ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1137 ต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1137 ต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลัง
ตอนที่ 1137 ต่างฝ่ายต่างอ่อนกำลัง
ขณะที่อามุนด์เตรียมปล่อยคำอธิษฐานที่ขโมยมา ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคนอกจากจะสร้างวังวนที่ทำให้ทุกสิ่งกลับสู่ปฐมกาลอีกครั้ง ภายในดวงตาสีครามยังฉายแสงอ่อนๆ สะท้อนและหักเหไปมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความลึกลับที่ไม่อาจบรรยาย
นี่คือดวงตาที่ใกล้เคียงการรู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง กำลังวิเคราะห์สภาพและปัญหาของอามุนด์ในปัจจุบัน สืบค้นจุดที่อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
ความจริงแล้ว ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคทราบว่ามีวิธีหนึ่ง สามารถกำจัดอามุนด์ได้ในพริบตา นั่นคือทำให้โลกในกระจกภายในและภายนอกบาเรียโลกดาราเชื่อมโยงกัน ดึงมลทินของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ เข้ามา
หากต้องการสังหารเทวทูตใหญ่ลำดับ 1 ในพริบตา ก็ต้องหา ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ของเส้นทางที่สอดคล้องกัน!
น่าเสียดาย บาเรียกั้นขวาง ภายในและภายนอกไม่อาจเชื่อมต่อกันได้… ‘นางมารต้นกำเนิด’ ละทิ้งความคิดนี้อย่างเสียดาย มุ่งมั่นใช้อำนาจการรู้แจ้งทุกสิ่ง
อีกด้านหนึ่ง ลูเมี่ยนถูกวังวนปฐมกาลที่ขยายตัวออกมาล้อมรอบ ไม่อาจโจมตีได้อีกในเวลาอันสั้น
เขาอาศัยใบหน้าวังวนที่หมุนเชื่องช้า กับ ‘0-01’ ที่แบกรับเพลิงทมิฬแห่งการทำลายล้าง พอจะทำให้ปฐมกาลที่ห่อหุ้มทุกสีสันหยุดชะงักอยู่ตรงหน้า อ้อมผ่านตัวเขาไป เสมือนโขดหินที่อาจถูกกลืนหายได้ทุกเมื่อท่ามกลางคลื่นทะเลที่ถาโถม
ในวินาทีที่เสียงแทน ‘คำอธิษฐาน’ ดังก้องกังวาน ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคก็ ‘มองเห็น’ จุดอ่อนของอามุนด์ในปัจจุบันได้
พระองค์ไม่ใช่เทพสองเส้นทางที่แท้จริง เพียงอาศัยพลังของลำดับ 2 ‘คนบาป’ ในเส้นทาง ‘ชะตากรรม’ ยืมพลังจากตัวเองในอดีต และยังได้รับความยินยอมจากผู้ครอบครองเอกลักษณ์เส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ และ ‘ประตู’ คนปัจจุบันด้วย
พลังที่ไม่ใช่ของตนเองอย่างแท้จริง ย่อมมีจุดให้เล่นงาน เหมือนกับที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ แบ่งตะกอนพลัง ‘นางมารสิ้นโลก’ ออกไปหนึ่งก้อน แล้วอาศัยสิ่งที่จินตนาการขึ้นมาทดแทน เพื่อรักษาศักดิ์และพลังของตัวเอง เมื่อเจอผลกระทบเฉพาะ ย่อมต้องเสียเปรียบอย่างหนัก
และหากอามุนด์ต้องการอาศัยพลังของ ‘คนบาป’ ยืมพลังจากอดีต ก็ต้องอยู่ในสภาพ ‘คนบาป’ ตลอดเวลา นี่แหละคือปัญหา
นั่นคือพลังจากอดีต พระองค์ในอดีตคือ ‘คนบาป’!
‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคฟังคำอธิษฐานที่กำลังถูกเปล่งออกมา และใกล้จะเป็นจริงเต็มที พลางทำให้โลกในกระจกพิเศษที่ยังไม่ถูกวังวนปฐมกาลม้วนเข้าไป กลายเป็นสีใสรอบด้าน สะท้อนภาพหลายร่างของอามุนด์ที่แฟลชไปรอบๆ ด้วยความถี่สูง
ในขณะเดียวกัน เงาดำทะมึนของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคพลันลุกขึ้นยืน แนบเข้ากับแผ่นหลังของพระองค์เอง
นี่คือ ‘ธาตุแท้อันเสื่อมทราม’ ที่ทุกสรรพชีวิตล้วนมี!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ธาตุแท้อันเสื่อมทรามของ ‘คนบาป’ แรงกล้ายิ่ง เสมือนเท่ากับตัวพระองค์เอง!
เงาของอามุนด์ดำทะมึนราวกับของเหลวเหนียวหนืด ติดตามร่างหลักแน่นหนา ไม่ถูกการแฟลชความถี่สูงสลัดทิ้ง
ยกเว้นผู้ดำรงศักดิ์สูงของเส้นทาง ซึ่งมีจำนวนหยิบมือ นอกนั้นไม่มีใครสามารถแยกจากธาตุแท้อันเสื่อมทรามของตัวเองได้ ทำได้เพียงกดข่มเท่านั้น ‘คนบาป’ ถึงขั้นไม่อาจต่อต้าน เพราะพระองค์เป็นผู้เสื่อมทรามอยู่แล้วตั้งแต่แรก
เงาดำทะมึนแนบชิดร่างกายของอามุนด์ ห่อหุ้มพระองค์ไว้ภายใน ขณะที่ส่วนลึกของจิตใจอามุนด์ ยังมีเงาดำคล้ายกันพุ่งออกมาไม่หยุด หลอมรวมกันทั้งภายในภายนอก ปรับเปลี่ยนร่างกาย
อามุนด์เคยขโมยพลังพิเศษหลายอย่างของเส้นทาง ‘สุริยัน’ แต่ในขณะนี้ พระองค์ไม่ได้ปล่อยออกมา
หากกระทำลงไป สิ่งที่ถูกชำระให้บริสุทธิ์จะไม่ใช่แค่ธาตุแท้อันเสื่อมทราม แต่รวมถึงตัว ‘คนบาป’ เองด้วย!
อามุนด์เงยหน้าขึ้นก่อน เบ้าตาซ้ายสว่างวาวราวกับแสงดาว
ขอบเขตของโลกในกระจกพิเศษที่กลายเป็นใสแล้ว เกิดมืดทึบกะทันหัน หนักหนาผิดปกติ
ในฐานะเทพแท้จริงแห่งเส้นทาง ‘ประตู’ อามุนด์ปิดผนึกที่นี่ชั่วคราว
ต่อมา พระองค์กระโดดเข้าไปในแม่น้ำเงินปรอทมายา ซึ่งรวมตัวจากสัญลักษณ์ซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นวง
เบื้องหน้าพระองค์คือแขนงย่อยนับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้แทนอนาคต
พระองค์เลือกโชคชะตาหนึ่งในนั้น สำเร็จการไถ่ถอนตนเอง
แสงศักดิ์สิทธิ์สว่างวาบ พระองค์ออกจากแม่น้ำเงินปรอท ไม่ถูกธาตุแท้อันเสื่อมทรามรบกวนอีกต่อไป และไม่มีอันตรายที่จะถูกวังวนปฐมกาลกลืนกินอีก
แต่พระองค์กลายเป็น ‘เทวทูตไถ่ถอน’ แล้ว ไม่ใช่ ‘คนบาป’ ในอดีตอีกต่อไป และไม่ใช่เทพแท้จริงสองเส้นทางในอดีตอีกต่อไป
บัดนี้ เสียงอธิษฐานที่เคยก้องกังวาน ถึงคราวสงบลงโดยสิ้นเชิง ความปรารถนา ‘ภายในโลกในกระจกพิเศษ สิ่งใดที่เป็นความคิดฝัน จงหายไปชั่วคราว’ ได้กลายเป็นจริงในที่สุด
ร่างของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคหดเล็กลงทันที ศักดิ์และกลิ่นอายตกฮวบลงมาอยู่ระดับราชาเทวทูต
วังวนปฐมกาลที่ขยายตัวลุกลามจึงหดกลับ ไม่นานก็รวมเป็นก้อนหนึ่งแล้วหายไป ไม่อาจส่งผลกระทบต่ออามุนด์ที่หลบไปอยู่ชายขอบได้
ในเวลาอันสั้น ภายในโลกกระจกพิเศษ ชีคไม่ใช่เทพแท้จริงอีกต่อไป!
ยามนี้พระองค์แข็งแกร่งกว่าลูเมี่ยนเล็กน้อย แต่มีขีดจำกัด ในด้านศักดิ์ถึงกับด้อยกว่าด้วยซ้ำ
ชีคกลายร่างเป็นสายฟ้าสีเงินขาวทันที ฟาดไปยังขอบโลกในกระจกพิเศษด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง
พระองค์ต้องการออกจากที่นี่
ในเมื่อจินตนาการใช้กับมิติแห่งนี้ไม่ได้ งั้นเปลี่ยนที่ก็แล้วกัน!
กลับออกไปยังภายนอก ตนยังเป็นเทพแท้จริงอยู่!
‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีครู้ดีว่า การจะทำให้พลังอธิษฐานส่งผลดีต่อตนซึ่งเป็นเทพแท้จริงและ ‘ร่างหญิงของพระเจ้าดั้งเดิม’ ต่อให้เป็นกึ่ง ‘ราชันเร้นลับ’ ก็ย่อมต้องมีเวลาจำกัด ขอบเขตไม่กว้าง มิฉะนั้น ข้อเท็จจริงของคำอธิษฐานมีโอกาสสูงที่จะถูกบิดเบือน อาจพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อศัตรู ซึ่งเมื่อจำกัดขอบเขตและเวลาแล้ว ย่อมสามารถหลีกเลี่ยงอิทธิพลของพลังอธิษฐานได้โดยการออกนอกเขตและอดทนรอ
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีเงินขาวฟาดใส่ขอบโลกในกระจกพิเศษอันมืดทึบ แต่ไม่อาจทะลุผ่านไปได้
อำนาจการผนึกของเทพแท้จริงเส้นทาง ‘ประตู’
สายฟ้าสีเงินขาวกลับร่างเป็น ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค พระองค์มองไปยังลูเมี่ยนที่อยู่ในร่างยักษ์เพลิง กับอามุนด์ที่อยู่ไกลถึงขอบสนามรบ กล่าวพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ข้าอยากรู้นักว่า ชั่วคราวนั้นสั้นแค่ไหน แต่ที่อยากรู้มากกว่าคือ เจ้าจะสามารถเอาชนะข้าได้ในเวลาอันสั้นนี้หรือไม่”
ลูเมี่ยนไม่ตอบ หยิบหุ่นทหารโลหะจำนวนมากออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ที่แลกเปลี่ยนมา ซึ่งเดิมเป็นของฟรังก้า แล้วโยนไปทางด้านหลัง
หุ่นทหารเหล่านั้น พองใหญ่ในพริบตา สูงถึงสิบกว่าเมตร ราวกับคนยักษ์ที่หล่อจากเหล็กกล้า
ก่อนสงคราม พวกมันต่างได้รับพรจากลำดับ 0 ของเส้นทางต่างๆ
เป็นพรที่มีเวลาจำกัด
ลูเมี่ยนอดทนรอจนกระทั่งคำอธิษฐานของมิสเตอร์ฟูลเป็นจริง จึงค่อยนำพวกมันออกมา
เขายิ้มพูดกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค
“เป็น ‘ผู้พิชิต’ ทั้งที จะไม่มีกองพลสีเลือดของตัวเองได้ยังไง?”
เสียงยังไม่ทันขาดคำ เขานำคนยักษ์เหล็กกล้าหลายสิบตนพุ่งเข้าโจมตี ‘นางมารต้นกำเนิด’
…………
ลึกเข้าไปในโลกกระจก
‘นางมารเงิน’ ที่ถูกรอยยิ้มเย้ายวนของฟรังก้าทำให้ตาพร่า ดึงดูดจิตใจ อารมณ์และแรงกระหายผันผวนรุนแรง เธอรู้สึกเจ็บปวดกะทันหัน
หญิงสาวก้มมองตามสัญชาตญาณ พบว่าสมบัติปิดผนึกรูปกะโหลกศีรษะกำลังแทะกินตัวเธอ
เธอในกระจกก็กำลังถูกแทะกินเช่นกัน
ท่ามกลางเสียงกรอบแกรบ ร่างกายของเธอเน่าเปื่อยรวดเร็ว พร้อมกับ ‘กระจกตัวแทน’ และคนในกระจก
‘คำพยากรณ์’ ของ ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ เป็นจริงแล้ว เพราะความผันผวนรุนแรงของอารมณ์ตัณหา เพราะความหลงใหลที่อยากถวายกายถวายใจ ‘นางมารเงิน’ จึงถูกสมบัติปิดผนึกที่ตนครอบครองเล่นงาน และดูเหมือนมันจะปราบนางมารได้ชะงักงันทีเดียว!
ไม่นานนัก ‘นางมารเงิน’ ก็กลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนที่มีเนื้อเน่าติดอยู่
‘นางมารเขียว’ ที่ถูก ‘เสน่ห์’ ของฟรังก้าทำให้ลุ่มหลงเช่นกัน ถึงกับหยุดการโจมตี จ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่อาจถอนตัว จ้องมองดวงตาสีน้ำเงินอ่อนใสราวทะเลสาบ
จากนั้น เธอเห็นเงาตัวเองสะท้อนอยู่ในผืนน้ำใสๆ สีฟ้าอ่อนนั่น
เธอเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้าทันที สัญชาตญาณบอกให้รีบกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’
แต่ความคิดนี้ของเธอ กลายเป็นเชื่องช้าติดขัดตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ไม่อาจทำตามเจตจำนงได้ทันเวลา
นี่เป็นผลข้างเคียงเชิงลบจากเสื้อคลุมสีดำที่เธอสวมอยู่
ในดวงตาของฟรังก้ามีเพลิงทมิฬสีดำลุกโชน เงียบงันชั่วร้าย พวกมันห่อหุ้มเงาร่างของ ‘นางมารเขียว’ แผดเผาอย่างไร้เสียง
ภายในร่างของ ‘นางมารเขียว’ เพลิงทมิฬคล้ายกันพลุ่งพล่านออกมา ดวงวิญญาณถูกเผาไหม้อย่างทรมานแสนสาหัส
คำสาปของนางมาร คำสาปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากไม่กระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ล่วงหน้า!
‘นางมารเขียว’ ร้องเสียงหวีดแหลมอย่างห้ามไม่อยู่ เพลิงทมิฬอันเงียบงันเผาผลาญวิญญาณเธอไปรวดเร็ว เลือดเน่าไหลนอง
เธอในกระจกก็เป็นเช่นนี้ไม่ต่างกัน
ขณะที่ฟรังก้ามุ่งมั่นจัดการ ‘นางมารเขียว’ และ ‘นางมารเงิน’ ‘นางมารน้ำตาล’ หลุดพ้นจาก ‘เสน่ห์’ ของเธอ ปล่อยให้ ‘สีเทาขาว’ แผ่ขยายมาหาเธอ
ในเวลาเดียวกัน สร้อยข้อมืออัญมณีตรงข้อมือของ ‘นางมารน้ำตาล’ แวบวาวแสงเรื่อ ราวกับกำลังสะท้อนแสงดาว
ช่องว่างด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน และด้านขวาของฟรังก้าคดโค้งทันที ก่อเป็นบาเรียมืดทึบ ขัดขวางไม่ให้เธออาศัยโลกในกระจกเคลื่อนตัวหนี หรือใช้วิธีอื่นหลบหลีก
คุกแห่งนี้มีทางออกเดียวอยู่ฝั่งซ้าย ซึ่งกำลังถูก ‘สีเทาขาว’ ที่ทำให้ทุกสิ่งกลายเป็นหินถาโถมเข้ามา ชนิดที่แม้ฟรังก้าจะกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ทันเวลา แต่เมื่อปรากฏกายออกมาอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบตัวก็ยังเป็นทะเลสีเทาขาว
ฟรังก้าหัวเราะแห้ง หยิบกระจกบานหนึ่งออกมา หนีบไว้กลาง ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’
ต่อจากนั้น เธอหลบเข้าไปในมิติหลังกระจกของกระจกบานนั้น
ไม่สามารถเคลื่อนตัวหนี ไม่ได้แปลว่าจะหลบเข้าไปในมิติซ่อนเร้นซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วไม่ได้ และไม่ได้หมายความว่า เธอจะปกป้องมิติซ่อนเร้นแห่งนี้ไม่ได้!
สีเทาขาวท่วมทับ ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ที่ทำจากหนังแกะ จนมันถูกปกคลุมด้วยแผ่นหินหนาหนึ่งชั้น แต่ยากที่จะแปรสภาพมันได้อย่างสมบูรณ์ กระจกบานที่ถูกหนีบอยู่ใน ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ยิ่งไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
บัดนี้ ‘นางมารน้ำตาล’ เห็น ‘นางมารเขียว’ และ ‘นางมารเงิน’ ตายไปแล้ว จะคืนชีพได้หรือไม่ยังเป็นปริศนา สรุปคือ ในเวลาอันสั้นไม่อาจกลับสู่สนามรบได้อีก และในสนามรบอื่น ก็มีนางมารที่ถือสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หลายคนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว ในใจจึงเกิดความหวาดกลัวทันที
เธอที่ยังมีคนรักห่วงใย ไม่อยากสิ้นชีวิตอย่างแท้จริงในศึกนี้ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่อาจพลิกผันได้แล้ว เธอรีบกระตุ้นอัญมณีหนึ่งเม็ดจากสร้อยข้อมือ โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ทาง ‘นางมารต้นกำเนิด’ เลย
เธอกลายเป็นมโนทัศน์ กลายเป็นสัญลักษณ์นามธรรมอย่างรวดเร็ว เข้าสู่โลกดารา ‘ท่องเที่ยว’ ไปยังที่หลบซ่อนของคนรัก
เมื่อเธอออกจากโลกดาราแล้ว สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ฉากที่คุ้นเคย หากแต่เป็นหมอกสีเทาขาว
เธอหลงทาง
วินาทีถัดมา เธอพบว่าในหมอกมีแสงจันทร์สีแดงเข้มไหลมา
เธอรู้สึกว่าในท้องของตนมีบางอย่างเพิ่มเข้ามา
มันกำลังฉีกเนื้อหนังของเธอ
……………………………………………………..