แล้วคลิกหน้าจอแปลกๆ ไม่พักเลย พอฉันโตขึ้นอีกหน่อย ก็เริ่มหลงรักการเล่นเกมไม่ต่างกัน นั่นอาจจะเป็นการสอนโดยไม่ต้องพูด…”
“ตอนแรกพ่อกับแม่อยากมีลูกสาวอีกคน อยากให้ฉันมีน้องสาว เตรียมเงินกับห้องไว้พร้อมแล้ว ใครจะรู้ว่าตั้งท้องลูกชายอีก แต่ก็ไม่อยากทำแท้ง สุดท้ายก็คลอดออกมา…ไหนว่าลูกคนที่สองมักจะรู้จักอ่านสีหน้า เรียบร้อย อีคิวสูง เพราะมีพี่คนโตคอยกดดันไง? ทำไมไอ้หมอนั่นถึงได้ทำตรงกันข้าม ไม่เคารพใคร คิดว่าตัวเองเจ๋งมาก ออกไปข้างนอกมีแต่สร้างปัญหา”
“ตอนเรียนประถม เขามีปัญหากับเพื่อน โดนอัดเข้าให้ วิ่งร้องไห้มาขอให้พี่ชายอย่างฉันไปช่วย ผลก็คือ อีกฝ่ายมีทั้งพี่และลูกพี่ลูกน้อง สุดท้ายฉันก็โดนอัดไปด้วย”
“ช่วงนั้นทำให้ฉันหลงใหลนิยายพลังวิเศษธีมในเมือง กับนิยายกำลังภายในธีมปัจจุบัน จินตนาการว่าตัวเองมีวรยุทธ์และพลังวิเศษเหมือนกัน”
“คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฉันถือว่าไม่เลว ได้เข้าเรียนวิทยาลัยแพทย์ เพื่อนร่วมห้องก็ดีทุกคน ทุกคนชมว่าฉันนิสัยดี ไม่ชอบจู้จี้จุกจิก ร่าเริง และมองโลกในแง่ดี ใช้เงินก็ไม่ตระหนี่”
“หน้าตาฉันก็พอไปวัดไปวา เคยมีเด็กสาวมาตามจีบด้วย แต่ตอนนั้นฉันเอาแต่เล่นเกม เที่ยวงานการ์ตูน ไม่มีอารมณ์จะคบหาใคร แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอไม่ใช่สเป็กฉันทั้งหน้าตาและนิสัย”
เมื่อพูดเรื่อยเปื่อยมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าเว้นวรรคสักครู่แล้วจึงกล่าว
“นอกจากกังวลว่าในอนาคตต้องไปเป็นกรรมกร ฉันไม่มีอะไรเสียดาย ไม่มีอะไรอยากเปลี่ยนแปลง…”
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ หันไปมองฟรังก้า พบว่าเธอที่พิงพนักโซฟาอยู่ กำลังเผยสีหน้าว่างเปล่า แววตาไร้จุดโฟกัส บนใบหน้ามีหยดน้ำใสๆ ไหลรินเงียบงัน
ลูเมี่ยนไม่พยายามปลอบใจฟรังก้าด้วยคำพูด เพียงแค่ยื่นแขนซ้ายออกไป โอบไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายเงียบงัน ดึงเธอเอนมาพิงตัวเขา
ฟรังก้าดิ้นหลบตามสัญชาตญาณสองสามที แต่แล้วก็เลือกที่จะยอมแพ้
หลังจากพิงลูเมี่ยน เธอก็พูดต่อไปตามลำพัง
“ฉันวางแผนไว้ว่า ช่วงปิดเทอมจะยืมรถแม่มาฝึกขับ หาโอกาสไปเจอเพื่อนในเน็ตที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เที่ยวด้วยกันสักสัปดาห์…”
“วางแผนซื้อเกม วางแผนไปเยี่ยมปู่กับย่า วางแผนว่าถ้ามีเวลา จะเล่นเกมกับพ่อวันละสองชั่วโมง ให้เขาได้ลองสัมผัสว่า อะไรคือการเล่นเชิงเทคนิค…”
“ฉันยังวางแผนด้วยว่า จะสั่งสอนไอ้หมอนั่นยังไง วางแผนจะไปทำตัวเป็นลูกกตัญญูที่โต๊ะไพ่ของแม่สักสองสามวัน ชงชาเสิร์ฟน้ำ รับทิป…”
พูดไปพูดมา เสียงของฟรังก้าก็เริ่มเบาลง จนกระทั่งหายไป
ลูเมี่ยนรออยู่หลายนาทีจึงก้มหน้าลง เห็นว่าฟรังก้าหลับตาแล้ว พิงอยู่ตรงไหล่ซ้ายจนถึงหน้าอกซ้ายของตน หลับสนิทอย่างแท้จริง สองขาของเธอเลื่อนลงจากโซฟามาได้สักพักแล้ว
ลูเมี่ยนไม่ขยับตัว เพียงมองไปยังโทรทัศน์จอแอลซีดีที่มืดมิด ความคิดค่อยๆ กระจัดกระจาย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฟรังก้าดูเหมือนจะฝันร้าย เบิกตาโพลงกะทันหัน เหยียดหลังตรงขึ้นมาในบัดดล
เธอมองซ้ายมองขวา ในที่สุดก็ได้สติ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ฮึ่ย…เธอบรรจงผ่อนลมหายใจ แล้วเอ่ยถามลูเมี่ยน
“กี่โมงแล้ว?”
“ตีสี่กว่า ยังไม่ถึงตีห้า” ลูเมี่ยนตอบอย่างสงบ
ฟรังก้า ‘อืม’ ในลำคอ แล้วก็พลันนึกบางสิ่งได้
“จินนากับโรแซนอยู่ห้อง 2303 กันสองคน จะไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
ตอนนี้จินนาเป็นเพียงภาพสะท้อนแดนฝัน ส่วนโรแซนถูกพลังลึกลับจับตามองอยู่!
“ฉันใช้กระจกคอยสังเกตความเคลื่อนไหวในห้อง 2303 ตลอด” ลูเมี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฟรังก้าจึงโล่งใจ
เธอขยับไหล่ สะบัดแขนของลูเมี่ยนออก เหยียดหลังตรงเต็มพิกัด
“บัดซบ! ร้องไห้จนได้ แถมยังให้คุณเห็นอีก…ลูกผู้ชายเค้าไม่หลั่งน้ำตากันง่ายๆ หรอกนะ!”
“ถ้ายังไม่ถึงจุดเศร้าละนะ” ลูเมี่ยนตอบกลับ
ได้ฟังประโยคดังกล่าว ทั้งฟรังก้าและเขาต่างเงียบไปพร้อมกัน
“เจ็บปวดเหลือเกิน…” หลังผ่านไปสองสามวินาที ฟรังก้าพึมพำ “คุณก็ตอบสนองได้ดีมากเลย”
“หลังจากรู้ความจริงเรื่องการข้ามมิติ จนเกิดความรู้สึกร่วมกับคุณ ดูเหมือนชิ้นส่วนดวงวิญญาณของโอลัวร์จะมีปฏิกิริยามากขึ้น…” ลูเมี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงยินดี
ฟรังก้ากัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไรออกมา
เธอขยี้แก้มตัวเอง
“จะมัวจมอยู่กับสภาพนี้ไม่ได้ ถึงเวลาทำเรื่องสำคัญกันแล้ว!”
“เรื่องสำคัญอะไร?” ลูเมี่ยนถาม
ฟรังก้าครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีแล้วเอ่ยตอบ
“จากคำพูดก่อนหน้าของคุณ เหตุการณ์เมื่อคืนมีร่องรอยการจัดแจง ซึ่งผู้ต้องสงสัยว่าคือกรีชา เพื่อนร่วมห้องของเผิงเติง”
“ลองสมมติว่าเป็นเรื่องจริง เป้าหมายของพวกเขาคืออะไร? มันเป็นไปได้หรือที่พวกเขาจะจงใจจัดแจงเพื่อบีบให้ฉันเร่งมือเลื่อนลำดับในความฝัน สร้างโอกาสให้ย่อยโอสถ ‘สิ้นหวัง’ น่ะ?”
“กำลังหวังดีอยู่หรือไง?”
ลูเมี่ยนเข้าใจดีว่า ฟรังก้าอยากเบี่ยงความสนใจไปหาเรื่องที่เป็นงานเป็นการ เพื่อบรรเทาความโศกเศร้าและสิ้นหวังของตน จึงยอมพยักหน้ารับอย่างให้ความร่วมมือ
“อิงจากสิ่งที่โรแซนเล่า โจวหมิงรุ่ยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเหตุการณ์เมื่อคืน อย่างมากก็แค่ยืนยันได้ว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ และมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ในใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู”
“ห้วงลึกเทียมใต้โรงพยาบาลก็ซ่อนตัวได้ทันเวลา ไม่ได้เจอกับโจวหมิงรุ่ย แทบไม่ได้รับความเสียหายเลย”
“จุดประสงค์ที่แท้จริงคือ ให้ฉันใช้เทียนน้ำมันศพ ทำพันธลับให้สำเร็จใต้โรงพยาบาลมู่ซูหรือ?”
“และให้พวกเราค้นหาข้อมูลสำคัญ โดยอาศัยบรรดาเงามืดทางใจใต้โรงพยาบาลมู่ซู?”
ฟรังก้าพยักหน้ารับ
“ใช่…ตอนนี้ฉันค่อนข้างมั่นใจแล้ว”
“มิสเตอร์ฟูลก็เป็นผู้ข้ามมิติ เหมือนฉันกับจักรพรรดิโรซายล์”
พูดไปพลาง ฟรังก้าก็หัวเราะเยาะตัวเองทันที
“ไม่สิ…ไม่ใช่ผู้ข้ามมิติ แต่เป็นมนุษย์โบราณ”
“คุณหมายความว่า ‘รังไหม’ ว่างเปล่าสามใบนั่น ตรงกับผู้ข้ามมิติสามคนก่อนหน้าพวกคุณหรือ?” ลูเมี่ยนเข้าใจสิ่งที่ฟรังก้ากำลังพูด
“อา…เทพสุริยันบรรพกาล จักรพรรดิโรซายล์ และมิสเตอร์ฟูล” ฟรังก้าเอ่ยต่อ “มิสเตอร์ฟูลน่าจะเป็นผู้ไต่เต้าจากร่างมนุษย์ธรรมดา ไปสู่การเป็นเทพแท้จริงและตัวตนอันยิ่งใหญ่…ส่วนไคลน์·โมเร็ตติ เชอร์ล็อก·โมเรียตี้ เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ก็อาจไม่ใช่ร่างอวตารของเขา แต่เป็นอัตลักษณ์ต่างๆ ในแต่ละช่วงการเติบโต เพราะชื่อเหล่านี้ล้วนมาจากโลกของพวกเรา ไม่สิ…จากงานบันเทิงยุคโบราณอันไกลโพ้น…‘ยูโทเปีย’ ก็เช่นกัน”
“อา…อัตลักษณ์เกอร์มัน·สแปร์โรว์กลายเป็นเทวทูตไถ่ถอน มีผู้ศรัทธา มีผู้บูชา อาจแตกต่างจากอัตลักษณ์อื่นพอสมควร”
ลูเมี่ยนพูดอย่างครุ่นคิด
“โจวหมิงรุ่ยคือชื่อจริงของมิสเตอร์ฟูล อัตลักษณ์ก่อนข้ามมิติหรือ?”
“คงอย่างนั้น” ฟรังก้าพูดถึงข้อสันนิษฐานของตัวเอง “ดังนั้น โจวหมิงรุ่ยจึงเป็นแกนหลักของแดนฝัน เป็นตัวตนที่จิตสำนึกของมิสเตอร์ฟูลเชื่อว่า เป็นตัวเขาเอง ภาพสะท้อนสำคัญๆ ในแดนฝันล้วนกระจายอยู่รอบเขา ส่วนอัตลักษณ์อย่างเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ก็คงกระจายอยู่ในเมืองแดนฝัน เพียงแต่ไม่มีความพิเศษ”
“หนึ่งเดียวที่แตกต่างออกไปคือเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ซึ่งได้รับความศรัทธาอย่างล้นหลาม เมืองแดนฝันไม่เคยมีบุคคลแบบนี้มาก่อน ไม่มีแม้กระทั่งเรื่องราว ทั้งหมดเกิดจากมาดามเมจิกเชี่ยนและพวกมาดามจัสติส ช่วยกันสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า จึงกลายเป็นตัวละครคลาสสิก”
“นี่อาจสื่อได้ว่า ‘เดอะเวิร์ล’ เกอร์มัน·สแปร์โรว์มีสัญลักษณ์หรือความหมายพิเศษแฝงอยู่”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดแล้วเอ่ยปาก
“อัตลักษณ์ไคลน์·โมเร็ตติก็พิเศษเหมือนกัน แถมยังไม่มีในเมืองแดนฝัน”
ฟรังก้าพยายามกลับไปเป็นตัวเอง
“ตัวละครต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับไคลน์·โมเร็ตติล้วนมีอยู่ในเมืองแดนฝัน เพียงแต่ชี้ไปหาโจวหมิงรุ่ยแทน”
“ไคลน์·โมเร็ตติคืออัตลักษณ์แรกของมิสเตอร์ฟูลหลังข้ามมิติ ทั้งสองจึงเกิดการหลอมรวมในเชิงรับรู้ตัวตน?”
“ดังนั้น โจวหมิงรุ่ยก็คือไคลน์·โมเร็ตติ และไคลน์·โมเร็ตติก็คือโจวหมิงรุ่ยเช่นกัน ไม่แบ่งแยกจากกัน”
“สมเหตุสมผล” ลูเมี่ยนเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของฟรังก้า
ทันใดนั้น ฟรังก้าพลันขมวดคิ้ว
“เอาไอ้นั่นออกมาหน่อย กระดานที่ติดรูปและผลการเฝ้าจับตาบุคคลสำคัญในเมืองแดนฝันน่ะ”
ลูเมี่ยนไม่ถามถึงเหตุผล เพียงหยิบกระดานที่ทำจากน้ำแข็งออกมา วางลงบนโต๊ะกาแฟฝั่งตรงข้าม
ฟรังก้ามองรูปถ่าย ภาพร่าง คำอธิบาย และผลการสังเกตบนกระดาน ลูกตาหมุนกลอกไปมาไม่หยุด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ถ้ามิสเตอร์ฟูลเป็นผู้ข้ามมิติจริง ภาพสะท้อนแดนฝันเหล่านี้ก็ซ่อนปัญหาใหญ่เอาไว้”
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ ฟรังก้าอธิบายต่อ
“ยกเว้นเผิงเติงกับจางอวี่เจีย เพื่อนสมัยเด็กที่ส่งมาแต่โปสต์การ์ด บุคคลสำคัญทั้งหมดในแดนฝันล้วนไม่เกี่ยวข้องกับ ‘โจวหมิงรุ่ย’ เลย”
“หากไม่ได้มาจากไคลน์·โมเร็ตติ ก็มาจากเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ หรือมาจากพวกเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทุกคนล้วนมาจากโลกปัจจุบัน ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เป็นบุคคลก่อนข้ามมิติ ไม่มีมนุษย์โบราณแม้แต่คนเดียว!”
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?”
……………………………………………………..