ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1038 ทีม
ตอนที่ 1038 ทีม
หลังจากฟรังก้าเก็บตะกอนพลังของ ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ที่แตกกระจายและรวมตัวกันใหม่เรียบร้อย มาดามเมจิกเชี่ยนก็กล่าวกับทั้งสามคน
“นอกจากวัตถุดิบบางชิ้นที่หาได้ง่าย และมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ส่วนอื่นๆ ก็ถือว่าครบหมดแล้ว เหลือเพียงการเตรียมพิธีกรรม ฉันยินดีให้ความช่วยเหลือทุกเมื่อ”
“ขอบคุณ” ลูเมี่ยนครุ่นคิดสักครู่ แล้วถามว่า “ให้พวกเราออกไปเลยไหม?”
มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มพลางกล่าว
“ตะกอนพลังเทวทูตอย่างลำดับ 1 มีเพียงหยิบมือเดียว และรู้แน่ชัดว่าอยู่ที่ใดบ้าง หากในคลังสมบัตินี้จะมีสิ่งที่คล้ายกัน ก็เป็นได้แค่ลำดับ 2 และน่าจะเป็นของเส้นทางนักล่า”
ลูเมี่ยนชี้ไปยังปลายโถงทางเดินอันมืดลึก
“ในเมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการคืนชีพ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ตะกอนพลังต่างๆ ย่อมอยู่หลังกระจกนั่น รวมถึง ‘คนในกระจก’ ของพระองค์ด้วย…หรือไม่ก็ถูก ‘คนในกระจก’ หลอมรวมและดูดซับไปแล้ว?”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การจะค้นหาตะกอนพลังเทวทูต ซึ่งรวมถึงสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ในห้องอื่นๆ สองข้างของโถงทางเดิน คงแทบจะคว้าน้ำเหลว พวกลูเมี่ยนจึงไม่จำเป็นต้องสำรวจต่อไป
แน่นอน นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น
สิ่งสำคัญกว่าคือเรือ ‘โทสะสีคราม’ เป็นของมิสเตอร์แฮงแมน คลังสมบัตินี้ในทางทฤษฎีย่อมต้องเป็นของเขาเช่นกัน
มันคือทรัพย์สินส่วนตัวของมิสเตอร์แฮงแมน เมื่อครู่เขาแค่ยินยอมให้พวกลูเมี่ยนนำสิ่งของออกไปได้ตามที่ตกลง หากพวกลูเมี่ยนจะเปิดห้องอื่นและนำสมบัติชิ้นอื่นไปด้วย ก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าบ้านเกินไป
ในจุดนี้ มาดามเมจิกเชี่ยนไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ ‘นางมาร’ ทั้งสามย่อมเข้าใจดี
พวกเธอจึงแสดงท่าทีว่าจะออกไปเดี๋ยวนี้ กลับไปคิดว่าจะจัดพิธีกรรมอย่างไรดี
แฮงแมนพยักหน้ารับ โดยไม่เปลี่ยนแปลงอารมณ์มากนัก
“พวกคุณเดินทางผ่านโลกในกระจกกลับไปก็แล้วกัน ผมกับมาดามเมจิกเชี่ยนยังมีธุระอีกนิดหน่อย”
เขาคาดเดาได้พอสมควร ว่ามิสเตอร์แฮงแมนต้องการทำสิ่งใด
แม้จะเป็นกัปตันเรือ ‘โทสะสีคราม’ แต่มิสเตอร์แฮงแมนไม่มีกลิ่นอายตกค้างของจักรวรรดิทูดอร์ ไม่มีสายเลือดโดยตรง ทั้งยังไม่ได้อยู่ในเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’
ถึงจะเฝ้าคลังสมบัติไว้ แต่กลับหาทางเข้าได้ยากลำบาก ได้แต่รอให้ลูเมี่ยนมาเปิด ‘ประตู’ อาศัยการระบุตำแหน่งและความช่วยเหลือจากมาดามเมจิกเชี่ยน จึงจะเข้าไปได้
เขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้ จำเป็นต้องสำรวจดูบ้าง หยิบฉวยของมีประโยชน์ติดมือกลับไปบ้าง
อาจเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ ‘1’ ที่ช่วยเสริมพลังให้ตัวเอง หรืออาจเป็นตะกอนพลัง ซึ่งช่วยให้เขาฝึกฝนผู้ใต้บังคับบัญชาได้มากขึ้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
หรืออาจเป็นสิ่งของพิเศษ สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงเวลาสำคัญ หรือชี้นำไปสู่ความลับบางอย่างของจักรวรรดิทูดอร์
คลังสมบัติของคนอื่น คนอื่นจะสำรวจอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับลูเมี่ยน เขาหยิบกระจกบานหนึ่งออกมา พาฟรังก้าและจินนาออกจากคลังสมบัติ แล้วใช้ ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังคฤหาสน์หรูในกรุงทรีอาร์
เนื่องจากเรื่องของคุณนายปัวริสกับทารกโอมีเบล่ายังสืบสวนไม่ชัดเจน ลูเมี่ยนจึงไม่ได้กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่เคยเช่าไว้ เพื่อพบปะกับ ‘ผู้ใต้บัญชา’ อย่างลูกาโน เนื่องจากยังกังวลว่า อีกฝ่ายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ แฝงอยู่ในตัว
“ลุดวิกอยู่ไหน?” จินนากวาดสายตามองรอบห้องรับแขก พลางถามอ็องโตนีที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือพิมพ์
อ็องโตนีชี้ไปยังห้องต่อเติมของคฤหาสน์
“อยู่ในครัว”
“หลังจากกินอาหารของทรีอาร์มาหลายวัน เขาเริ่มคิดถึงอาหารจากเมืองแดนฝัน จึงตั้งใจจะลองทำเองดู”
ทันใดนั้น ในสมองของพวกลูเมี่ยนก็ปรากฏภาพหนึ่ง
ลุดวิกลากเก้าอี้เข้าไปในครัว แล้วก้าวยืนบนนั้น พยายามบังคับเครื่องครัวที่ไม่ค่อยเหมาะกับรูปร่างและส่วนสูงของตัวเองอย่างตั้งใจ…
“ฉันก็คิดถึงเหมือนกัน” ฟรังก้าพูดอย่างตื่นเต้น “เจ๋งเป้ง…นี่แหละ ‘คนครัว’ มืออาชีพ! วัยแปดขวบ!”
จินนาพยักหน้ารับ แล้วบอกกับพวกลูเมี่ยน
“ฉันจะไปสำนักงานโทรเลขแถวนี้ ส่งโทรเลขถึงยูเลียน”
“เขาจะกลับมาทรีอาร์สัปดาห์หน้า ฉันต้องถามเวลาที่แน่นอน รวมถึงเรื่องที่จะนั่งเรือหรือรถไฟไอน้ำ”
เธอไม่รีบร้อนหารือเกี่ยวกับพิธีกรรมของตัวเอง เพราะมีแผนเบื้องต้นอยู่แล้ว
รอให้ลูเมี่ยนกลายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ แล้วยืม ‘พรแห่งธรณี’ มา ติดต่อผ่าน ‘ชุมนุมทาโรต์’ กับศาสนจักรความรู้ให้เรียบร้อย จากนั้นก็พาเธอไปยัง ‘เมืองเนรเทศ’ เพื่ออาศัยอาชญากรที่นั่นเลื่อนลำดับ
ปัญหาเดียวของแผนนี้คือ ทันทีที่จินนาเลื่อนลำดับสำเร็จ เธอจะกลายเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 ซึ่งขัดกับกฎของโมโรลา ส่งผลให้ ‘0-01’ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดี
แนวทางแก้ไขในขณะนี้คือ ขอให้ศาสนจักรความรู้ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกให้มาดามเมจิกเชี่ยน เพื่อให้เทวทูตเส้นทาง ‘ประตู’ รายนี้สามารถใช้รอยประทับทิ้งไว้ล่วงหน้า ย้ายจินนาที่เพิ่งเลื่อนลำดับสำเร็จออกมาเลย โดยที่เธอไม่ต้องเข้าไปในโมโรลา
ลูเมี่ยนเคยถามจินนาเป็นการส่วนตัว ว่าเธอจะพิจารณาใช้ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เปลี่ยนเป็น ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ หรือไม่ ด้วยองค์ประกอบและความเข้ากันของทีมในปัจจุบัน ขอแค่ใช้เวลาปรับตัวสักพัก พิธีกรรมก็ไม่ถือว่ายากนัก แต่จินนายังคงหวังจะเดินต่อไปบนเส้นทางนางมารสตรีล้วน
เธอบอกลูเมี่ยนว่า นี่เป็นความพิเศษเพียงอย่างเดียวในปัจจุบันของตน หากเปลี่ยนไปเป็น ‘นักล่า’ มันก็จะเสื่อมมนตร์ขลัง
ซึ่งความพิเศษนี้ ทั้งหมายถึงความเสี่ยงอันใหญ่หลวงที่ไม่รู้จัก และยังเป็นสัญลักษณ์ของโอกาสที่อาจมอบผลตอบแทนมหาศาล
ในสถานการณ์ที่วันสิ้นโลกดูเหมือนจะมาเยือนก่อนกำหนด เธอเต็มใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแลกกับการเพิ่มลำดับ เพื่อปกป้องคนที่เธออยากปกป้องให้ดีกว่าเดิม
ลูเมี่ยนไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก เพียงแต่รำพึงรำพันด้วยคำพังเพยของเมืองแดนฝัน
“อยากร่ำรวยและยิ่งใหญ่ ต้องแสวงหาในที่อันตราย”
หลังจากจินนาสวมหมวกกันแดดและปล่อยผ้าคลุมหน้าสีดำลงมา เพื่อปกปิดใบหน้าตัวเอง แล้วออกจากคฤหาสน์หรูหลังนี้ไป ลูเมี่ยนก็ถามอ็องโตนี
“คุณจะทำภารกิจของสมาคมแปรจิตต่อไปไหม?”
อ็องโตนีได้ถูกโอนมาอยู่ภายใต้ ‘มิสเตอร์แชเรียต’ อย่างลูเมี่ยนแล้ว ภารกิจจากมาดามจัสติสเดิมจึงสามารถยุติได้เลย
ก่อนอ็องโตนีจะตอบสนอง ลูเมี่ยนก็หัวเราะในลำคอ
“คุณกำลังจะเป็น ‘จอมบงการ’ ลำดับ 4 แล้ว…”
“พวกที่ชอบเล่นกับจิตใจคนแบบนั้น ไม่มีทางปล่อยให้ครึ่งเทพที่องค์กรไม่ได้ฟูมฟักเอง เข้าไปเป็นสมาชิกแกนหลักแน่นอน”
โอสถลำดับ 5 ‘นักท่องฝัน’ ของอ็องโตนีย่อยเสร็จเร็วกว่าของพวกลูเมี่ยนมาก เพราะช่วงนี้เขามักใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง เดินทาง และทำภารกิจในแดนฝันแท้จริงของตัวตนอันยิ่งใหญ่
“กำลังจะ?” อ็องโตนีถามอย่างสงสัย
พวกเบื้องบนหาวัตถุดิบเหนือธรรมชาติต่างๆ ได้แล้วหรือ?
คงไม่ง่ายขนาดนั้นกระมัง? ถ้ามันง่ายจริง มาดามซูซี่ก็คงเป็นครึ่งเทพไปนานแล้ว
ลูเมี่ยนเกี่ยวปอยผมที่ห้อยลงมาทัดหลังใบหู แล้วพูดยิ้มๆ
“มาดามจัสติสค้นหามังกรโบราณตัวหนึ่งมาตลอด มีความก้าวหน้าบ้าง แต่ก็คลาดมาตลอด…”
“หลังจากมิสเตอร์ฟูลตื่นเบื้องต้น ก็ได้มอบวิวรณ์กับเธอ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์มาก อาจได้เห็นผลลัพธ์ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้”
อ็องโตนีพยักหน้ารับ ใคร่ครวญอยู่หลายวินาทีแล้วเอ่ยปาก
“ผมอยากติดต่อกับสมาคมแปรจิตต่อไป แต่จะไม่พยายามเป็นสมาชิกแกนหลักแล้ว”
“พอกลายเป็นครึ่งเทพ ผมจะซ่อนลำดับของตัวเอง ติดต่อกับพวกเขาในสถานะปัจจุบัน นี่เป็นช่องทางข่าวกรองดีมาก ผมไม่อยากละทิ้งมัน”
“ได้” ลูเมี่ยนก็ต้องการช่องทางข่าวกรองแบบนี้เช่นกัน
หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค เขาและฟรังก้าก็เดินสู่ชั้น 2
ขณะย่ำลงบนพรมผืนหนาที่ปูตามโถงทางเดิน ลูเมี่ยนหันศีรษะมองฟรังก้า
“สำหรับภารกิจของนิกายนางมาร คุณไม่ต้องทำแล้วก็ได้นะ”
นี่เป็นภารกิจจากมาดามจัดจ์เมนต์ และตอนนี้ฟรังก้าอยู่ภายใต้สังกัดของ ‘แชเรียต’ แล้ว ลูเมี่ยนมีอำนาจเต็มช่วยเธอยุติภารกิจ
ฟรังก้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูด
“ในเมื่อคุณเลือกเดินทางนี้แล้ว ฉันคิดว่าการสืบหาสถานการณ์ปัจจุบันของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ กับความลับของโลกในกระจกพิเศษ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นหมายถึงการติดต่อกับนิกายนางมาร”
“ไม่ว่าฉันจะถูกเปิดโปงแล้วหรือไม่ หรือต่อให้ถูกพวกเธอใช้ประโยชน์ ถูกพวกเธอวางกับดัก แต่มันก็ยังเป็นจุดเริ่มต้นดี มีการติดต่อก็หมายถึงมีโอกาส”
ลูเมี่ยนมองฟรังก้า ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ฟรังก้าถูกมองจนรู้สึกอึดอัด จึงต้องยิ้มพลางถามกลับไป
“ซาบซึ้งใจหรือ?”
“ใช่” ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ
“โฮ่…ทำไมคราวนี้ยอมล่ะ? ฉันไปต่อไม่ถูกเลยเนี่ย…” ฟรังก้าพึมพำ “อันที่จริง การที่จินนายังเดินบนเส้นทาง ‘นางมาร’ ต่อไป ก็คงเพราะคิดคล้ายๆ กับฉันนี่แหละ”
ไม่รอให้ลูเมี่ยนพูดต่อ เธอเปลี่ยนเรื่องไปทันที
“ฉันขอถามอะไรหน่อย แค่อยากรู้เฉยๆ”
“ถ้าคุณใช้พลังของ ‘นักบวชสงคราม’ ในรอยประทับชั่วคราว ร่างกายจะเปลี่ยนไปไหม?”
โดยปกติแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจากพร ขอเพียงร่างกายไม่แตกสลายคาที่ มันจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละเล็กทีละน้อย
แต่พรของเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’ มีคุณสมบัติทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
“ใช่ ร่างกายจะเปลี่ยน แต่กายวิญญาณไม่เปลี่ยน” ลูเมี่ยนอธิบายสั้นๆ
การดื่มโอสถเปลี่ยนเพศ จะทำให้กายวิญญาณเปลี่ยนแปลงด้วย เหมือนอย่างฟรังก้า เมื่อกายดาราของเธอท่องไปในโลกวิญญาณ ลักษณะก็ยังเป็นสตรี
แต่การเปลี่ยนแปลงจากพร จะจำกัดอยู่แค่ร่างกายและจิตใจ
หรือก็คือ แม้ลูเมี่ยนจะอาศัยพลังของ ‘นักบวชสงคราม’ ในรอยประทับกลับไปเป็นผู้ชาย กายวิญญาณก็ยังคงมีลักษณะเป็น ‘ลูเมียนนา’ อยู่
ฟรังก้าตื่นเต้นทันที
“ลองให้ฉันดูหน่อยได้ไหม?”
ถ้าทำแบบนี้ได้ อนาคตก็อาจจะแสวงหาพรที่เกี่ยวข้อง แล้วก็อยากเป็นผู้ชายก็เป็นผู้ชาย อยากเป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิง ไม่อยากเป็นทั้งชายและหญิงก็ไม่มีปัญหา!
ยังไงเสีย เป้าหมายของลูเมี่ยนก็คือการคืนชีพโอลัวร์ นั่นหมายความว่า เขาจะไต่เต้าไปถึงลำดับสูง การขอพรชั่วคราวจากลูเมี่ยนย่อมไม่มีอันตรายแฝง
ไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบสนอง ฟรังก้าก็รีบส่ายหัว
“ช่างเถอะๆ…”
“ต่างหูคำลวงเปลี่ยนแปลงร่างกายด้วยพลังวิเศษ จึงไม่มีความเจ็บปวด แต่การเปลี่ยนแปลงจากพรแบบนี้ เป็นสิ่งติดมากับตัวพลัง เป็นการฝืนบังคับ ควบคุมไม่ได้ ต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ”
“ช่างเถอะๆ”
“เคยผ่านทั้ง ‘นางมารทุกข์ระทม’ และ ‘นางมารสิ้นหวัง’ มาแล้ว ยังจะกลัวความเจ็บปวดอีกหรือ?” ลูเมี่ยนพูดล้อเล่น ร่างกายก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ทั้งเนื้อหนังบิดเบี้ยว ทั้งกระดูกลั่นกรอบแกรบ
ใบหน้าของลูเมี่ยนเหยเกอยู่ราวสองสามวินาที จนกระทั่งหยุดนิ่งในรูปลักษณ์บุรุษ แต่หล่อเหลากว่าเดิม มีเสน่ห์ความเป็นชายกว่าเดิม
ฟรังก้ามองด้วยสายตาทั้งสงสารและอยากรู้อยากเห็น
“ทำได้จริงๆ…”
ดวงตาของเธอกะพริบเล็กน้อย แล้วพูดเสริมกับลูเมี่ยน
“คุณหลับตาสักครู่ได้ไหม?”
ลูเมี่ยนไม่ได้ปฏิเสธ
จากนั้น เขาได้ยินฟรังก้าถอนหายใจพลางรำพัน
“พวกเราต่างก็รู้ว่า คุณมองร่างกายผู้หญิงเป็นของพี่สาว เว้นแต่เธอจะยินยอม ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่ใช้ร่างกายผู้หญิงทำอะไรที่คลุมเครือ…”
“พวกเราก็เคารพความคิดคุณ เคารพตัวโอลัวร์เอง แต่…แต่บางครั้งพวกเราก็อยากเห็นลูเมี่ยน อยากกอดลูเมี่ยน…”
ลูเมี่ยนกำลังจะอ้าปาก ทันใดนั้น ความอุ่นก็ประทับลงบนริมฝีปากของเขา
หลังจากการพัวพันอันสงบสุข เงียบเชียบ และหวานชื่นผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าก็ถอยหลังกลับ
ลูเมี่ยนลืมตา เห็นว่าเธอสูงกว่าตนอยู่เล็กน้อย
โดยสัญชาตญาณ ลูเมี่ยนก้มมองทันที พบว่าใต้เท้าของฟรังก้ามีบันไดน้ำแข็งหลายชั้นก่อตัว
ฟรังก้าเบิกตากว้างพลางเอ่ยปาก
“ครั้งนี้ฉันเป็นฝ่ายรุก จึงคิดว่าการจูบคุณจากบนลงล่าง จะเข้ากับความรู้สึกในปัจจุบันมากกว่า!”
“ตามใจคุณเถอะ” ลูเมี่ยนไม่แสดงความเห็น
ฟรังก้ากระโดดลงจากบันไดน้ำแข็ง แล้วถอนหายใจอีกครั้ง
“เปลี่ยนกลับไปเถอะ จะได้ไม่ต้องได้รับผลกระทบจากพรมากนัก”
เธอเม้มริมฝีปากทันที ปรบมือเบาๆ แล้วยิ้ม
“ใกล้วันสิ้นโลกแล้ว ทุกคนก็เป็นแบบนี้กันหมดแล้ว อยู่กันไปก่อนเถอะ!”
……………………………………………………..