ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1036 ชุดวิวาห์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1036 ชุดวิวาห์
ตอนที่ 1036 ชุดวิวาห์
เหลือบมองปลายบันไดอันมืดมิดจนแทบไม่เห็นด้านล่าง ลูเมี่ยนหยิบกระจกบานหนึ่งออกมา กระตุ้นพลังพันธสัญญาภายในกาย
เขาสัมผัสถึงรอยประทับบนกระจกเงาเต็มตัวในคลังสมบัติทูดอร์ได้ทันที และสามารถดำดิ่งผ่านกระจก เดินทางไปยังอีกด้านได้ทุกเมื่อ
ขณะยังคงสัมผัสรับรู้นี้อยู่ ลูเมี่ยนเตือนฟรังก้าและจินนา
“คอยเดินติดผนังทั้งสองด้านเอาไว้ พยายามอยู่ชิดกับผนัง”
จากประสบการณ์ การเดินลงบันไดแบบนี้จะพาพวกเขาเข้าสู่ระยะสะท้อนของกระจกเงาเต็มตัว
สำหรับผู้วิเศษในเส้นทางอื่น สิ่งที่ต้องระวังมีเพียงแค่ การตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาพลวง ส่งผลให้ตกใจจนเสียสติหรือตาย
แต่สำหรับเหล่า ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’ หากปล่อยให้เงาตัวเองสะท้อนบนกระจกเงาเต็มตัวนั่น อาจทำให้อลิสต้า·ทูดอร์ผู้ล่วงลับ อาศัยกลอุบายที่วางไว้ แย่งชิงร่างกายและคืนชีพกลับมา
ลูเมี่ยนมองว่า ด้วยความบ้าคลั่งของอลิสต้า·ทูดอร์ ทางนั้นคงไม่สนใจว่าตนจะกลับมาเป็น ‘จักรพรรดิโลหิต’ หรือ ‘จักรพรรดินีโลหิต’ พวก ‘นางมาร’ จึงต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน
“อืม” ฟรังก้าและจินนาได้ฟังลูเมี่ยนเล่าถึงอันตรายในสมบัติทูดอร์มานานแล้ว
แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน พวกเธอเลือกเชื่อฟังก่อน แล้วค่อยหาโอกาสถามเหตุผลภายหลัง
ลูเมี่ยนยังคงกระตุ้นรอยประทับกระจกเงา พร้อมปล่อยให้ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ บนฝ่ามือขวาทวีความเข้มข้น จนปกคลุมด้วยสีซีด
เขายังไม่ทันก้าวลงบันไดไปทีละขั้น เสียงของมาดามเมจิกเชี่ยนก็ดังข้างหู
“ฉันระบุตำแหน่งรอยประทับกระจกเงาของเธอได้แล้ว”
พร้อมกับเสียงตอบ ประกายดาวสุกสกาวพลันสว่างวาบ ห่อหุ้มพวกลูเมี่ยนไว้ภายใน
เมื่อการมองเห็นฟื้นคืนมา ฟรังก้าพบว่าตัวเองอยู่ในโถงทางเดิน ซึ่งดูคล้ายเกิดจากแสงดาวแข็งตัว
สองข้างโถงทางเดินมีประตูแสงดาวตั้งตระหง่านในความมืด พื้นโปร่งใส มองเห็นความมืดไร้ขอบเขต ด้านบนไม่มีโดม ไกลสุดสายตามีดวงดาวลวงตาประปราย
ปลายโถงทางเดินอันลึกกว้างนี้ มีกระจกเงาเต็มตัวทำจากเงินตั้งตระหง่าน กรอบกระจกมีลวดลายโบราณซับซ้อน
แทบจะในเวลาเดียวกัน ฟรังก้าและจินนาเห็นมาดามเมจิกเชี่ยนยกมือขวา แล้วตวัดไปทางด้านหน้าแผ่วเบา
มิติรอบกระจกเงาเต็มตัวบานนั้น อวกาศพลันเกิดการบิดเบือน กลายเป็นทรงกลมปิดสนิทด้วยเงาดำลึกล้ำ ตัดขาดแสงสว่างไม่ให้ทะลุผ่าน
พวกลูเมี่ยนมองไม่เห็นกระจกเงาเต็มตัวนั่น และในทำนองเดียวกัน กระจกเงาก็ไม่อาจสะท้อนพวกเขาได้อีกต่อไป
“ทีนี้ก็มีอิสระมากขึ้นแล้ว” มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เธอที่สวมเสื้อคลุมเวทมนตร์สีดำขลิบเงิน หันไปพูดกับลูเมี่ยน ฟรังก้า และจินนา
“ถ้าพร้อมเมื่อไร พวกคุณเลือกห้องสมบัติได้เลย ส่วนอันตรายข้างใน ฉันจะจัดการให้เอง”
ฟรังก้าและจินนาหันไปมองลูเมี่ยนทันที รอให้เขาสาธิตก่อน
ลูเมี่ยนมองซ้ายมองขวา เดินช้าๆ ไปตามโถงทางเดินอันลึกกว้าง พลางพูดลอยๆ
“เหนือสายหมอกสีเทา ตอนฉันพูดถึงคุณนายปัวริสและโอมีเบล่า ก็ได้เกริ่นถึงความกังวลอย่างหนึ่งด้วย”
“ความกังวล?” ฟรังก้าถามอย่างให้ความร่วมมือ
เธอและจินนาต่างพอจะเดาได้ว่า ลูเมี่ยนใช้การพูดคุยเรื่อยเปื่อยเพื่อเบี่ยงเบนจิตใจ โดยอาศัยเพียงลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณ ตะกอนพลัง กลิ่นอาย และมลทินในตัวเองเลือกห้องสมบัติ
ลูเมี่ยนในร่าง ‘นางมารสิ้นหวัง’ ผมดำสยาย มองมาดามเมจิกเชี่ยนกับมิสเตอร์แฮงแมนแล้วพูดต่อ
“มีสองเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจในตอนท้ายของปฏิบัติการปลุกมิสเตอร์ฟูล…”
“หนึ่งคือ ทำไม ‘นางมารต้นกำเนิด’ ถึงไม่มีปฏิกิริยาใดเลย”
“สองคือ ทำไมฝ่าย ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ วางแผนมากมายในเมืองแดนฝัน แต่กลับไม่พยายามขัดขวาง”
“การ ‘ไม่แทรกแซง’ จากสิ่งมีชีวิตอื่นนับว่ายังอยู่ในขอบเขตการคาดคะเน เพราะราชันสวรรค์ได้ชิงส่งโจวซาซามาเมืองหยางก่อนกำหนด ก็เพื่อไม่ให้พระองค์เหล่านั้น ‘พร้อม’ แทรกแซงสถานการณ์ หากไม่แล้ว โอกาสสำเร็จของราชันสวรรค์อาจลดต่ำลงมาก…”
“นอกจากนั้น แอนเดอร์สันก็ยังเผา ‘โรงแรมไฉ่ฮั่ว’ กับ ‘สตูดิโอคนใบ้’ เพื่อป้องกันเทพจาก ‘ชุมนุมวาดฝัน’ เข้ามายุ่งเกี่ยว”
“ทางด้านโรงพยาบาลมู่ซูก็มีเทพแท้จริงคอยกดดันอยู่”
“แต่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ส่งคุณนายปัวริสพร้อมทารกโอมีเบล่ามาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมู่ซูแล้ว ทำไมไม่สร้างความวุ่นวายใดๆ เลยล่ะ?”
“อิทธิพลของพระองค์ในเมืองแดนฝัน ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงพยาบาลมู่ซู ไม่ว่าจะเป็นกรีน ซึ่งเดิมทีก็ทำกิจกรรมนอกโรงพยาบาลอยู่แล้ว หรือหลู่หย่งอัน ซึ่งเข้าออกโรงพยาบาลอย่างอิสระ ต่างก็สามารถหลบเลี่ยงแรงกดดันของเทพแท้จริงต่อโรงพยาบาลมู่ซู แล้วลงมือกระทำบางสิ่งได้”
“บางที…อาจเป็นเพราะเผิงเติง กรีชา และอามุนด์ไม่ปรากฏตัวในช่วงสุดท้าย เพื่อคอยขัดขวางแผนของพระองค์?” จินนาคาดเดา
“นั่นคือความเป็นไปได้หนึ่ง” มาดามเมจิกเชี่ยนเริ่มพูดถึงคำตอบของเธอในชุมนุมทาโรต์ “แต่ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดี บางที องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่อาจบรรลุเป้าหมายแล้ว ด้วยวิธีนอกเหนือกรอบความคิดของพวกเรา”
“จากประสบการณ์ของผม ความสงบผิดปกติย่อมมีปัญหาแน่นอน” มิสเตอร์แฮงแมนเน้นย้ำตาม
ฟรังก้าสูดหายใจเฮือกหนึ่ง เหลือบมองไปยังลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนเข้าใจความหมายของเธอ จึงพูดยิ้มๆ
“มิสเตอร์ฟูลมอบวิวรณ์ในเรื่ององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้เพียง การเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ การยืม ‘พรแห่งธรณี’ และการเผชิญหน้ากับ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’”
พูดจบประโยคนี้ ลูเมี่ยนพลันเกิดแรงบันดาลใจวูบหนึ่ง จึงหันไปทางขวา แล้วผลักประตูใหญ่กึ่งโปร่งใสที่ก่อตัวจากแสงดาว
ด้านหลังประตูแสงสลัว ไม่มีการโจมตีใดๆ ถาโถมเข้ามา
ลูเมี่ยนรออยู่สองวินาทีก่อนจะผ่านประตูเข้าไปในห้อง
สิ่งปรากฏต่อสายตาเขาคือ โลงศพสีดำสนิทโลงหนึ่ง
โลงศพนี้แตกต่างจากโลงศพทรงสี่เหลี่ยมซึ่งได้รับความนิยมในกรุงทรีอาร์
มันมีความโค้งมนชัดเจน ปลายด้านหนึ่งใหญ่ อีกด้านหนึ่งเล็ก พื้นผิวแกะสลักลวดลายนกและต้นสน
“เห…” ศีรษะฟรังก้าโผล่มาจากบริเวณไหล่ลูเมี่ยน “นี่มันโลงศพแบบตะวันตกไม่ใช่หรือ? ‘จักรพรรดิโลหิต’ เอามาจากไหนกัน?”
เธอทราบอยู่แล้วว่า ทวีปตะวันตกคือดินแดนที่พัฒนามาจากประเทศของตนเมื่อครั้งก่อนข้ามมิติ ผ่านกาลเวลานับพันนับหมื่นปีหรือยาวนานกว่านั้น
จากความเข้าใจภาษาของ ‘เกราะซ่อนเงา’ เฉินถู และจากการแต่งกายของมัน ฟรังก้าคิดว่าอารยธรรมทวีปตะวันตกอาจไม่เคยขาดช่วง เหมือนที่เกิดกับทวีปเหนือใต้ โดยยังคงรักษาความต่อเนื่องไว้บางส่วน โลงศพตรงหน้านี้ดูเหมือนเป็นอีกหนึ่งหลักฐาน
ส่วนเรื่องทำไมในสภาพอารยธรรมไม่เคยขาดช่วง ภาษาและรูปแบบของทวีปตะวันตกกลับ ‘ถดถอย’ เป็นแบบ ‘โบราณ’ ในความทรงจำของเธอ ตอนนี้หญิงสาวยังคิดเหตุผลไม่ออก
‘ผู้ข้ามมิติ’ ทุกคนล้วนดำรงชีวิตในทวีปเหนือใต้ และทวีปตะวันออกในอดีตนี่นา!
ไม่สิ ‘ราชินีเงื่อนงำ’ เคยพูดว่า เทพสุริยันบรรพกาลไม่ใช่ ‘คนในรัง’ แบบพวกเรา…แถมยังมีอีกหนึ่ง ‘ผู้ข้ามมิติ’ ที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน…ขณะความคิดฟรังก้าเริ่มกระจัดกระจาย ลูเมี่ยนกับมาดามเมจิกเชี่ยนเดินมาถึงโลงศพสีดำสไตล์ตะวันตกแล้ว โดยมาดามเมจิกเชี่ยนเสกให้ฝาโลงเลื่อนไปด้านข้าง ตกลงบนพื้นกึ่งโปร่งใส
ฟรังก้ามองเห็นใบหน้างดงามซีดขาวเย็นเฉียบ ดวงตาปิดสนิท เห็นมงกุฎรูปหงส์ เห็นเครื่องประดับหรูหรา และเห็นสีแดงฉาน
“ชุดเจ้าสาวแบบจีน…ศพเจ้าสาว…บัดซบ! ‘จักรพรรดิโลหิต’ คิดจะทำอะไรกันแน่?” ฟรังก้าอุทานออกมา
เธอพูดยังไม่ทันขาดคำ โลงศพสีดำลวดลายต้นสนและนกกระเรียนก็สั่นสะเทือนรุนแรง
มือขาวซีด บอบบาง มีเล็บสีเทาขาวยาวผิดปกติ แต่คมและเย็นเฉียบ วางลงบนขอบโลงศพอย่างไร้สุ้มเสียง
พร้อมการเคลื่อนไหวนี้ ริมฝีปากฟรังก้ากับจินนาแห้งผากทันที ราวกับถูกอบด้วยความร้อน
ภายนอกคลังสมบัติ เรือ ‘โทสะสีคราม’ ที่กำลังแล่นท่ามกลางพายุและคลื่นยักษ์ พลันดิ่งลงกะทันหัน
สายลมหยุดพัด คลื่นสมุทรราบเรียบ ไอน้ำลอยจากทะเลสีคราม แล้วระเหยไปในพริบตา
พื้นผิวและดาดฟ้าเรือ ‘โทสะสีคราม’ เริ่มแห้งแตกด้วยความเร็วที่มองทันด้วยตาเปล่า แม้จิตสำนึกของเรือผีลำนี้พยายามซ่อมแซมอย่างเต็มกำลัง แต่ก็ไม่อาจหยุดแนวโน้มแห่งความเสื่อมโทรม
ในคลังสมบัติทูดอร์ ภายในห้องเดิม
ลูเมี่ยนยื่นฝ่ามือขวาออกไป โดยมีมาดามเมจิกเชี่ยนเปิดฉากโจมตีศพหญิงในโลงอย่างดุเดือดราวพายุ
ฝ่ามือเขาปรากฏรอยสีแดงคล้ำ ปกคลุมด้วยสีขาวซีด รวมถึงมี ‘รูเข็ม’ สีดำเข้มปล่อยกลิ่นอายที่บรรยายไม่ได้ออกมา
ทันใดนั้น ศพสตรีในชุดเจ้าสาวสีแดงฉาน สวมมงกุฎทองรูปหงส์ พลันหยุดสั่นโดยไม่มีท่าทีจะลุกอีก
มือบอบบางแต่ซีดขาวค่อยๆ เลื่อนลงกลับไปวางข้างร่างไร้ชีวิต
ทุกความผิดปกติอันตรธานหายไปพร้อมกัน
“พลังของ ‘นางมารหายนะ’…” มาดามเมจิกเชี่ยนมองดูสักพักด้วยดวงตาเปล่งประกายดุจดังนภาดาว แล้วพูดต่อไปว่า “และพลังของ ‘อมรณา’…พรจากสองเส้นทางนี้อยู่ร่วมกันได้ด้วยหรือ?”
ขณะพูด เธอและมิสเตอร์แฮงแมนต่างหันไปมองลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนมองดู ‘รูเข็ม’ สีดำสนิทในฝ่ามือ แล้วพึมพำอย่างครุ่นคิด
“บางทีอาจได้…”
“เจ้าสิ่งนี้น่ะ เกิดจากการหลอมรวมระหว่างออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ กับพรของ ‘นักบวชสงคราม’ กับตราผนึกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ผนวกเข้ากับศักดิ์และความรู้ของไพ่ ‘นางมาร’”
“ถ้าจับฉ่ายหม้อใหญ่แบบนี้ยังอยู่ร่วมกันได้ พลังของเส้นทาง ‘นางมาร’ กับ ‘มรณา’ ที่แยกออกมา ก็น่าจะอยู่ร่วมกันได้เหมือนกัน”
มาดามเมจิกเชี่ยนกับมิสเตอร์แฮงแมนจมอยู่ในห้วงความคิด ขณะที่ฟรังก้าเชื่อมโยงคำว่า ‘นางมารหายนะ’ กับ ‘อมรณา’ เข้ากับสภาพของศพสตรีและพฤติกรรมของมันเมื่อครู่
เธออุทานด้วยความตกใจ
“อ…อย่าบอกนะว่านี่คือฮั่นป๋า*?” (ผีพรายแล้ง)
“จักรพรรดิโลหิตเอาฮั่นป๋ามาทวีปเหนือเนี่ยนะ?”
“ทำได้ยังไง?”
ไม่ใช่ว่าทวีปตะวันตกถูกพลังราชันสวรรค์ผนึกไว้ ต้องรอให้มิสเตอร์ฟูลได้เปรียบอย่างแท้จริง จึงจะเปิดบาเรียและเข้าออกได้อย่างอิสระหรอกหรือ?
ก่อนหน้านั้น ไม่ใช่ว่าควรทำได้แค่พิธีกรรมพันธลับเท่านั้นหรือ?
แม้ ‘จักรพรรดิโลหิต’ จะเปิดช่องทางหนึ่งก่อนตาย พยายามลากเหล่าเทพให้ร่วงหล่นไปด้วยกัน แต่ช่องทางนั้นก็ถูกผนึกไว้ในทรีอาร์ยุคสี่แล้วนี่นา ‘จักรพรรดิโลหิต’ ไม่น่าจะมีเวลาส่งฮั่นป๋าตัวนี้มายังเรือ ‘โทสะสีคราม’…
เมื่อได้ยินคำพูดฟรังก้า มาดามเมจิกเชี่ยนหันตัวมาอธิบาย
“พลังไม่ได้เกิดจากตะกอนพลัง อาจมีต้นกำเนิดจากทวีปตะวันตกหรือแห่งอื่น เพียงแต่ศพเป็นคนจากทวีปเหนือ”
“หืม…” ฟรังก้ามองอย่างพินิจพิเคราะห์ และพบว่าผมศพสตรีในโลงมีสีเหลืองอ่อน ใบหน้าค่อนข้างคมชัด
“ฮั่นป๋าเทียม?” ฟรังก้าพูดด้วยความเข้าใจ “จักรพรรดิโลหิตได้รับความรู้พิสดารจากพันธลับ? เป็นผลผลิตจากการทดลองหรือ? มงกุฎหงส์ เครื่องประดับ โลงศพ คือส่วนหนึ่งของความรู้ ส่วนหนึ่งของพิธีกรรม?”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางจ้องมองศพแล้วพูด
“ถ้าปลุกเธอให้ตื่น จะช่วยฟื้นคืนสติสัมปชัญญะให้เธอได้ไหม?”
มาดามเมจิกเชี่ยนค่อยๆ ส่ายหัว
“‘เธอ’ คงเกิดมาเป็นสัตว์ประหลาดอยู่แล้ว”
……………………………………………………..