ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1039 ทุกอย่างเริ่มต้นได้ยาก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1039 ทุกอย่างเริ่มต้นได้ยาก
ตอนที่ 1039 ทุกอย่างเริ่มต้นได้ยาก
ณ กรมโทรเลขในเขตศิลปะ
จินนาสวมหมวกกันแดดพร้อมผ้าคลุมหน้าสีดำ หลังจากจ่ายค่าส่งโทรเลขแล้ว ก็เหลือบมองไปยังห้องข้างๆ ซึ่งมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังไม่หยุด แล้วพึมพำกับตัวเอง
“พวกเขาซ่อมอะไรกันอยู่?”
พนักงานโทรเลขชายคนหนึ่งเงยหน้า พูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนปนกังวล
“พวกกรมโทรศัพท์น่ะ”
“บอกว่าจะพัฒนาโทรศัพท์สายอย่างเต็มกำลัง แต่จำนวนมากมายขนาดนั้น จะวางสายไปถึงได้จริงหรือ? สุดท้ายก็คงต้องพึ่งวิทยุอยู่ดี!”
ใช่แล้ว โทรศัพท์มือถือก็น่าจะเป็นวิทยุประเภทหนึ่ง…จินนาพลันหวนคิดถึงบางสิ่ง
เธอรอคอยด้วยความตื่นเต้นให้อินทิสพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์ เพราะจะได้สื่อสารกันตามเวลาจริง ไม่ยุ่งยากเหมือนการส่งและรับโทรเลข
เมื่อก้าวออกจากกรมโทรเลข จินนายังลังเลว่าจะนั่งรถม้ากลับคฤหาสน์หรู หรือจะเดินเล่นแถวนี้สักพัก ก็ได้ยินเสียงเด็กขายหนังสือพิมพ์ตะโกนจากหัวถนน
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน!”
“มาดามฟอร์สสัญญาว่าจะปิดต้นฉบับ ‘นักผจญภัยใหญ่ 7’ ภายในสองสัปดาห์!”
“ข่าวด่วน! ข่าวด่วน!”
“เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ ผลิตโดยอารามในหุบเขาลึกของศาสนจักรไอน้ำ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการผลิตในโรงงานแล้ว!”
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่…จินนาชะงัก อดไม่ได้ต้องเหลียวมองรถม้าสาธารณะที่วิ่งบนราง สลับกับมองสตรีสวมหมวกกันแดดหลากรูปแบบ มองสุภาพบุรุษถือไม้ตะพด สวมหมวกทรงสูง มองโคมไฟแก๊สแบบโบราณริมถนน มองโรงละครหรูหรา ร้านกาแฟและร้านรวงต่างๆ โดยรอบ
ดูยังไงก็ไม่เหมือนวันสิ้นโลกใกล้มาเยือนเลยสักนิด
จินนามองทุกสิ่งด้วยสายตาหวงแหน ด้วยเกรงว่ามันจะหายวับไปอย่างกะทันหันเหมือนเมืองแดนฝัน
…………
ภายในคฤหาสน์หรู
ลูเมี่ยนยืนอยู่หน้ากระจกเงาเต็มตัว จ้องมองใบหน้าอันงดงามที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าของตน สงบนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลานาน
เขากำลังรอ รอให้ภาพในกระจกยิ้มเอง หรือแสดงสีหน้าบางอย่าง
หนึ่งในความยากของพิธีเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ คือการหา ‘คนในกระจก’ ของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่ว่าอยากจะเจอตอนไหนก็ได้เจอ
การเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับระหว่างนางมารกับ ‘คนในกระจก’ ทั้งเป็นตัวช่วยระบุตำแหน่ง และเป็นสัญญาณเตือนให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้า ส่งผลให้พวกเขาย้ายถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ตามความรู้สึกจริง ตามประสบการณ์ประจำวันของ ‘นางมาร’ ทั้งสาม ลูเมี่ยน ฟรังก้า และจินนา ‘คนในกระจก’ ซึ่งเกิดอย่างมั่นคงเพราะการเป็น ‘นางมาร’ จะแตกต่างจาก ‘คนในกระจก’ ในโลกในกระจกพิเศษ
‘คนในกระจก’ ของเหล่านางมาร ในสถานการณ์ปกติจะไม่อาจออกจากโลกในกระจก
หากพวกเขาข้ามมายังโลกความจริงได้ นั่นหมายความว่าสถานะของนางมารเองกำลังมีปัญหาใหญ่
“คงต้องขอให้มาดามเมจิกเชี่ยนช่วยระบุตำแหน่งแล้วขังไว้…” หลังจากจ้องมานานกว่าหนึ่งชั่วโมง ลูเมี่ยนตัดพ้อพลางละสายตาจากกระจก
ในจังหวะนั้น มาดามเมจิกเชี่ยนปรากฏตัวในห้องนอนท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับ
เธอมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยถาม
“สองถ้วยล่ะ?”
“ไปหาลูกน้องของเธอ เพื่อเตรียมพบนางมารดำพรุ่งนี้” ลูเมี่ยนตอบสั้นๆ
มาดามเมจิกเชี่ยนขมวดคิ้วแล้วพูด
“เธอยังทำภารกิจของนิกายนางมารต่อหรือ?”
“สำหรับการเลื่อนเป็นลำดับ 4 นิกายนางมารมีนโยบายว่า จะมอบเพียงโอสถและช่วยเตรียมพิธีกรรม”
“คำถามคือ สองถ้วยจะอธิบายอย่างไรว่า เธอเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ ได้ยังไง สูตรโอสถกับวัตถุดิบต่างๆ มาจากไหน และพิธีกรรมสำเร็จได้อย่างไร?”
“ไม่จำเป็นต้องอธิบาย การเลื่อนลำดับ 4 ของเธอ สำเร็จภายใต้การจับตาของนางมารต้นกำเนิด”
“และในช่วงไม่กี่วันนี้ เธอมักจะหยิบเทวรูปกระดูกขาววางไว้ข้างตัวโดยไม่เกิดความผิดปกติหรืออันตรายใดๆ” ลูเมี่ยนอธิบายแทนฟรังก้า “สถานการณ์นี้ทำให้เธอรู้สึกว่า ตัวเองยังมีคุณค่าในสายตานิกายนางมาร หรือไม่ก็มีคุณค่าในสายตานางมารต้นกำเนิด”
“เมื่อถึงเวลา เธอจะแต่งเรื่องราวให้สมจริง นางมารดำก็คงเชื่อ เช่น การประทานจากองค์เทพ ความเมตตาจากองค์เทพ”
“เธอยังสามารถใช้โอกาสนี้ ศึกษาศาสตร์เร้นลับเกี่ยวกับคนในกระจกเพิ่มเติมจากปากนางมารดำ ซึ่งอาจมีประโยชน์ในพิธีกรรม ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ในอนาคต”
มาดามเมจิกเชี่ยนมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง
“อันตรายนะ”
“พวกเรารู้” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
มาดามเมจิกเชี่ยนถอนหายใจ ‘ฮึ’ แล้วพูดต่อ
“พรุ่งนี้เวลาเธอไปพบนางมารดำ อย่าลืมแจ้งให้ฉันทราบล่วงหน้า ฉันจะคอยอยู่ใกล้ๆ เพื่อปกป้องตามสมควร”
“ขอบคุณ” ลูเมี่ยนเปลี่ยนเรื่อง “มาเยี่ยมกะทันหันแบบนี้ มีธุระอะไรหรือ?”
ในเรื่องของพิธีกรรม ไม่ใช่ว่าต้องรอให้ฝั่งตนเก็บข้อมูลครบก่อน ค่อยกำหนดเวลาหรอกหรือ?
มาดามเมจิกเชี่ยนไม่ปิดบัง เพียงแต่สีหน้าของเธอดูซับซ้อนยิ่ง
“เข้าร่วมชุมนุมย่อยด้วย”
“ชุมนุมย่อย?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว
“ชุมนุมย่อยหมายถึง การชุมนุมส่วนตัวโดยไม่มีมิสเตอร์ฟูลเข้าร่วม แต่ยังคงจัดในพระราชวังเหนือม่านหมอกสีเทา” มาดามเมจิกเชี่ยนอธิบายรวบรัด “แต่ก่อนกำหนดตายตัวเดือนละครั้ง แต่ตอนนี้ ‘ชุมนุมหลัก’ กลับมาแล้ว โดยจะกำหนดเป็นทุกวันจันทร์แรกของเดือน บ่ายสามโมงตรง ชุมนุมย่อยจึงจัดตามรูปแบบเดิมไม่ได้อีก หลังจากนี้คงต้องเปลี่ยนรูปแบบชั่วคราว จัดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องสำคัญ”
“หัวข้อการพูดคุยในครั้งนี้คงเป็น…” ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด “การปรับความเข้าใจของเหล่าไพ่ใหญ่ต่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันสินะ?”
“ใช่” มาดามเมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ “อีกสิบห้านาที ให้ท่องพระนามของมิสเตอร์ฟูล”
พูดจบ ร่างของเธอแปรเปลี่ยนเป็นหมู่ดาวพราวพราย แล้วลอยเข้าไปในประตูเหนือจริง
หลังจากผ่านไปสิบห้านาที ลูเมี่ยนเริ่มท่องพระนามของมิสเตอร์ฟูล จนกระทั่งจิตถูกส่งมายังเหนือม่านหมอกสีเทาอีกครั้ง นั่งลงบนเก้าอี้ด้านหนึ่งของโต๊ะยาวสำริด
ในสายตาของเขา แสงสว่างสายต่างๆ กำลังพวยพุ่ง รวมตัวเป็นร่างค่อนข้างพร่ามัวบนเก้าอี้แต่ละตัว
ไม่ถึงหนึ่งนาที อาร์คาน่าใหญ่ทุกใบก็มากันพร้อมหน้า
หลังจากมองมาดามจัสติสครู่หนึ่ง เมจิกเชี่ยนก็เอ่ยปาก
“ฉันเพิ่งกลับจากบ้านสองถ้วย เธอเปรียบมิสเตอร์ฟูลในปัจจุบัน…หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือภาพสะท้อนของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ว่าเหมือนกับ AI…”
มาดามผู้นี้ทวนคำพูดของฟรังก้าคร่าวๆ แล้วกล่าวต่อ
“ฉันคิดว่ามีเหตุผลมาก พวกเราต้องปรับความเข้าใจเกี่ยวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยเร็ว เพื่อลดมลทินจากหลักยึดเหนี่ยวให้เหลือน้อยที่สุด”
มาดามจัสติสรับช่วงต่อ
“สำหรับความเข้าใจพื้นฐานและแพร่หลายที่สุดของมวลชนต่อเกอร์มัน·สแปร์โรว์ สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน และในระยะสั้นก็คงเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งตัวมันเองไม่มีส่วนขัดแย้งกันอยู่แล้ว”
“สิ่งที่พวกเราต้องทำคือ ทำให้เกอร์มัน·สแปร์โรว์ใต้เปลือกนอกนี้ ใกล้เคียงกับมิสเตอร์ฟูลตัวจริงมากขึ้น และต้องไม่มีส่วนขัดแย้งกัน”
“เมื่อต้องปรับความเข้าใจด้านนี้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เราต้องเริ่มจากตัวเราเอง ถ้าความเข้าใจของพวกเรายังต่างกัน และมีความขัดแย้งค่อนข้างใหญ่ ย่อมส่งผลต่อการแก้ไขและการเผยแพร่ในภายหลังแน่นอน”
เมื่อเห็นอาร์คาน่าใหญ่ทุกคนพยักหน้ารับ แสดงความเห็นด้วย มาดามจัสติสจึงพูดต่อ
“งั้นพวกเราลองเล่าความประทับใจต่อมิสเตอร์ฟูลและเกอร์มัน·สแปร์โรว์ในใจของแต่ละคน บันทึกไว้ให้ดี แล้วค่อยพูดคุยกันว่าอันไหนถูกต้อง อันไหนสามารถปรับให้สอดคล้องกันได้”
“ใครจะเริ่มก่อน?”
คนแรกที่มาดามจัสติสมองไปหาคือ มาดามเมจิกเชี่ยนและมิสเตอร์มูน
เธอพบว่ารายแรกดูหวาดกลัว ไม่กล้าพูดและไม่กล้าฟัง ส่วนคนหลังปิดปากเงียบ ลังเลอย่างมาก ราวกับไม่รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด หรือควรพูดทั้งหมดหรือไม่
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘ฮึ’ แผ่วเบา พลางส่ายหน้า
“คุณกำลังคิดอะไร?” มิสเตอร์มูนนั่งไม่ไกลนัก เอียงศีรษะเล็กน้อย ถามอย่างสงสัย
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ฉันกำลังคิดว่า ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยลับหลังว่า ตัวฉันเป็นคนอย่างไร แต่ละคนมีความประทับใจอย่างไร ตัวฉันจะรู้สึกแบบใด”
“อึดอัดหรือเปล่า?” มิสเตอร์มูนอดไม่ได้ต้องคิดตาม
‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนอมยิ้ม
“คนอื่นจะอึดอัดหรือไม่ ฉันไม่ทราบ แต่สำหรับตัวฉัน คงจะตื่นเต้น สนุก อยากแอบไปแฝงตัวฟัง”
มิสเตอร์มูนยกมือขวา ลูบใบหน้าแผ่วเบา
เขาอดไม่ได้ต้องมองไปยังเก้าอี้ใหญ่ตรงหัวโต๊ะ แล้วมองต่อไปยังตำแหน่งล่างสุด เพื่อยืนยันว่าทั้งมิสเตอร์ฟูลและเดอะเวิร์ลต่างก็ไม่อยู่จริงๆ
“ถ้าเป็นเชอร์ล็อก·โมเรียตี้ในความทรงจำของผม เขาคงอึดอัดมาก แต่ถ้าเป็นเกอร์มัน·สแปร์โรว์ เขาจะทำหน้าเย็นชา จนคนมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร” มิสเตอร์มูนตอบคำถามของลูเมี่ยน
พูดจบ เขาพบว่าอาร์คาน่าใหญ่คนอื่นๆ ต่างมองมา
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้นก็หัวเราะในใจ พลางพึมพำกับตัวเอง
เห็นไหม มีคนเปิดให้แล้ว!
มิสเตอร์มูนชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นทุกคนกำลังรอให้ตนพูดต่อ จำต้องพูดด้วยท่าทางสงบ
“ผมไม่ค่อยได้ติดต่อกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์มากนัก ส่วนใหญ่อยู่บนม่านหมอกสีเทา ความประทับใจส่วนมากมาจากข่าวลือ ซึ่งประกอบด้วยคำว่าเย็นชา แข็งแกร่ง และมีพลังในการลงมือทำ”
“เมื่อเทียบกันแล้ว ผมรู้จักเชอร์ล็อก·โมเรียตี้มากกว่า เขาค่อนข้างฉลาดเฉียบแหลม ระแวดระวัง ใส่ใจเรื่องเงินทองมาก แต่จากพฤติกรรมของเขาที่วิหารเก็บเกี่ยวและตามสถานที่ต่างๆ อีกหลายครั้ง เขายังเป็นคนมีความเมตตาพอสมควร และมีอารมณ์ขันแบบสุภาพบุรุษแท้ด้วย…”
พูดจบในคราวเดียว มิสเตอร์มูนเชิดคางเล็กน้อย มองไปรอบๆ แล้วกล่าว
“ของผมจบแล้ว”
มาดามจัสติสไม่รอให้อาร์คาน่าใหญ่คนอื่นแย่งพูด ตัดสินใจทำตามมิสเตอร์มูน เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ทุกคน
“ต่อไปเป็นฉัน”
“ฉันเคยเป็นนักจิตบำบัดของมิสเตอร์เวิร์ล เคยบำบัดให้เขา และเคยเข้าห้องสารภาพบาปกับเขา ได้ยินความในใจของเขามากพอสมควร”
เมื่อได้ยินคำว่าห้องสารภาพบาป มิสเตอร์สตาร์ปรับท่านั่งโดยไม่รู้ตัว ด้านขวาโน้มไปข้างหน้ามากกว่าเก่า ส่วนซ้ายถอยกลับไปด้านหลังเล็กน้อย
เมื่ออาร์คาน่าใหญ่ทุกคน รวมถึง ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยนต่างมองมา มาดามจัสติสพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ความประทับใจลึกซึ้งสุดที่ฉันมีต่อมิสเตอร์เวิร์ลคือ เขาโดดเดี่ยวมาก บนตัวเขาแบกรับสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย…”
“แต่เขายังควบคุมตัวเองได้ ไม่ปล่อยตัว ไม่หดหู่ ไม่ตามใจตัวเอง ไม่บิดเบี้ยว…”
“สิ่งมิสเตอร์มูนพูดเมื่อครู่นับว่าถูกต้องแล้ว เขาเป็นคนมีความเมตตามาก ลึกๆ แล้วเป็นคนอ่อนโยนมาก ความเย็นชาแข็งกร้าวเป็นเพียงภาพจำภายนอกที่เขาจงใจสร้างขึ้น…”
เสียงอันนุ่มนวลของมาดามจัสติสค่อยๆ แผ่กระจายไปเหนือโต๊ะยาวสำริด
……………………………………………………..