ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1158 สิ่งที่เคยเป็น ต้องเป็นอีก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1158 สิ่งที่เคยเป็น ต้องเป็นอีก
ตอนที่ 1158 สิ่งที่เคยเป็น ต้องเป็นอีก
ไคลน์เพิ่งทำสองสิ่งนั้นเสร็จ จันทร์สีเลือดก็ลอยขึ้นมากลางผืนนภา
เพียงพริบตา ของเหลวสีเลือดที่ห่อหุ้มดวงจันทร์ทั้งดวง พลันพวยพุ่งขึ้นท้องฟ้า กลายร่างเป็นเงาขนาดมหึมา
เงาดังกล่าวแผ่แรงดูดอันน่าสะพรึงกลัว จนหมอกสีเทาขาวปรากฏจากตำแหน่งสูงอนันต์ ขณะเดียวกันก็ทำให้จันทร์สีแดงฉานกับดินสีน้ำตาลประหลาดโผล่พ้นออกมาเช่นกัน
ราวกับพวกมันอยากกลับเข้าสู่อ้อมอกของ ‘มารดา’ แต่สุดท้ายก็ถูกหมอกสีเทาขวางกั้นไว้แน่นหนา
ในทำนองเดียวกัน ตะกอนพลังของ ‘เทพแห่งความงาม’ ในเขตคุ้มครองก็ทะลุผนึกดั้งเดิม มาถึงขอบที่มีหมอกสีเทาขาวกระจายตัว
กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง!
แม้ว่า ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะอ่อนกำลังพอสมควรหลังรองรับ ‘รังมารดา’ แต่พระองค์ยังคงอาศัยกฎการรวมตัวของตะกอนพลัง หวังให้เอกลักษณ์เส้นทาง ‘มารดา’ เอกลักษณ์เส้นทาง ‘จันทรา’ และตะกอนพลังลำดับ 1 ของทั้งสองเส้นทาง กลับคืนมายังตัวเอง ในกรณีที่ไม่ถูกขัดขวางจากผู้ที่อยู่ระดับเดียวกัน
ขณะที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ กำลังมุ่งความสนใจไปยังการเอาของตนคืน ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ก็ถอนผนึกที่ปกคลุมทวีปตะวันตก จนหมอกสีเทาขาวที่นั่นอันตรธานหายไป
ณ ขณะนี้ ทวีปตะวันตกเหลือเพียง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ‘อริยสงฆ์’ และผู้ควบคุมแก่นแท้ต้นกำเนิดอีกสามคน พระองค์ทั้งห้าไม่หวั่นเกรงต่อพลังที่แผ่ซ่านตามธรรมชาติของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ไม่หวั่นเกรงต่อสัญลักษณ์ของพระองค์
ขณะเดียวกับที่ผนึกทวีปตะวันตกถูกถอน ‘ดาว’ ทั้งแปดดวงตรงหน้าไคลน์ก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที ทุกพระองค์อยากทุบทำลายบาเรียปลอมๆ จากหมอกประวัติศาสตร์นี้โดยเร็ว เพื่อคว้าแก่นแท้ต้นกำเนิดและเอกลักษณ์ที่ตนปรารถนาก่อนใคร
ภาพดังกล่าวทำให้ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่ และ ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้น พลันเกิดอารมณ์ที่เรียกว่าสิ้นหวังและหวาดกลัว
ทั้งสองพระองค์สัมผัสถึงลมหายใจจาก ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่กดดันเต็มกำลังได้อย่างชัดเจน
ขณะนั้นเอง เสียงของไคลน์ก็ดังก้องในจิตใจพวกพระองค์
“ยังมีโอกาส”
เหล่าทวยเทพหันมองไคลน์โดยไม่รู้ตัว เห็น ‘ราชันเร้นลับ’ ผู้สวมเสื้อคลุมสีดำ สวมถุงมือสีเข้ม ถือไม้ตะพดประดับดวงดาว มีหมอกสีเทาขาวกระจายรอบกาย
เขาแบกประวัติศาสตร์อันหนักอึ้ง ก้าวเข้าสู่บาเรียเทียม มุ่งหน้าไปยังเหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่ดูเหมือนดาวฤกษ์แต่แท้จริงแล้วคือสิ่งมหึมา
‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้นทราบดี คำว่า ‘ยังมีโอกาส’ ที่ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์เอ่ย เป็นคำพูดถึงทวยเทพอย่างตนและเหล่าเทวทูตใหญ่
หลังจากไคลน์ตื่นโดยสมบูรณ์และกลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ อย่างแท้จริง ผู้วิเศษต่ำกว่าลำดับ 1 รวมถึงมนุษย์ธรรมดาก็ไม่อันตรายมากนักแล้ว
หากสุดท้ายแล้วขวางไม่อยู่จริงๆ ไคลน์ย่อมละทิ้งแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังลำดับ 1 บางส่วนได้ เพื่อพาทุกเผ่าพันธุ์ปกติบนดาวเคราะห์ย้ายไปยังสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมบริเวณขอบจักรวาล ในเมื่อไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง ไม่มีความปรารถนาตามสัญชาตญาณ ก็ไม่มี ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์ใดอยากเป็นศัตรูกับ ‘ราชันเร้นลับ’
แต่สำหรับเฮราเบอร์เก้นและเหล่าเทพ รวมถึงเทวทูตใหญ่นอกสามเส้นทางเร้นลับ เหล่าพระองค์ย่อมหนีไม่ได้ หนีไม่พ้น!
แม้พระองค์จะยอมลดศักดิ์ของตน แยกร่างแบ่งภาคออกมา หลังร่างหลักถูก ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ กลืนกิน ร่างแบ่งภาคก็มีโอกาสสูงที่จะปนเปื้อนมลทิน รักษาตัวไม่รอด
ตอนนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของพระองค์แล้ว!
‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้นที่ทราบดีว่า ‘ราชันเร้นลับ’ ขวาง ‘เทพภายนอก’ แปดองค์ได้ไม่นาน จึงหันสายตาไปยังโลกความจริง ไปยังเขตคุ้มครอง
ของเหลวปฐมกาลที่บรรจุทุกสีทุกความเป็นไปได้ ทยอยซึมออกมาแล้ว รวมตัวเป็นไม้กางเขนขนาดมหึมา
บนไม้กางเขนแขวนร่างหนึ่ง ร่างนั้นประกอบจากแสงสว่างบริสุทธิ์ ศีรษะยังคงรูปลักษณ์มนุษย์ ใบหน้ามีหนวดสีทองอ่อนหนาทึบ
ใต้เท้าพระองค์ลากเงาดำยาวที่มีห้าหัว หลังพระเศียร ดวงอาทิตย์สีเหลืองทองลอยนิ่ง
พระองค์ลืมตา เผยดวงตาสีเหลืองทองใสกระจ่างดุจทารก พยักพระเศียรให้ ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้นและ ‘วายุสลาตัน’ เลโอเดโรในโลกดารา
“มาเถิด ราชาเทวทูตของข้า”
ระหว่างที่เสียงกังวานดังก้อง เฮราเบอร์เก้นกับเลโอเดโรรู้สึกเคลิบเคลิ้มขึ้นมา
ราวกับพระองค์ทั้งสองย้อนกลับไปยังวันเก่า ช่วงเวลาที่เคยติดตามแสงสว่างและความหวัง
‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้นบินออกจากโลกดารา เผยรูปลักษณ์แท้จริงทันที
นั่นคือมังกรสีทองอมเหลือง ใหญ่เท่าเมือง และยังขยายได้อีก
ร่างมังกรคล้ายหอคอยอ่อนนุ่มที่พับได้ ประกอบจากหนังสือลวงตาหนาเตอะ ซ้อนทับกันหลายชั้น บนหนังสือแต่ละเล่มมีตาสีทองอมเหลืองหนึ่งดวง
ยิ่งเข้าใกล้หัวมังกร ไม่ว่าชั้นที่ประกอบจากหนังสือลวงตา หรือดวงเนตรสีทองอมเหลือง ก็ยิ่งมืดเข้ม ยิ่งเต็มไปด้วยลางร้าย ตรงหว่างคิ้วมังกร ดวงเนตรดวงหนึ่งลืมขึ้นแล้ว รูม่านตาแนวตั้งสีทองอมเหลือง พื้นหลังสีดำสนิท จ้องมองไม้กางเขนเหนือเขตคุ้มครอง รวมถึงร่างบนไม้กางเขน
มังกรสีทองอมเหลืองลุกโชนโชติช่วงทันใด ถูกเปลวเพลิงล่องหนไร้สี กับเพลิงสีดำเงียบงันชั่วร้ายห่อหุ้มทั้งตัว
จากนั้น พระองค์ลากร่างยาวเหยียด พร้อมด้วยหางเปลวไฟที่พวยพุ่ง ลอยเข้าหาร่างบนไม้กางเขน
ณ ขณะนี้ ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ เฮราเบอร์เก้นเลือกทำลายตนเอง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกรีชา·อาดัม
การทำแบบนี้ไม่ได้มีแต่ข้อดี ด้านเลวร้ายก็มาก เพราะกรีชา·อาดัมในปัจจุบันยังเอาชนะเจตจำนงของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ไม่ได้ กลับเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียอีก ไม่มีโอกาสเป็น ‘ผู้รอบรู้สรรพสิ่ง’
มองระยะสั้น หลังเฮราเบอร์เก้นทำลายตนเองเพื่อหลอมรวม จิตสำนึกที่เหลือของพระองค์จะช่วยกรีชา·อาดัมต่อสู้ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ สร้างสมดุลใหม่อันเปราะบาง ปล่อยให้กรีชา·อาดัมควบคุมร่างกาย ปกป้องเขตคุ้มครองได้ดีขึ้น ช่วยให้เขตคุ้มครองรอดพ้นจากมลทินและพลังของเทพภายนอกหลังจากเหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทลายบาเรียปลอม ก่อนที่ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์จะฉวยโอกาสท่ามกลางความวุ่นวายย้ายทุกคนไป
แต่มองระยะยาว เอกลักษณ์เส้นทาง ‘หอคอยขาว’ ที่หลอมรวมตอนนี้ จะเพิ่มเจตจำนงและจิตวิญญาณของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ช่วยให้พระองค์ฟื้นคืนมากขึ้น เป็นผลร้ายต่อการต่อสู้และหลอมรวมของกรีชา·อาดัม
ในเขตคุ้มครอง เฮราเบเกอร์ที่สวมเสื้อคลุมขาวปักด้ายทองอมเหลือง เงยหน้ามองฟ้า ถอนหายใจยาว
ในโลกดารา ‘วายุสลาตัน’ เลโอเดโรปรากฏร่างมนุษย์ เป็นชายวัยกลางคนสง่าผ่าเผย สวมเกราะดำ ถือตรีศูล
พระองค์มองทวีปตะวันตกที่สว่างด้วยแสงจันทร์เลือด ไม่มีช่องว่างให้เข้า แล้ว ‘ฮึ’ ใส่ ‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสกับ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่
“พายุไม่ทำลายตนเอง!”
“และไม่ยอมจำนนเช่นกัน!”
เสียงแตกปะทุดังขึ้นทันที ‘ราชันผืนนภา’ ‘จักรพรรดิท้องทะเล’ ‘เจ้าแห่งภัยธรรมชาติ’ ‘เทพวายุสลาตัน’ องค์นี้กลายเป็นสายฟ้ากลมม้วน ซ้อนทับหลายชั้น บินลงจากโลกดารา พุ่งชนดวงจันทร์กลางอากาศที่ย้อมด้วยสีเลือด พุ่งชนร่างมหึมานั่น ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง
พายุส่องสว่างไปทั่วผืนฟ้า สว่างไสวไปทั้งโลก
…………
ในมิติแห่งจิตสำนึก
ตึกตัก!
ลูเมี่ยนกับ ‘มังกรหายนะ’ ต่างได้ยินเสียงหัวใจเต้นประหลาด
ใบหน้าชีคกับทูดอร์ของฝ่ายแรก ซึ่งบาดเจ็บหนักจนมืดมัวไปแล้ว กลับชัดขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าวังวนปฐมกาลตรงกลางหมุนเร็วขึ้น เศียรซ้ายขวาของฝ่ายหลังอยากผสานเข้าด้วยกันตามสัญชาตญาณ แต่ถูกปากลูเมี่ยนกับหัวปฐมกาลของมันเองขวางไว้
ตอนนี้แหละ!
ลูเมี่ยนในร่างคนยักษ์ค้ำฟ้า ฉวยโอกาสนี้กลืนร่างสีดำเหล็กของ ‘มังกรหายนะ’ เข้าท้องดื้อๆ
จากผลกระทบดังกล่าว เศียรโฉมงามที่พยายามรวมกับอีกครึ่งหนึ่ง ตัดสินใจเลิกต่อต้านใบหน้าโอลัวร์กับจินนา หลอมรวมเข้ากับพวกเธอ นำตราประทับอดีตของโอลัวร์ที่ติดในกระจก กับตราประทับอดีตของจินนามาด้วย แล้วซ่อมเศษดวงวิญญาณของทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ลูเมี่ยนรองรับ ‘มังกรหายนะ’ ได้อย่างสมบูรณ์
เขาตระหนักได้ทันทีว่า จิตใจอันบ้าคลั่ง ดุร้าย เต็มไปด้วยแนวโน้มทำลายล้าง กำลังเพ่นพ่านอยู่ในกาย บางส่วนถูกใบหน้าวังวนปฐมกาลดูดซับ บางส่วนถูกจิตสำนึกตกค้างของผู้ร่วมเส้นทาง ‘นครภัยพิบัติ’ ดึงรั้ง บางส่วนถูกเจตจำนงของลูเมี่ยน โอลัวร์ และจินนากดทับ
ร่างกายฝั่งซ้ายขวาของลูเมี่ยนนูนขึ้นตามมา ยุบพองดีดดิ้นรวดเร็ว ก่อกำเนิดร่างใหม่อย่างละร่าง
ร่างใหม่ทั้งสองนี้ เชื่อมต่อกับเนื้อเดิมอย่างแนบชิด โดยหลอมรวมกับบางส่วน
ฝั่งขวาเป็นสตรีล้วน สวมเสื้อคลุมขาวบริสุทธิ์ มือดุจหยก ทั้งจริงทั้งเสมือน ใบหน้าด้านหน้าคือโอลัวร์ ด้านหลังคือจินนา หมุนได้ทุกทิศโดยไม่ติดขัด
ร่างฝั่งซ้ายครึ่งชายครึ่งหญิง ยังคงเป็นใบหน้าชีค ใบหน้าวังวนปฐมกาล และใบหน้าอลิสต้า·ทูดอร์ประกอบเป็นเศียรเดียว มือทั้งสองถือธงไหม้เกรียม
ตรงกลางคือตัวลูเมี่ยนเอง ผมยาวสีเลือด ดวงตาดำเหล็ก หว่างคิ้วมีลายมังกรแท้ทวีปตะวันตกปรากฏ
เขากดทับเจตจำนงและจิตใจบ้าคลั่งของ ‘มังกรหายนะ’ หันศีรษะมองไปทางขวา
ขนตาโอลัวร์กับจินนาสั่นไหวแผ่วเบา ลืมตาขึ้นพร้อมกัน แล้วยิ้มออกมา
ลูเมี่ยนถอนหายใจทันใด สื่อสารด้วยจิตอย่างโล่งอก ซาบซึ้ง ระคนเสียดาย
“ฟื้นคืนชีพได้จริง ด้วยวิธีนี้…”
“เสียดาย คงอยู่ได้แค่ไม่กี่นาที”
ลูเมี่ยนหมายถึง สมดุลร่างกายตนจะดำรงอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที เนื่องจากสมดุลในตอนนี้ ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่จิตสำนึกและจิตใจ ‘มังกรหายนะ’ กำลังอ่อนแอ พอ ‘มังกรหายนะ’ ฟื้นตัว สมดุลจะต้องเสียไป
เอกลักษณ์สองชนิดบนร่างตอนนี้ ผูกพันแน่นแฟ้นกับ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ คานอำนาจกับใบหน้าวังวนปฐมกาลที่ตรงกับ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ เกิดเป็นสมดุลสามฝ่าย
ร่างลูเมี่ยนกับร่างโอลัวร์ จินนา แม้มีศักดิ์ตรงกัน ความแข็งแกร่งของเจตจำนงก็เพิ่มพูนพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่หนุนพวกเขามีเพียงตะกอนพลังลำดับ 1 ฝ่ายละสองก้อน
ในสภาพนี้ หากจิตสำนึกของ ‘มังกรหายนะ’ ฟื้นคืนมา ลูเมี่ยน โอลัวร์ จินนาแทบไม่มีทางต่อกรได้ นอกเสียจาก ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ จะแสวงหาการคืนชีพจากใบหน้าวังวนปฐมกาล จนสร้างกรอบอันมั่นคงที่ใหญ่กว่า
น่าเสียดาย ไม่มีเรื่องดีแบบนั้นเกิดขึ้น
นี่คือผลของการถูกบังคับ ถูกยัดเยียด จนกระทั่งมาถึงจุดนี้
โอลัวร์ที่เรือนผมกลายเป็นสีดำ ตากลับเป็นสีน้ำตาลเข้ม รูปโฉมและเสน่ห์เอื้อมถึงระดับ ‘เหนือลำดับ’ ได้ยินลูเมี่ยนรำพัน ก็เผยรอยยิ้มด้วยสีหน้าสงบนิ่ง น้ำเสียงอ่อนโยน
“ตอนตายที่หมู่บ้านกอร์ตู ฉันอึดอัดจริง โกรธจริง แค้นจริง แต่พอนายเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ฉันก็เริ่มรับรู้ถึงเหตุการณ์รอบตัว เข้าใจความเป็นไป จนค่อยๆ ยอมรับว่าความตายไม่จำเป็นต้องเลวร้าย”
“เมื่อรู้เรื่องโซ่ล่ามมังกรกับตำนานของมัน ได้เห็นการตัดสินใจของดวงวิญญาณเมื่อครู่ ฉันยิ่งปล่อยวาง เหล่าบรรพชนเสียสละได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน”
“การตายมีทั้งเบากว่าขนนก หนักกว่าภูเขา ฉันยินดีรับชะตาที่กำลังมาเยือน ยินดีทำด้วย”
เศียรนี้หมุน ใบหน้าจินนาที่งดงามยิ่งกว่าเก่าจ้องมองลูเมี่ยน แล้วยิ้มกว้างออกมา
“ตอนฆ่าฮิวจ์·อาร์ทัวส์ ฉันคิดว่า ต่อให้ตายก็ต้องแก้แค้นให้แม่กับเหยื่อคนอื่น ไม่ให้ไอ้สารเลวนั่นยิ้มได้อีก”
“ตอนเลื่อนเป็น ‘นางมารยุพนิรันดร์’ ฉันคิดว่า ต่อให้ตายก็ต้องช่วยคุณกลับมา คุณยังมีปณิธานที่ไม่สำเร็จ”
“ตอนนี้ ฉันนึกถึงมุกหนึ่งที่ฟรังก้าเคยพูด”
“อยากเป็นคนขลาดทั้งชีวิต หรือเป็นวีรบุรุษห้านาที?”
“ได้ตายเพื่อช่วยทุกคนพร้อมคุณ พร้อมโอลัวร์ ฉันว่ามันโรแมนติกที่สุดในโลกแล้ว”
ลูเมี่ยนยิ่งฟังก็ยิ่งจิตใจสงบ ไม่อยากทำลายตัวเองรุนแรงเหมือนเดิมแล้ว
เขาเงยหน้ามองบัลลังก์เปื้อนเลือดบนขั้นบันไดสูง แล้วยิ้มอย่างสดใส
“งั้นเราไปทำกระบวนการสุดท้ายของการรองรับกันเถอะ”
…………
โลกความจริง
กลุ่มสายฟ้าพันกันชั้นแล้วชั้นเล่า พุ่งเข้าใกล้จันทร์เลือดกับร่างมหึมาในพริบตา ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง
มันฉีกอวกาศ แต่ไม่นานก็แข็งตัวข้างจันทร์เพ็ญสีเลือด แสงสายฟ้าทุกเส้นถูกย้อมจนแดงฉาน ได้รับชีวิตใหม่ แยกตัวออกไป
กลุ่มสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวนี้พังทลายฉับพลัน
แสงจ้าที่สุดสองกลุ่มซึ่งยังหลงเหลือ ถูกไคลน์ใช้ ‘ปลูกถ่าย’ ย้ายไปยังไม้กางเขนเหนือเขตคุ้มครอง
อึดใจถัดมา การระเบิดและแรงกระแทกจากสายฟ้าเหล่านั้นเริ่มบานสะพรั่ง ท่ามกลางเสียง ‘ตูม’ อันกึกก้อง แสงจันทร์แดงเลือดที่ส่องตามธรรมชาติทยอยแตกกระจาย จนกระทั่งเผยช่องว่าง
‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสในโลกดารา ประคองเครื่องประดับทองรูปนก ก้าวออกไป ทิ้งท้ายแก่ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่หนึ่งประโยค
“ถึงเวลาพวกเราต้องเดิมพันด้วยชีวิตแล้ว”
‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่เตรียมจะตามไป แต่ตระหนักถึงบางสิ่ง จึงแหงนมองไปยังเบื้องสูงบนโลกความจริง
ดาวตกแดงฉานปรากฏขึ้นอย่างไร้ที่มา ลากหางเปลวเป็นทางยาว พุ่งชนจันทร์เพ็ญสีเลือดและร่างมหึมานั้น
ท้องฟ้าทั้งผืน โลกทั้งใบ พลันลุกเป็นไฟสีแดงฉาน
ปีที่ 1360 ปลายเดือนกรกฎาคม
แดงฉานร่วงหล่นจากฟากฟ้า
……………………………………………………..