ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1136 การผสมผสานระหว่างผู้วิเศษและสมบัติปิดผนึก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1136 การผสมผสานระหว่างผู้วิเศษและสมบัติปิดผนึก
ตอนที่ 1136 การผสมผสานระหว่างผู้วิเศษและสมบัติปิดผนึก
อามุนด์ที่อาศัยศักดิ์ที่เหนือกว่า กอปรกับการซุ่มโจมตี จัดการซาราธสำเร็จแล้ว ทอดตามองสนามรบต่างๆ ที่ยังคงต่อสู้กันอย่างดุเดือดในส่วนลึกของโลกกระจก ไม่ได้เข้าร่วม เพียงหายตัวไปจากตำแหน่ง เหลือแค่ซาราธและหุ่นเชิดของพระองค์
ภายในสนามรบแห่งหนึ่ง
‘นางมารดำ’ แคลริสที่กลับมาจากความมืด ใช้โลกในกระจกสร้างภาพสะท้อนกระจกเงาหลายภาพในตำแหน่งต่างๆ บ้างจริงบ้างปลอม
นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยง ‘สาปแกะ’ ของ ‘บริวารใบ้’ ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
มงกุฎ ‘หายนะแดงฉาน’ แม้จะเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ แต่ไม่ได้มอบพลังหรือคุณสมบัติในการรับมือกับ ‘สาปแกะ’ หากหวังจะต้านทาน ‘นางมารดำ’ ก็ต้องพึ่งพาตัวเอง หากไม่แล้ว เธอจะกลายเป็นแกะ หมู หรือกระต่ายธรรมดาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แน่นอน สูญเสียพลังและคุณสมบัติส่วนใหญ่ไป
เมื่อถึงตอนนั้น แคลริสไม่เพียงใช้ ‘หายนะแดงฉาน’ ไม่ได้อีก แต่ยังจะถูกผลข้างเคียงเชิงลบของสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ นี้ทำให้ตายคาที่ด้วย
แม้โชคดีผลกระทบด้านลบไม่ถูกกระตุ้น แกะหรือสัตว์ชนิดอื่นที่ใช้พลังวิเศษไม่ได้ จะเอาอะไรไปสู้กับนักบุญลำดับ 3?
ได้แต่รอให้ถูกเชือดเท่านั้น!
สำคัญยิ่งกว่าคือ นิกายนางมารมีรากฐานลึกซึ้งในทวีปใต้ เคยปะทะกับ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ มาหลายครั้ง ‘นางมารดำ’ รู้ดีชัดเจนว่า หากโดน ‘สาปแกะ’ สิ่งที่เปลี่ยนรูปไม่ใช่แค่ตัวตนในความเป็นจริง แต่รวมถึงตัวตนในกระจกด้วย ทั้งสองสมมาตรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หลังกลายเป็นสัตว์ที่ไร้พลังต่อต้าน ย่อมถูกศัตรูจับได้ง่าย เพียงอาศัยความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ร่างต้น’ กับ ‘การเตรียมตัวเพื่อคืนชีพ’ ก็ไล่ค้นหากระจกหลับใหลที่แยกซ่อนไว้ทีละบานได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ที่พิสดารฆ่ายาก ก็จะตายอย่างสิ้นเชิง
ประสบการณ์ของนิกายนางมารในการรับมือ ‘สาปแกะ’ คือ เมื่อศัตรูยังไม่ถึงระดับเทวทูต สามารถร่ายคำสาปได้เพียงเป้าหมายเดียว ให้ซ่อนร่างต้นผ่านวิธีการอย่าง ‘ภาพสะท้อนกระจกเงา’ หากอีกฝ่ายเป็นเทวทูตแล้ว ก็ต้องระมัดระวังอย่างสูง เตรียมพร้อมทุกขณะที่จะใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ก่อน และซ่อนจุลชีพมรณะไว้ในปาก หากหลบคำสาปไม่พ้น กลายเป็นสัตว์จริงๆ ก็รีบอาศัยพวกมันเพื่อฆ่าตัวตาย
ปัจจุบัน ‘นางมารดำ’ ใช้วิธีแรก ไม่เพียงเพราะมาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเพียงนักบุญลำดับ 3 แต่ยังเพราะแคลริสเองก็ต้องการสาปอีกฝ่ายเช่นกัน
เธออาศัย ‘หายนะแดงฉาน’ สร้างภาพสะท้อนกระจกเงา แต่ละภาพล้วนมีพลังประมาณหนึ่ง ล้วนสามารถใช้ดวงตาเป็นสื่อ สาปเป้าหมายที่มองเห็นด้วยคำสาป ‘นางมาร’
ด้วยภาพสะท้อนกระจกเงามากมายเช่นนี้ ‘นางมารดำ’ เชื่อว่า ย่อมมีภาพหนึ่งสามารถจับเงาศัตรูได้ บรรลุผลของคำสาป แม้คำสาปนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปยังร่างหลัก ไม่อาจบาดเจ็บสาหัสหรือสังหารเป้าหมายได้ แต่ก็ยังส่งผลกระทบอีกฝ่ายได้ลึกพอสมควร สร้างโอกาสให้การโจมตีครั้งต่อไป
ในเวลาเดียวกัน ‘นางมารดำ’ แคลริสยังทำให้ ‘หายนะแดงฉาน’ เหนือศีรษะส่องแสงสว่าง
เธอนำหายนะมาสู่สนามรบแห่งนี้
หายนะคือการพังทลายและร่วงหล่นทีละนิ้วของมิติโลกกระจกโดยรอบ
นี่ไม่เพียงตีกรอบการหลบหลีกของศัตรู สร้างเงื่อนไขเพิ่มโอกาสสาปสำเร็จ แต่ยังลากทุกสรรพชีวิตในสนามรบให้พังพินาศและกลับสู่ความว่างเปล่าพร้อมกัน
เมื่อถึงตอนนั้น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ สามารถคืนชีพได้ แต่ ‘บริวารใบ้’ มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้
เผชิญกับหายนะตรงหน้า มาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนยังคงท่าทีไร้อารมณ์ ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตึงเครียด อารมณ์ทั้งปวงถูกควบคุมไว้อย่างแน่นหนา
เธอดึงชั้นที่ 2 ของกล่องเครื่องประดับสามชั้นออกมาตรงๆ
นี่คือการใช้งานแบบที่สองของ ‘กล่องวันวาน’
ชั้นนี้บันทึกสถานที่ต่างๆ ไว้มากมาย สามารถดลบันดาลให้ผู้ถือและสรรพชีวิตใกล้เคียงในระยะหนึ่ง ย้ายตรงไปยังสถานที่ที่กำหนด
แต่ทว่า กำหนดก็กำหนด ในการใช้งานจริงเต็มไปด้วยความสุ่ม สถานที่ที่ถูกเลือกมักเปลี่ยนแปลง ยากจะคาดเดาจุดหมายที่ถูกส่ง มีเพียงน้อยครั้งที่ผลลัพธ์ออกมาตรงตามใจ
บัดนี้ มาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนในพรที่ ‘เทวทูตโชคชะตา’ วิล·อัสตินมอบให้ เชื่อว่าตนเองสามารถ ‘สมหวังดั่งใจ’!
และการที่เธอได้ถือ ‘กล่องวันวาน’ ในปฏิบัติการคราวนี้ มิใช่เพราะถูกแบ่งให้แบบขาดตัวเลือก เหล่าไพ่อาร์คาน่าใหญ่ได้ปรึกษากันก่อนหน้าบนหมอกสีเทาว่า สมาชิกคนใดใช้สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชิ้นใดจะได้ผลดีที่สุด จะสามารถผสมผสานกันเพื่อคว้าชัยชนะได้เร็วที่สุด
ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า การมอบ ‘กล่องวันวาน’ ให้มาดามเท็มเพรนซ์ คือทางเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อครู่ ชารอนไม่ดึง ‘กล่องเครื่องประดับ’ ชั้นที่ 2 ออกมาในทีแรก เพราะตอนนั้นจักรพรรดินีโรซายล์ยังอยู่ อีกฝ่ายคือเทวทูต มีโอกาสสูงที่จะรบกวนหรือต้านทานพัฒนาการของเรื่องราว
พร้อมกับการดึงชั้นที่ 2 ของ ‘กล่องวันวาน’ ออกมา เท็มเพรนซ์ ชารอนกำหนดสถานที่หนึ่ง แล้วปล่อยมันออกไป
‘นางมารดำ’ เพิ่งจับเงาของมาดามผู้นี้ได้ เตรียมจะบรรลุผลคำสาป ฉากโลกในกระจกที่พังพินาศก็แปรเปลี่ยนกะทันหัน
เธอกับทุกภาพสะท้อนกระจกเงาของเธอ ‘ติดตาม’ ชารอนมายังทุ่งร้างแห่งหนึ่ง
ทุกหนทุกแห่งของทุ่งร้างมีเพียงหินสีเทาขาว รอบข้างกองซ้อนด้วยโครงกระดูกสีขาวโพลน หนาแน่นจนมองไม่เห็นสุดปลาย
โลกแห่งความตาย!
สถานที่ที่มาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนกำหนดคือ โลกแห่งความตาย และด้วยโชคดี ‘กล่องวันวาน’ ไม่ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบสุ่ม!
‘นางมารดำ’ แคลริสกับภาพสะท้อนกระจกเงาของเธอ เพิ่งจะปรากฏบนทุ่งร้างแห่งนี้ ร่างกายและสีหน้าก็แข็งทื่อพร้อมกัน
ภาพสะท้อนกระจกเงาแตกสลายในพริบตา ใบหน้า ‘นางมารดำ’ ซีดขาวกะทันหัน สูญเสียลมหายใจของผู้มีชีวิต
เธอและตัวตนในกระจกของเธอ ต่างก็ตายในทันที
สรรพชีวิตใดก็ตาม เข้าสู่โลกแห่งความตาย ย่อมต้องสูญสิ้นชีวิต!
มาดามเท็มเพรนซ์ ชารอนเงียบมอง ‘นางมารดำ’ เข้าสู่ความตาย ร่างกายเธอเลือนรางมานานแล้ว ใบหน้ายิ่งซีดขาว
เธอเคยเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ ตอนนี้เทียบเท่าวิญญาณมาร แน่นอนว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะตายทันทีในโลกแห่งความตาย ตราบใดไม่อยู่นาน ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
นี่ก็คือเหตุผลที่เหล่าไพ่อาร์คาน่าใหญ่ปรึกษากันแล้วลงความเห็นว่า มาดามเท็มเพรนซ์คือคนแรกๆ ที่ควรใช้ ‘กล่องวันวาน’ และ ‘ไม้ตะพดดวงดาว’
เธอสามารถย้ายนางมารและศัตรูอื่นๆ ฝั่งตรงข้ามไปยังโลกแห่งความตาย!
อิงจากความพิเศษของมิสเตอร์สตาร์ สุดท้ายชารอนจึงเลือก ‘กล่องวันวาน’
มองดู ‘นางมารดำ’ ที่กลายเป็นศพไปแล้ว มาดามเท็มเพรนซ์เก็บ ‘หายนะแดงฉาน’ เข้าไป
แม้ความตายที่โลกแห่งความตายนำมา จะไม่อาจกระทบกระจกหลับใหลที่ซ่อนอยู่ ยากจะสังหาร ‘นางมารดำ’ ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้ ‘นางมารดำ’ ต้องการเวลาไม่น้อยในการคืนชีพ ไม่อาจเข้าร่วมการศึกปัจจุบันได้อีก
เหนือสิ่งอื่นใด เธอสูญเสียสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ไปแล้ว
…………
ผู้ต้องเผชิญโลกในกระจกที่พังพินาศ ไม่ใช่แค่มาดามเท็มเพรนซ์ ชารอน ยังมีมิสเตอร์มูน เอ็มลินด้วย
เขาที่สวม ‘เสื้อคลุมโลหิตเทพ’ เห็นพื้นดินพังทลาย รอบข้างค่อยๆ กลายเป็นความว่างเปล่า ความชั่วร้ายยิ่งยากจะควบคุม เร่งกระพือปีกค้างคาวคู่ที่ปกคลุมด้วยเยื่อบางข้างหลัง กลายเป็นแสงจันทร์ ส่องไปยัง ‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่าที่อยู่ท่ามกลางความพินาศเช่นกัน ราวกับจะลากอีกฝ่ายตกตายไปตามกัน
‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่าเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่วน ปล่อยให้แสงจันทร์สีแดงฉานส่องใส่ตนเอง
เพล้ง!
ร่างกายเธอแตกสลายเพราะการกัดกร่อนของโลหิต กลับกลายเป็นกระจก
เธอปรากฏอีกครั้งในมุมหนึ่งของฉากพังทลาย ยิ้มมองโลกในกระจกที่กำลังพินาศ กลืนกินแสงจันทร์สีแดงฉาน กลืนกินตัวเธอเองด้วย
สนามรบแห่งนี้กลายเป็นความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ เนื่องจากโลกในกระจกโดยรวมยังคงอยู่ ในความว่างเปล่าจึงมีขอบเขตปรากฏ มีพื้นที่มั่นคงปรากฏ
ร่างของ ‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่าก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ฟื้นคืนชีพสำเร็จ
เธอเมื่อครู่ตายไปแล้วจริงๆ ท่ามกลางความพินาศ แต่เธอกลับมาได้โดยอาศัยตัวตนในกระจกที่อยู่นอกเขตพังทลาย
นี่คือวิธีหนึ่งในการจัดการเป้าหมายเร็วๆ
มองไปรอบๆ ไม่พบร่องรอยศัตรู มุมปาก ‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่าก็ยกขึ้น
ทันใดนั้นเอง เสียง ‘เดอะมูน’ เอ็มลินที่ฟังดูเอาแต่ใจ ดังขึ้นในห้วงความคิดเธอ
“ถ้าข้าเป็นเจ้า คงไม่มัวยิ้มอยู่หรอกนะ”
“เจ้ายังไม่ตาย?” ‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่าเผลอโพล่งออกมา พลางกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ด้วยตัวเอง
กระจกที่เหลืออยู่แตกออก ร่างของคาร์เทอริน่าปรากฏจากขอบของบริเวณนี้
แต่เสียงในใจเธอยังคงก้องกังวาน
“เมื่อครู่ถ้าเจ้าตายสนิท ข้าคงตายตามไปด้วยแล้ว แต่เจ้าก็ไม่ตาย”
“ความโง่เขลาที่สุดของเจ้าคือ หลังจากถูกจุดระเบิดอารมณ์และแรงกระหายครั้งแรก เจ้าเชื่อว่าการคืนชีพจะแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ได้คิดจะสงบจิตใจ”
“เจ้ากับ ‘คนในกระจก’ ของเจ้า จิตใจเชื่อมถึงกัน เพียงข้าฝังเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายลงในส่วนลึกของจิตใจเจ้า ก็จะสามารถกัดกร่อนจิตใจ ‘คนในกระจก’ ของเจ้าไปพร้อมกัน”
“เมื่อร่างหลักของข้าถูกทำลาย ทางนี้สามารถอาศัยเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายเพื่อคืนชีพในใจเจ้า แผดเผาความปรารถนาของเจ้า แผดเผาโลหิตของเจ้า!”
“ความชั่วร้ายไม่ดับสูญ มารย่อมไม่สิ้น”
‘นางมารขาว’ คาร์เทอริน่ากระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ หลายครั้งติดต่อกัน แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากเสียงของเดอะมูน เอ็มลิน
รูขุมขนของเธอซึมออกมาเป็นโลหิต โลหิตห่อหุ้มเธอไว้
เธอในกระจกก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น ทั้งโลกในกระจก หรือพูดได้ว่า โลกทั้งใบ เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
…………
ภายในโลกกระจกพิเศษ
ท่ามกลางการสั่นสะเทือนหนักหน่วง ดวงตาของ ‘0-17’ ยิ่งเลอะเลือน ไร้ชีวิตชีวา
ร่างของพระองค์ถูกลบหายไป ราวกับภาพสเก็ตช์ที่เจอยางลบ
สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ออกจากสนามรบ กลับสู่เขตคุ้มครอง การเสด็จเยือนของ ‘เทพธิดารัตติกาล’ สิ้นสุดลงแล้ว
การสั่นสะเทือนที่เกิดจากบาเรียโลกดาราถูกโจมตี ก็สงบลงเช่นกัน
‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคมองไปยังลูเมี่ยนที่สองมือกุม ‘ธงโลหิตซาลินเจอร์’ เพื่อใช้มันเป็นภาชนะของ ‘ดาบประลัยกัลป์’
เทพองค์นี้กระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ให้แตกเพื่อหลบการโจมตีแรกก่อน แล้วปรากฏตัวจากอีกตำแหน่งบนท้องฟ้า ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ตอนนี้เหลือแค่พวกเราแล้ว”
เสียงของชีคยังไม่ทันขาด ร่างของอามุนด์ที่สวมหมวกแหลมอ่อน แว่นตาขาเดียว ก็มาเยือนมิติแห่งนี้อย่างกะทันหัน
พระองค์บีบแว่นตาขาเดียวที่ยังคงส่องแสง ยิ้มกล่าวกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคว่า
“ขอโทษ มาช้าไปหน่อย เพราะไปขโมยคำอธิษฐานหนึ่งที่โลกดาราก่อน แล้วก็แวะกินของหวานมา”
เสียงของอามุนด์ซ้อนทับหลายชั้น มีแหล่งกำเนิดจากหลายร่างที่พระองค์แฟลชด้วยความถี่สูง พระองค์ไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิม รอรับ ‘เสน่ห์’ และการโจมตีของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ อย่างเฉื่อยชา
ได้ยินคำพูดของอามุนด์ แววตาของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีคเข้มขึ้น กำหมัดขวาแน่นทันที
วังวนที่ทำให้ทุกสิ่งกลับสู่ปฐมกาล ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง ขยายตัวในพริบตา พยายามกลืนกินมิติโดยรอบทั้งหมด
“คำอธิษฐานนั้นคือ…” แว่นตาขาเดียวของอามุนด์ยิ่งสว่างจ้า ปลดปล่อยคำอธิษฐานที่ขโมยมา
จากนั้น พระองค์ ‘แฟลช’ หลบวังวนปฐมกาลที่กำลังแผ่ขยายเข้าหา
เสียงหนึ่งก้องกังวานภายในมิติ แม้แต่ปฐมกาลที่รองรับทุกความเป็นไปได้ทุกสีสัน ก็ทำได้เพียงบั่นทอนกำลังของมัน ไม่อาจกลืนกินได้ในเวลาอันสั้น
“ความปรารถนาของข้าคือ”
“ภายในโลกในกระจกพิเศษ สิ่งใดที่เป็นความคิดฝัน จงหายไปชั่วคราว”
…………………………………………………….