ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1006 ป่วยบ่อยจนเป็นหมอเก่ง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1006 ป่วยบ่อยจนเป็นหมอเก่ง
ตอนที่ 1006 ป่วยบ่อยจนเป็นหมอเก่ง
ลูเมี่ยนมองดวงตาสีฟ้าดั่งทะเลสาบของฟรังก้า ซึ่งเปลี่ยนกลับมาเป็นสีเดิมหลังการเลื่อนลำดับ
เขาเห็นแสงไฟหลากหลาย ทั้งสว่างและเหลืองอ่อน สะท้อนอยู่บนกระจกตาของเธอ
“เห็นด้วย” เขาตอบรับด้วยอารมณ์ดื่มด่ำ
ฟรังก้ากลับมาเงียบอีกครั้ง
ผ่านไปสักพัก เธอพูดด้วยเสียงคล้ายละเมอ
“คุณรู้ไหม…ฉันไม่มีวันกลับไปได้อีกแล้ว…”
“เกิดอะไรขึ้น?” ลูเมี่ยนถือโอกาสถาม
ฟรังก้าเริ่มเล่าอีกครั้ง ตั้งแต่เธอกับจินนาตื่นขึ้นมาพบว่า ตัวเองอยู่ในส่วนใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซู
ดูเหมือนเธอจะต้องการเกริ่นยาวๆ เพื่อสะสมความกล้าสำหรับเล่าเรื่องถัดไป ยืดเวลาเพื่อเตรียมจิตเตรียมใจ
ลูเมี่ยนไม่เร่งเร้า เพียงฟังอย่างเงียบงัน สลับกันถามรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว
เมื่อฟรังก้าเล่ามาถึงตอนที่เธอเลือกใช้ความพิเศษของแดนฝัน บังคับให้ตัวเองเลื่อนลำดับ เพื่อแลกกับการถูกจับจ้องโดย ‘นางมารต้นกำเนิด’ แล้วเปิดทางหนี ลูเมี่ยนก็ขมวดคิ้วชนกัน
แม้เขาจะรู้อยู่แล้ว ผ่านกฎการรวมตัวของตะกอนพลังและลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของ ‘นางมาร’ ว่าฟรังก้าได้เลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’
อีกทั้ง จากเรื่องที่เล่ามาในช่วงแรก เขาประเมินแล้วว่า นี่คือวิธีที่มีโอกาสสำเร็จสูงสุดหากอิงจากสถานการณ์และเงื่อนไขตอนนั้น
แต่เขาก็ยังไม่วายรู้สึกว่า เรื่องนี้แฝงไว้ด้วยการจัดแจงบางอย่าง
เงื่อนไขในการเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ บังเอิญครบถ้วนพอดีในช่วงเวลาดังกล่าว!
แน่นอน ก็เพราะเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ถ้าเขาอยู่ที่นั่นด้วย ก็คงจะจุดเทียนน้ำมันศพทันที สร้างพันธลับกับเจตจำนงอันน่าสะพรึงในนครพิเศษนั่น แล้วทำลายอุปสรรคทั้งปวงด้วยกำลัง
หลังจากเล่าถึงตอนที่ เธอตกลงสู่ห้วงลึกเทียมท่ามกลางการพังทลายของโลกในกระจกและส่วนสุดท้ายของโถงทางเดิน ฟรังก้าหยุดไปสักครู่ แล้วจึงพยายามเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ตนชะลอความเร็วในการตกลงด้วยวิธีใด ตระหนักถึงจิตใจและวิญญาณที่กำลังเข้าใกล้ห้วงลึกได้อย่างไร หรือเลือกที่จะตกลงไปในกลุ่มหมอกสีเทาขาวนั่นอย่างไร
ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทา แต่ก็ยังฝืนเล่าทุกอย่างให้ลูเมี่ยนฟัง ทั้งประตูแสงอันพร่ามัว ทั้ง ‘รังไหม’ โปร่งใส ทั้งดาวจำลองที่หมุนเร็วจี๋ เสียงที่แฝงไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงตัวตนในอดีตของเธอที่อยู่ใน ‘รังไหม’ และข้อสันนิษฐานอย่างสมเหตุสมผลโดยละเอียด
อันที่จริง ลูเมี่ยนรู้สึกมานานแล้วว่าเรื่อง ‘การข้ามมิติ’ ไม่ได้เป็นอย่างที่ฟรังก้าและสมาชิก ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ คนอื่นๆ คิดกัน เขาสงสัยว่า มันอาจซ่อนความจริงอันน่าสะพรึงที่อีกฝ่ายรับไม่ได้ ดังนั้น ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองแดนฝัน ทั้งเขาและจินนาจึงพร้อมใจกันทำดีต่อฟรังก้าโดยไม่ได้นัดหมาย แสดงออกอย่างชัดเจนว่า พวกตนให้ความสำคัญกับเธอ
แต่ลูเมี่ยนก็คาดไม่ถึงว่าความจริงจะเป็นแบบนี้
ที่แท้ไม่ใช่การข้ามมิติเชิงพื้นที่ แต่เป็นการข้ามมิติเชิงเวลา…พื้นที่ยังสามารถย้อนกลับไปมาได้ แต่เวลาจะไหลย้อนได้หรือ? คงไม่…หากทำได้ การชุบชีวิตโอลัวร์คงไม่ยากขนาดนี้…อารมณ์ของลูเมี่ยนพลันเปลี่ยนเป็นเศร้าหมอง
เขารู้สึกเหมือนสูญเสียคนสำคัญหลายคนไปตลอดกาล สูญเสียสิ่งที่คิดถึงมากมาย ส่งผลให้ความเศร้า ความอาลัย ความเสียดาย และความเจ็บปวด เป็นราวกับมีดแกะสลักอันคมกริบ จารึกคำไว้อาลัยลงบนจิตใจของเขาทีละขีด ทีละบรรทัด
เขาเข้าใจทันทีว่า นี่คือความรู้สึกของโอลัวร์ เศษเสี้ยวดวงวิญญาณของเธอเกิดการสั่นพ้องกับเรื่องราวและอารมณ์อันรุนแรงของฟรังก้า
บ้านเกิด คงไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้ว
“เรื่องก็เป็นแบบนี้…ฉันสงสัยว่าดินแดนตะวันตกคือที่ที่ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ กับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ อาศัยอยู่ หรือก็คือ…สภาพบ้านเกิดของฉันในอีกหลายพัน หรืออาจถึงหลายหมื่นปีให้หลัง…” ร่างกายของฟรังก้ายังคงสั่นเทาให้เห็น
ลูเมี่ยนหลับตาลงชั่วครู่ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีพอสมควร อย่างน้อยก็ยังมีความหวังในการชุบชีวิตโอลัวร์ แต่กับพวกคุณ…กระทั่งความหวังสุดท้ายก็ไม่เหลือแล้ว”
ฟรังก้าอ้าปากเล็กน้อย นิ่งอึ้งไปเป็นเวลานาน
เธอขุ่นเคืองจนพูดไปยิ้มไป
“บัดซบ! ปากของพวก ‘นักล่า’ พูดอะไรดีๆ ไม่เป็นกันเลยใช่ไหม? ปากของมนุษย์นี่ พ่นคำพูดอำมหิตได้ขนาดนี้เชียว!”
“นึกว่าคุณจะเตะฉันกระเด็นแล้วเสียอีก” ลูเมี่ยนทำหน้าเหมือนอยากโดนต่อย
ฟรังก้าเข้าใจเจตนาแท้จริงของเขาทันที ส่งเสียง ‘ฮึ’ แล้วพูด
“ก็คิดอยู่เหมือนกัน ตอนนี้คุณเหมาะจะเป็นกระสอบทรายมาก”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง มองดูราตรีอันสงบอบอุ่น พลางกล่าวว่า
“ตอนที่คุณพูดว่า กรณีเลวร้ายก็แค่ พวกเราทำภารกิจล้มเหลว แล้วส่งคนอีกกลุ่มมาแทน หรือแย่ที่สุดก็แค่ พวกเราเผชิญวันสิ้นโลกด้วยกัน จะไม่ปล่อยให้ฉันตายที่ใต้ดินของโรงพยาบาลมู่ซูเด็ดขาด…ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยกับความคิดและสไตล์ของคุณสักเท่าไร แต่ก็ยังรู้สึก…ยังรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่าไม่เบาเลย…”
“ผมก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้คุณรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนสำคัญ เป็นที่ต้องการ ช่วยให้คุณหลุดออกจากภาวะสิ้นหวังซึ่งเหมือนตายทั้งเป็นนั่น” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ “แม้ตอนนั้น ผมจะไม่รู้ว่าคุณเจออะไรมาบ้าง แต่อารมณ์ของคุณเป็นยังไง ผมก็พอมองออก”
ฟรังก้าหันขวับมามองลูเมี่ยน แล้วส่งเสียง ‘เฮอะ’
“กับ ‘นักล่า’ แล้วน่ะ ต้องดูว่าเขาทำอะไร ทำอย่างไร ไม่ใช่พูดอะไร…ฉันรู้นะ คุณแอบบอกให้โรแซนกับจินนา ไปพาโจวหมิงรุ่ยลงมาที่ชั้นใต้ดิน”
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ เธอเริ่มแสดงความอยากรู้อยากเห็น ผิดไปจากสภาพที่เหมือนคนไร้วิญญาณก่อนหน้านี้
“คุณเข้าไปในเงาทางใจนั่นได้ยังไง?”
นั่นคือบริเวณที่ใกล้ก้นบึ้งของห้วงลึกเทียมเชียวนะ!
ลูเมี่ยนยิ้มแล้วพูด
“ฉันลงไปถึงชั้นใต้ดิน 2 ก็เจอหลู่หย่งอันแล้ว เธอคงเป็นจิตสำนึกจากภายนอกที่เข้ามาด้วยวิธีการบางอย่าง ไม่ใช่ภาพสะท้อนแดนฝันที่ได้รับมลทินและถูกครอบงำเหมือนกรีน”
“ดังนั้น ตอนเจอกันที่โรงพยาบาลหงเยว่ เธอน่าจะมองออกแล้วว่า ฉันเป็นบุตรแห่งเทพเก๊ แต่กลับยอมตามน้ำทุกอย่าง หึหึ…บางทีสำหรับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ไม่ว่าฉันจะเป็นบุตรแห่งเทพจริงหรือเก๊ ตราบใดที่ติดป้ายว่าบุตรแห่งเทพ ช้าเร็วก็ต้องกลายเป็นของจริง และครั้งนี้ก็มีโอกาส”
“ตอนนั้นหลู่หย่งอันบอกฉันว่า ถ้าอยากจะเข้าไปในนรกจอมปลอมเพื่อช่วยคน ก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากองค์มารดา”
“คุณไม่ได้ขอจริงๆ ใช่ไหม?” ฟรังก้าถูกความห่วงใยและกังวลครอบงำ จนลืมความหดหู่ ลืมอารมณ์อันดำดิ่ง และลืมความเจ็บปวดสิ้นหวังที่ค่อยๆ กัดกร่อนจิตใจไปชั่วขณะ
สายตาของเธอก้มมองท้องของลูเมี่ยนโดยสัญชาตญาณ
“แน่นอนว่าไม่” ลูเมี่ยนตั้งใจเล่าเรื่องของหลู่หย่งอันก่อน ก็เพื่อปลุกอารมณ์ของฟรังก้า ไม่ให้เธอจมอยู่กับความเศร้านานนัก
เขาซึ่งเจ็บป่วยจนกลายเป็นหมอเก่ง รู้ดีว่าในเวลาเช่นนี้ ควรพูดและทำตัวอย่างไร
เหนือสิ่งอื่นใด ตัวเขาเองก็เป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ เช่นกัน เคยผ่านประสบการณ์ ‘เมื่อเลื่อนลำดับก็บังเอิญเริ่มสวมบทบาท’ จนย่อยส่วน ‘ทำให้ตัวเองสิ้นหวัง’ ของโอสถเสร็จเรียบร้อย แถมยังรู้ถึงมาตรการและวิธีรักษาสภาพจิตใจให้มั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงการคลุ้มคลั่ง ผ่านการจัดแจงของ ‘นักจิตบำบัด’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
นี่คือเหตุผลที่เขาบอกความคิดและสภาพจิตใจไปตามจริง ก่อนช่วยเธอกับฟรังก้าอย่างตรงไปตรงมา
เขาต้องการเป็นหลักยึดเหนี่ยวอันปักหลักมั่นคง หากไม่แล้วจะมี ‘นักล่า’ คนใด พูดความในใจออกมาตรงๆ บ้าง?
ฟรังก้าระบายลมหายใจอย่างห้ามไม่อยู่
“แล้วคุณอาศัยอะไรทำลายห้วงลึกเทียมนั่น เพื่อเปิดทางเข้าออกล่ะ?”
ลูเมี่ยนยิ้มแล้วพูด
“เทียนน้ำมันศพ”
เขาพูดพลางหยิบขวดเทียนกึ่งแข็งสีเหลืองอ่อนปนแดงออกมา พลางถอนหายใจ
“ไฟประลัยกัลป์เผาไหม้รุนแรงเกินไปหน่อย เทียนเล่มนี้ใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียว”
ฟรังก้าเคยได้ยินลูเมี่ยนเล่าถึงประสบการณ์การใช้เทียนน้ำมันศพประกอบพิธีพันธลับครั้งก่อน จึงทราบดีว่า เป้าหมายของพันธลับอาจเป็นจิตอันน่าสะพรึงกลัวที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’ ดวงตาของเธอจึงเบิกกว้างทันที
“คุณสุดโต่งไปหน่อยนะ…”
เธอไม่ได้พูดต่อ เพราะนึกได้ว่าความสุดโต่งนี้ก็เพื่อช่วยเธอเอง
ลูเมี่ยนเล่าความรู้สึกระหว่างพิธีพันธลับ การเสด็จเยือนของจิตอันน่าสะพรึงกลัว และการเปลี่ยนแปลงของออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ แล้วตบท้ายว่า
“ทีแรกฉันเข้าไปในกลุ่มหมอกสีเทานั่นไม่ได้ แต่บังเอิญมีฟ้าผ่าใส่หมอกอย่างรุนแรง”
“นั่นมัน…” ฟรังก้านึกทบทวนแล้วพูดว่า “คาถาที่มาดามจัสติสส่งเข้ามาด้วยวิธีบางอย่าง ฟังดูเหมือนเป็นชื่อหนึ่ง ต้องใช้ภาษาเฮอร์มิสโบราณในการเอ่ย”
เธอไม่กล้าเอ่ยคาถานั้นออกมา กลัวว่าแม้จะไม่ใช่ภาษาเหนือธรรมชาติ แต่ก็อาจเรียกฟ้าผ่าในแดนฝันได้ เพียงแต่ไม่น่ากลัวเท่านั้น
“คาถาที่สามารถสร้างฟ้าผ่ารุนแรงในแดนฝันของมิสเตอร์ฟูลได้?” ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วเอ่ยปาก “เกี่ยวข้องกับเทพแท้จริง หรือแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่บางพระองค์? หรือว่า เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมิสเตอร์ฟูล?”
“อา…” ฟรังก้าสนใจปัญหาอีกอย่างมากกว่า “ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง?”
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น หงายฝ่ามือ เผยให้เห็นผิวสีซีด กับจุดสีแดงคล้ำเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวซีด
“ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ที่เปลี่ยนแปลงไป กับตราผนึกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ เกิดการหลอมรวมกัน…ไม่คิดเลยว่าจะหลอมรวมกันได้ด้วย…”
“ตอนนี้ยังไม่แสดงอาการ ยังไม่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ…”
ลูเมี่ยนตรวจสอบสภาพของตัวเองแล้วพูดต่อ
“นอกจากนั้น ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเพิ่มขึ้นมาในตัว แต่หามันไม่เจอ และไม่ได้ส่งผลอะไรกับร่างกาย…นี่อาจเป็นผลข้างเคียงจากพิธีพันธลับก็ได้…คล้ายกับเห็นภาพหลอน…”
“สองวันนี้ คุณหาโอกาสออกจากแดนฝันเอง ไปให้มาดามเมจิกเชี่ยนตรวจสอบดูสักหน่อย” ฟรังก้าเตือนลูเมี่ยนไม่ให้มองข้ามปัญหา ยืนยันได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด
“สองวันนี้ คุณไปบริษัทแล้วลาออกจากงานทันทีเลย ที่ก่อนหน้านี้ยังเก็บตำแหน่งไว้ ก็เพื่อให้คุณล่อซาราธุสตราออกมา ยามคับขันยังสามารถอาศัยการ ‘ออกจากแดนฝัน’ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่ตอนนี้ คุณออกจากที่นี่ไม่ได้ชั่วคราวแล้ว”
ฟรังก้าพลันตระหนักถึงสภาพปัจจุบันของตัวเอง ก่อนที่จะย่อยโอสถ ‘สิ้นหวัง’ จนหมด เพียงแค่เธอออกจากแดนฝัน กลับสู่โลกแห่งความจริง ก็จะคลุ้มคลั่งทันที กลายเป็นสัตว์ประหลาด
“อา…” เธอไม่ได้ทำเป็นเข้มแข็ง ตระหนักว่าตัวเองยังอยู่ในความยุ่งยาก
จากนั้น เธอหมุนตัว เตรียมจะออกจากหน้าต่าง
“ไม่ดูทิวทัศน์ข้างนอกต่อแล้วหรือ?” ลูเมี่ยนถามเสียงเบา
ฟรังก้าเม้มริมฝีปากพูด
“ยิ่งมอง ยิ่งคิดถึง ยิ่งมอง ยิ่งไม่อยากจากไป…”
เธอหยุดฝีเท้า เอี้ยวตัวครึ่งหนึ่ง แล้วทอดสายตาไปยังทิวทัศน์ยามค่ำคืนนอกหน้าต่างอีกครั้ง
จ้องมองอยู่สองสามวินาที เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
“ถ้าฉันเป็นมิสเตอร์ฟูล ก็คงอยากหลับต่อไปเรื่อยๆ ดื่มด่ำกับความฝันอันงดงามแบบนี้ ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย…”
……………………………………………………..