ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1159 คำสาบานแม่น้ำโลกแห่งความตาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1159 คำสาบานแม่น้ำโลกแห่งความตาย
ตอนที่ 1159 คำสาบานแม่น้ำโลกแห่งความตาย
ขณะดาวตกแดงฉานพุ่งถล่ม โลกทั้งใบนอกเขตคุ้มครองลุกเป็นไฟแดงฉาน
‘หายนะ’ มากมายในสารพัดดาราจักร ต่างหยุดนิ่งชั่วครู่ บ้างพลุ่งพล่านรุนแรง บ้างสงบเงียบเรียบร้อย
เบื้องหลัง ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่กำลังบุกโจมตีบาเรียเทียมในโลกดารา หลุมดำที่วาดด้วยมือ พร้อมด้วยจานสสารโคจรปรากฏขึ้น มหาสมุทรพลังงานที่แสดงเป็นภาพวาดถอยร่นกะทันหัน ตกลงสู่ไอเย็นแห่งความตาย
หายนะสารพัดชนิด ล้วนโถมเทมายังที่นี่
นี่คือสิ่งที่ลูเมี่ยนจงใจสร้าง โดยอาศัยสัญลักษณ์ที่กระตุ้นตามธรรมชาติเมื่อเขารองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ เสร็จสมบูรณ์ เลื่อนลำดับเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ และ ‘หายนะล้างโลก’
เขาไม่หวังว่า ‘หายนะ’ ที่ไร้เป้าหมายเหล่านี้ จะสร้างความเสียหายหนักแก่เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’
เพียงหวังจะสร้างความวุ่นวายโกลาหล ให้มิสเตอร์ฟูลมีเวลาว่างชั่วครู่
ทันใดนั้น เสียงดีดสายกีตาร์ดังกังวาน หลุมดำและจานสสารที่เป็นเหมือนภาพวาดอยู่แล้ว ยิ่งบางและเล็กลง สูญเสียความรู้สึกเชิงนามธรรม
หลุมดำที่กลายเป็นภาพวาดอย่างแท้จริง ฉีกดึงมิติที่รองรับตัวมันเองตามสัญชาตญาณ หวังจะดูดทุกสิ่งเข้าไปข้างใน เปลี่ยนแปลงสภาพปัจจุบัน
ปากมหึมาอันน่าสะพรึงโผล่ขึ้นอย่างฉับพลัน กัดกลืน ‘ภาพม้วน’ ที่รองรับหลุมดำเข้าไปในคำเดียว
กระเพาะนามธรรมหลายใบโผล่ขึ้น บ้างพอง บ้างหด ต่อสู้อย่างดุเดือดกับสิ่งที่รอย่อย
ความหิวดั้งเดิม สัญลักษณ์แห่งการกลืนกิน การรวมตัวที่ไม่มีวันอิ่ม ผู้กวาดล้างสรรพสิ่ง!
‘เทพภายนอก’ อื่นๆ ต่างรับมือ ผนึกกำลังระงับ ‘หายนะ’ ที่ระเบิดด้านหลัง ‘วันวาน’ อย่างพวกตน
ณ ขณะนี้ ดาวตกแดงฉานเริ่มติดอยู่ในแสงโคลนตมของจันทร์สีเลือด
มหาสมุทรแสงที่ถูกย้อมด้วยเลือดนี้ พังทลายไปพร้อมกับเกิดใหม่ ส่งผลให้ดาวตกแดงฉานเข้าใกล้ร่างยักษ์ช้าลงเรื่อยๆ
แต่นอกจาก ‘ทะเล’ แสงเลือดอันเข้มข้น บริเวณอื่นล้วนถูกสีแดงฉานเผาไหม้ถ้วนหน้า รวมถึงแสงจันทร์ที่ส่องปกคลุมทวีปตะวันตก ก็ลุกไหม้จนมลายสิ้น อันตรธานหายไปในบัดดล
คว้าโอกาสนี้ ระหว่างที่ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ สับสนชั่วครู่ แรงกดบาเรียเทียมลดลงฮวบฮาบ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์แยกร่างหนึ่งออกมา หันสายตาไปยังเขตคุ้มครอง
ในเขตคุ้มครอง กรุงทรีอาร์ยังคงสงบนิ่ง ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตที่ยืนบนระเบียง หยิบมงกุฎประดับอัญมณีมืดมิดออกมานานแล้ว ประคองไว้ด้วยสองมือ
มงกุฎลอยขึ้นฉับพลัน บินออกจากเขตคุ้มครอง ทะยานสู่ท้องฟ้าทวีปตะวันตก
ตามไปด้วยหนังสือทองเหลืองที่ร่วงจากเหนือหมอกสีเทา กับแสงอีกสองกลุ่มที่บินจากหลังไม้กางเขนและในเขตคุ้มครอง
พริบตาเดียว พวกมันมาถึงหน้าประตูหินอลังการเหนือเมฆ ตกลงในมือร่างมหึมาที่สวมมงกุฎจักรพรรดิ ใบหน้าปกคลุมด้วยม่านไข่มุก
ร่างนั้นพยักหน้าให้โลกดารา หันกาย กลับสู่ยอดสวรรค์ชั้น 33 นั่งประทับบนบัลลังก์ปรมาจารย์สวรรค์
พระองค์สวมมงกุฎประดับอัญมณีมืดมิด ทับลงบนมงกุฎจักรพรรดิเดิม จนซ้อนเป็นหนึ่งเดียว
พระหัตถ์กำหนังสือทองเหลืองแน่น แสงสองกลุ่มหมุนวนอึดใจ หลอมรวมเข้าสู่พระวรกาย
ในเขตคุ้มครอง เมื่อเห็น ‘เอกลักษณ์’ ของ ‘จักรพรรดิมืด’ หายไปต่อหน้า ‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตอดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้
นี่คือหนึ่งในจุดประสงค์แท้จริง ซึ่งลูเมี่ยนอ้างเรื่อง ‘ขอคำทำนาย’ มาพบเธอ
ผ่านคำบรรยายของ ‘จินนี่’ ถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ และข้อเสนอชั่วคราวสุดท้ายในการเสริมพลัง ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ราชินีเงื่อนงำแบร์นาแดตเข้าใจทันทีว่า มิสเตอร์ฟูลต้องการสื่ออะไร
เขาต้องการยืม ‘เอกลักษณ์’ ของ ‘จักรพรรดิมืด’
แบร์นาแดตตัดสินใจแน่วแน่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
เบื้องหลังเธอ เงาของจักรพรรดินีโรซายล์ปรากฏขึ้น อีกฝ่ายสวมมงกุฎทองอร่าม กล่าวด้วยน้ำเสียงซับซ้อน
“ตราบใดที่ระเบียบและกฎที่เขาสร้างยังอยู่ เขาก็ยังฟื้นคืนชีพได้”
“แคว้นแห่งความยุ่งเหยิงที่ได้เอกลักษณ์และตะกอนพลังทั้งหมดไป จะกลายเป็น ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่แท้จริงได้หรือไม่?” แบร์นาแดตถามเหมือนพูดกับตัวเอง
“ไม่ได้ จิตสำนึกของ ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ปนเปื้อนจิตวิญญาณภายนอกมากเกิน ไม่นับว่าถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์ ยังอยู่ในความวุ่นวาย แม้รวบรวมทุกอย่างครบ ก็ไม่อาจแปรสภาพโดยสิ้นเชิงได้”
“คงต้องรออีกหลายสิบปี หลายร้อยปี จึงจะเกิดจิตสำนึกใหม่ที่เป็นหนึ่งเดียว จน ‘เงาแห่งระเบียบ’ เสด็จเยือนโลกความจริงอย่างแท้จริง”
“วิธีเดียวที่ทำให้ ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ กลายเป็น ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทันทีคือ ปลดผนึก ปล่อย ‘จินนี่’ ออกมา”
“แต่ ‘จินนี่’ จะทำอะไรบ้างหลังหลุดพ้น ก็ไม่มีใครบอกได้”
“ราชันเร้นลับองค์ปัจจุบันทำได้เพียงวิธีนี้ เสริมพลัง ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ชั่วคราว ยกระดับให้ใกล้เคียง ‘วันวาน’ มากที่สุด จนมันพอจะมีประโยชน์บ้างในศึกภายหลัง” จักรพรรดินีโรซายล์อธิบายอย่างรวบรัด
เธอหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อ
“ต่อให้ ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ หลอมรวมจิตสำนึกใหม่ได้ก่อนที่เขาจะคืนชีพ กลายเป็น ‘เงาแห่งระเบียบ’ ซึ่งจะไม่คืน ‘เอกลักษณ์’ ของจักรพรรดิมืด แต่ถ้ามี ‘ราชันเร้นลับ’ คอยช่วยเหลือ เขาก็ยังสามารถคืนชีพได้ด้วยกฎ เพียงแต่จะเรียกคืนตะกอนพลัง ‘เจ้าชายวิปลาส’ ได้แค่สองส่วน”
‘ราชินีเงื่อนงำ’ แบร์นาแดตหันกาย มองจักรพรรดินีโรซายล์ เงียบไปอึดใจ ก่อนเอ่ยถาม
“แล้วท่านล่ะ?”
จักรพรรดินีโรซายล์ยิ้มปลื้มปริ่มอย่างพึงพอใจ
“หากผ่านวันสิ้นโลกไปได้ โลกในกระจกควรมีผู้ปกครองที่ปกติกว่านี้ ถึงตอนนั้น ในกระจกจะมีโลกสะท้อนที่ไม่มืดมิดอีกต่อไป”
…………
ด้วยการโจมตีสละชีพของ ‘วายุสลาตัน’ เลโอเดโร และการมาเยือนของ ‘หายนะล้างโลก’ อำนาจปิดล้อมทวีปตะวันตกของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น
‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสและ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่ ถือโอกาสลงมาจากโลกดาราถึงหอล่ามมังกร
ฝ่ายแรกสวมชุดยาวโบราณสีดำ เนื้อผ้าหลายชั้นแต่ไม่รุงรัง พระพักตร์ราวกับปกคลุมด้วยผ้าบาง รางเลือนแต่เลอโฉม ฝ่ายหลังดูเหมือนประกอบจากภาพวาดอารยธรรมนับไม่ถ้วน รวมตัวเป็นชายวัยกลางคน
‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสพยักหน้าให้ประมุขเฮาหลี่ สื่อสารด้วยจิต
“เริ่มเถิด”
ประมุขเฮาหลี่หลับตา ปล่อยให้แม่น้ำกว้างมืดมิดไร้สีที่ตรงดิ่ง ไหลออกจากความว่างเปล่า ไหลมาเบื้องหน้า ‘เทพธิดารัตติกาล’
ในนั้น ผู้ที่ยังรักษาสติได้บ้างคือ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ผู้สวมมงกุฎเหล็กขึ้นสนิม หนวดเคราซีดใต้คางพลิ้วไหว
‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิสชี้ไปยัง ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ที่ไหลเงียบ แล้วกล่าวด้วยจิต
“แม่น้ำอันธการนิรันดร์เป็นพยาน ตัวข้า อมานีซิส สาบานว่าจะทำให้สำนักเฮาหลี่เจริญรุ่งเรือง ให้ศิษย์ทุกคนฝึกทั้งภายในภายนอก ได้รับตะกอนพลัง หากผิดคำสาบาน ขอให้แก่นแท้ต้นกำเนิดตอบโต้ จมก้นแม่น้ำชั่วกัปชั่วกัลป์!”
‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ที่สื่อสารกันมาแล้ว เพียงทำตามขั้นตอน พยักหน้ารับแผ่วเบา ยื่นมือขวาซีดขาวดุจหยก แต่เต็มไปด้วยรอยแตก บ้างไหลหนองเหลือง บ้างงอกขนนกขาว กดลงบนศีรษะ ‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิส
“เจ้าคือประมุข!”
สิ้นคำนี้ แสงนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นจาก ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ถักทอเป็นสัญลักษณ์ซับซ้อนที่เรียงลำดับ ตกลงสู่ร่างกาย ‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิส
อมานีซิสพบว่า ตนย้ายมาอยู่ในแม่น้ำมืดกว้างนั้นแล้ว เงาและกระดูกของประมุขเฮาหลี่ทุกยุคเริ่มกัดกินแขน หลัง และดวงวิญญาณของพระองค์
อมานีซิสที่ควบคุมสาขา ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ มาก่อนย่อมไม่ตื่นตระหนก ต่อสู้กับจิตสำนึกอลวน ซึ่งแบกจิตวิญญาณของเหล่าผู้รวมเป็นหนึ่งกับเต๋า
แม่น้ำลวงตาที่ตรงดิ่งไหลผ่านพระวรกาย แล้วไหลกลับจากอีกทิศ
…………
‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่นั่งพับเพียบหน้า ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ จิตของพระองค์ได้ยินเสียงอีกฝ่าย
“เจ้ามีสองทางเลือก”
“หนึ่ง ไหว้ข้าเป็นอาจารย์ เข้าสำนักข้า รับคัมภีร์มรรคาเบื้องบนไป รับช่วงต่อตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์ รับอำนาจควบคุมสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่า ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’”
“แต่ตัวเลือกนี้มีภัยแฝง…”
ขณะจิตสื่อสาร ในทุ่งร้างหลัง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ปรากฏเงาร่างเดินเตร่ ส่วนใหญ่สวมอาภรณ์ขนนก หมวกสูง บ้างหน้าตาดุดัน บ้างเน่าเปื่อย แสดงเจตนาร้ายชัดเจน
“พวกเขาคือ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และผู้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าในทุกยุค”
“จากอิทธิพลของ ‘พระมารดาไร้กำเนิด’ หลังจาก ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ รุ่นแรกเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า ปรมาจารย์ทุกรุ่นต้องมีสายเลือดสืบทอด ต้องผ่านการฝึกตนครบถ้วน”
“แต่เจ้าไม่มี อาศัยคัมภีร์มรรคาเบื้องบน ข้าสามารถช่วยให้เจ้ารองรับ ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ในเวลาอันสั้นได้ แต่ภายหลังต้องถูกผลสะท้อนกลับ”
“เจ้าจะรับไหวหรือไม่ ละลายความเคียดแค้นชิงชังของเหล่าปรมาจารย์และผู้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าทุกยุคได้หรือไม่ จะถูกลากเข้าทุ่งร้างกลายเป็นหนึ่งในผู้เดินเตร่หรือไม่ ข้าเองก็ไม่ทราบคำตอบ”
“ทางเลือกที่สอง ไหว้ข้าเป็นอาจารย์ เข้าสำนักข้า รับคัมภีร์สามถ้ำห้าสายฟ้าไป”
“หลังติดต่อกับสหายเต๋าโจวทางจดหมาย ข้าได้ผสานประสบการณ์ของบรรพชน บรรลุ ‘มหาพิธีสามจักรพรรดิขจัดภัย’ อย่างสมบูรณ์แล้ว”
“เจ้าสามารถอาศัยฐานะของศิษย์สายตรง ร่วมประกอบพิธีกับข้า มอบพลังให้ข้ายืม ช่วยให้ข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าชั่วคราว ต่อกรกับมารนอกโลก”
เพียงชั่วพริบตา ความคิดของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ที่ถ่ายทอดมา ถูก ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่ถอดความจนเข้าใจ
พระองค์ถามด้วยกระแสข้อมูลบริสุทธิ์
“ทั้งสองวิธี สุดท้ายจะเกิด ‘วันวาน’ ชั่วคราวได้หรือไม่?”
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ผู้ถือไม้ปัด ส่ายหน้าตอบ
“ไม่ได้ทั้งคู่ เจ้าและข้ายังขาดเวลา เจ้าไม่เหมือนประมุขใหม่ของสำนักเฮาหลี่ ที่ควบคุมพลังเต๋าบางส่วนไว้ก่อน”
“สองทางเลือกนี้ทำให้เราเข้าใกล้เต๋าเท่านั้น แต่ยังไม่หลอมรวมเป็นหนึ่ง”
‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่รู้ว่าเวลากระชั้น เพียงชั่งใจเล็กน้อยก็คุกเข่าลงแล้วเอ่ยตอบ
“ข้าขอไหว้ท่านเป็นอาจารย์ เป็นส่วนหนึ่งของมหาพิธี”
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ผิดหวังอยู่บ้าง ราวกับไม่ได้หลุดพ้นอย่างที่ตนต้องการ
พระองค์กดไม้ปัดลงบนบ่าสเตียโน่
“เหตุเร่งด่วนจึงทำแบบย่อ เราจะประทานนามและคัมภีร์ให้เท่านั้น”
“นับแต่นี้ไป นามแห่งเต๋าของเจ้าคือ”
“ฝูเจิน” (มงคลอันแท้จริง)
……………………………………………………..