ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 426 “คำสาป”
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 426 “คำสาป”
ตอนที่ 426 “คำสาป”
กวีอีแลตถอยหลังโดยไม่ทันคิด
“ป…เปล่า”
เขาสะดุ้งมองชายชุดเทาที่กำลังระบายสีหุ่นในความมืด แล้วถามอย่างสงสัย
“คุณคือช่างทำหุ่นขี้ผึ้งที่ทำงานให้เคานต์ปุยฟ์หรือ”
ท่านเคานต์ผู้นี้มีงานอดิเรกทำหุ่นขี้ผึ้งหน้าเหมือนเพื่อนๆ
ชายเจ้าของเครายาวสีแดงเงยหน้าขึ้น แล้วก้มหน้าลงไประบายสีหุ่นที่ยังทำไม่เสร็จต่อ
ลูเมี่ยนที่เดินย้อนกลับออกมายังทางเดิน เหลือบมองอัลบัส·เมดีซี แล้วชิงถามชายประหลาดในห้องอันยุ่งเหยิงก่อนที่อัลบัสจะได้พูดอะไร
“เรียกคุณว่าอะไรดี”
ลูเมี่ยนมั่นใจมากว่า ‘ช่างทำหุ่น’ ตรงหน้าไม่ปกติ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ — จากเท่าที่พวกตนเห็น ภายในห้องไม่มีแสงสว่างเล็ดลอดออกมา ซึ่งแสดงว่าชายคนนี้ระบายสีหุ่นในความมืด!
ชายตาดำสนิทเจ้าของเครายาวสีแดงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พูดเสียงล่องลอยราวกับอยู่ในความฝัน
“ปู่ของผมเสียสติ เข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน แล้วก็ไม่กลับออกมาอีก…”
“พ่อของผมเสียสติ เข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน แล้วก็ไม่กลับออกมาอีก…”
“แสดงว่าคุณก็เป็นบ้าด้วยสินะ” อัลบัส·เมดีซีขัดจังหวะเสียงพึมพำของอีกฝ่าย
ชายคนนั้นชะงักไปสองวินาที ก่อนจะพูดต่อ
“ผ…ผมได้ยินเสียงเรียกจากส่วนลึกของคูหาใต้ดิน…”
พูดถึงตรงนี้ สายตาของเขากวาดผ่านใบหน้าลูเมี่ยน อัลบัส และเอโลอีส มุมปากที่ถูกเครายาวปกคลุมยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนกำลังแอบยิ้ม
ดวงตาสีดำสนิทของเขาดูว่างเปล่ายิ่งขึ้น เสียงพูดเจือความกระตือรือร้นมากขึ้น
“พวกคุณ รีบไปส่วนลึกของคูหาใต้ดินเร็ว รีบไปส่วนลึกของคูหาใต้ดินเร็วเข้า…”
ลูเมี่ยนรีบเค้นสมองคิด หาจุดร่วมระหว่างตัวเขา อัลบัส และเอโลอีส
ตามที่กวีอีแลตพูด คำว่า ‘พวกคุณ’ ในคำพูดของชายแปลกหน้า มิได้รวมอีแลตเข้าไป ซึ่งต้องมีปัญหาสักอย่างแน่นอนหากมองจากสถานการณ์
เราเป็น ‘นักล่า’ อัลบัสก็เป็น ‘นักล่า’ หรือว่าเอโลอีสก็เป็น ‘นักล่า’ เหมือนกัน? ระหว่างที่ลูเมี่ยนใคร่ครวญหาสาเหตุ อัลบัส·เมดีซีไม่สนใจนัยน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของ ‘ช่างทำหุ่น’ เพียงถามยิ้มๆ
“คุณอยากให้เราเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน เพื่อพาปู่ พ่อ กับพี่ชายของคุณกลับออกมา หรือจะให้พวกเราฝากคำอวยพรไปให้ล่ะ?”
ยั่วยุไปหน่อยนะ…ตามหลักแล้วเขาน่าจะไม่ต่ำกว่า ‘นักวางเพลิง’ แถมยังน่าจะย่อยโอสถเกือบเสร็จแล้วด้วย ไม่จำเป็นต้องยั่วยุทุกคำพูดแบบนี้…หรือเขาอยากหลอกให้คนอื่นคิดว่า ตนเป็นแค่ ‘นักยั่วยุ’? ลูเมี่ยนมองใบหน้ามุมข้างที่หล่อคมของอัลบัส ในใจรำพันสองสามประโยค
ชายที่กำลังระบายสีหุ่นไม่สนใจอัลบัส ยังคงทำงานของตัวเองต่อ
“ขอโทษที่รบกวน” ลูเมี่ยนไม่เปิดโอกาสให้อัลบัสพูดต่อ รีบยื่นมือขวาออกไปคว้าที่จับประตูไม้สีแดงเลือดหมู แล้วบรรจงปิดลงไป
ถัดมา เด็กหนุ่มละทิ้งความคิดที่จะค้นห้องที่มีทหารเหล็ก เพราะกลัวว่าอาจไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็น
ในความมืด ลูเมี่ยนถือโคมไฟคาร์ไบด์เดินลงบันไดหินเก่าแก่ทีละขั้น
ท่ามกลางเสียงฝีเท้าดังก้อง อยู่ดีๆ เอโลอีส·ไอน์ฮอร์นก็พูดขึ้น
“คนเมื่อครู่ เหมือนสิงโตเลยนะ…”
ลูเมี่ยนนึกถึงใบหน้าของ ‘ช่างทำหุ่น’ พบว่าอีกฝ่ายทั้งผมทั้งเคราต่างก็เส้นยาวหนาสีแดงสด ยังกับครึ่งคนครึ่งสิงโต
อัลบัส·เมดีซีแกว่งโคมไฟคาร์ไบด์ในมือแผ่วเบา มองเอโลอีสครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
“นี่คือปราสาทของปู่ทวดคุณ คุณอยู่ที่นี่มาเกือบหกปีแล้ว อย่าทำตัวเหมือนผู้มาเยือนอย่างพวกเราสิ ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย”
“ฉันไม่รู้จักคนเมื่อครู่จริงๆ” เอโลอีสส่ายหน้า “ฉันไม่ค่อยได้ลงมาที่คูหาใต้ดิน ไกลสุดก็แค่ห้องที่เต็มไปด้วยหุ่นขี้ผึ้ง”
หรือก็คือ ในไม่กี่ครั้งที่เธอสำรวจ เธอเลือกเส้นทางเดียวกับฉัน แถมยังเลือก ‘ประตูบ้าคลั่ง’ จากประตูใหญ่สามบาน ‘ความหวัง’ ‘บ้าคลั่ง’ และ ‘ความตาย’ เหมือนกัน…ทำไมตอนนั้นถึงไม่สำรวจต่อ กังวลอะไร? ลูเมี่ยนคาดเดาบางสิ่งจากคำตอบสั้นกระชับของเอโลอีส·ไอน์ฮอร์น
อัลบัสยิ้มเยาะ
“แล้วคุณเคยได้ยินตำนานที่ว่า คนของตระกูลเซารอนกลายเป็นบ้า เข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดินแล้วไม่เคยกลับมาบ้างไหม?”
“อย่างเช่น ปู่ของผมเสียสติ เข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน…”
คนของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กผู้นี้เริ่มเลียนแบบคำเพ้อของชายที่เหมือนสิงโต ทั้งน้ำเสียงทั้งจังหวะล้วนสมจริงมาก
เยี่ยมเลย กำลังอยากถามอยู่พอดี…ลูเมี่ยนรู้สึกว่าถึงแม้อัลบัส·เมดีซีจะทำตัวน่าหมั่นไส้ แต่ในบางแง่มุมก็มีประโยชน์
เขาดูเหมือนไม่กลัวอะไร แถมยังหัวไวมาก มักจะถามในสิ่งที่คนอื่นถามไม่ได้เนื่องจากติดเหตุผลบางประการ
มีสมาชิกแบบนี้อยู่ในทีม ลูเมี่ยนสามารถซ่อนตัวใน ‘เงามืด’ ได้อย่างแนบเนียน โดยไม่ต้องเปิดเผยความคิดหรือท่าทีของตัวเอง
บันไดหินเก่าโทรมดูราวกับไร้สิ้นสุด เอโลอีสก้าวลงอย่างระมัดระวังไปพร้อมกับถอนหายใจ
“ถ้าเป็นตำนานแบบนั้น ฉันรู้มานานแล้ว”
“เจ้าของปราสาทหงส์แดง รวมถึงสมาชิกตระกูลเซารอนที่อาศัยอยู่ในปราสาทด้วยกัน ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างมีโอกาสที่จะทวีความเกรี้ยวกราด อารมณ์รุนแรง ในที่สุดก็กลายเป็นบ้า ทำร้ายตัวเอง แล้วเดินเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน ไม่กลับมาอีกเลย เรื่องแบบนี้บางครั้งก็นานๆ ทีจะเกิด บางครั้งก็สองสามปีหนหนึ่ง”
“ยกเว้นสมาชิกตระกูลบางส่วน ซึ่งปรารถนาจะฟื้นฟูเกียรติยศของบรรพชน คนอื่นในตระกูลต่างก็ออกห่างจากปราสาทโบราณหลังนี้ ไม่มีใครอยากกลายเป็นบ้า”
“มันก็มีผลดีในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าตระกูลเซารอนจะมีลูกหลานสืบเชื้อสายต่อไป แต่ ‘ความบ้าคลั่ง’ เปรียบดังคำสาป ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด เซารอนบางคนที่อาศัยอยู่ข้างนอก วันดีคืนดีก็กลับมายังปราสาท จนเกิดเหตุซ้ำรอยกับบรรพชน”
นี่คือความจริงเบื้องหลังการเสื่อมโทรมของตระกูลเซารอน? หากสมาชิกหลักของตระกูลทยอยเป็นบ้าไปทีละคน เดินเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน แล้วไม่กลับมาอีกเลย ตระกูลก็คงถึงคราวล่มสลายของจริง…ทำไมเอโลอีสถึงเล่าเรื่องภายในตระกูลเซารอนให้พวกเราฟังล่ะ? คิดว่าพวกเราคงรอดไปจากที่นี่ไม่ได้อยู่แล้ว เลยถือโอกาสสนอง ‘ความอยากแบ่งปัน’ เสียเลย? ลูเมี่ยนระลึกถึงฝันร้ายที่เกิดจากเกมเค้กพระราชา
ในฝันร้าย ปราสาทหงส์แดงเต็มไปด้วยคนบ้าที่ควักลูกตาตัวเอง รวมถึงทำร้ายตัวเองด้วยสารพัดวิธี
ตอนนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาคงเป็นสมาชิกตระกูลเซารอนที่เสียสติไปในช่วงสองร้อยกว่าปี
แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่สมาชิกตระกูลเซารอน ในฝันร้ายของลูเมี่ยน ผู้เล่นเกมเค้กพระราชาอย่างนักเขียนอาร์โนลี ก็ล้วนเป็นบ้าไปเช่นกัน เริ่มทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น ซึ่งคนเหล่านี้ชัดเจนว่าไม่ได้มีเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซารอน
อัลบัส·เมดีซียิ้มแล้วถามเอโลอีสด้วยน้ำเสียงอ้อนเท้า
“ปู่ทวดของคุณก็เป็นบ้าแบบนี้ แล้วเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดินเหมือนกัน?”
“เปล่า” เอโลอีสตอบอย่างสงบ มิได้รู้สึกถูกยั่วยุ “ท่านเสียชีวิตอย่างทรมานด้วยอาการปวดหัวเรื้อรัง ไม่ใช่ว่าเจ้าบ้านทุกคนของปราสาทหงส์แดงต้องกลายเป็นบ้า”
“จุดร่วมของคนที่ไม่ได้เป็นบ้าคืออะไร” อัลบัสถามต่อ
ใบหน้าของเอโลอีสสะท้อนแสงจากโคมไฟคาร์ไบด์ด้านข้าง พลางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ความลับของตระกูล”
นัยของเธอคือ ‘พวกคุณไม่มีสิทธิ์รู้’
ลูเมี่ยนที่เดินนำอยู่ด้านหน้า ฟังแล้วก็โมโหเล็กน้อย
หากเอโลอีสพูดตั้งแต่แรกว่า ‘อย่าถามเรื่องตระกูลเซารอน’ เด็กหนุ่มคงจะไม่มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ใดๆ แต่เธอเล่าข้อมูลสำคัญมาไม่น้อย กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของทุกคน แต่กลับตัดช่วงสำคัญทิ้งไป ไม่ยอมบอกในสิ่งที่ทุกคนคาใจ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกหงุดหงิด เหมือนถูกยั่วยุ
อัลบัสเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะพลางถาม
“แล้วแม่ของคุณล่ะ”
“เสียชีวิตตามปกติ” เอโลอีสไม่ได้ปิดบัง
อัลบัสหัวเราะแล้วถามต่อ
“แล้วคุณล่ะ มีสายเลือดตระกูลเซารอนเหมือนกันนี่? วันดีคืนดีจะกลายเป็นบ้าไหม”
เอโลอีสเหลือบมองคนไร้มารยาทครู่หนึ่ง แล้วยิ้มอย่างคลุมเครือ
“ในระยะยาว พวกเราทุกคนจะกลายเป็นบ้า”
‘พวกเรา’ ของเธอหมายถึงใคร? เส้นเลือดตรงขมับของลูเมี่ยนกำลังเต้น เด็กหนุ่มรู้สึกว่า ‘พวกเรา’ ที่เอโลอีสพูดถึง ไม่ได้นับเฉพาะสมาชิกตระกูลเซารอนเท่านั้น
หลังจากความเงียบปกคลุมชั่วขณะ กวีอีแลตถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน
“ความหวาดกลัวของตระกูล คำสาปที่สืบทอดหลายชั่วอายุคน บรรพชนคนแล้วคนเล่าที่เดินลงไปในคูหาใต้ดินมืดมิด…พวกนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับงานเขียนเลยล่ะ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจได้เยี่ยม หากอาร์โนลีรู้เข้า คงเริ่มเขียนนิยายคลาสสิกเพิ่มอีกสักเรื่องแน่ กระทั่งผมเองก็มีไฟในการเขียนบทกวียาวๆ เลย”
ระหว่างสนทนา ในที่สุดทั้งสี่ก็เดินลงมาถึงบันไดหินขั้นสุดท้าย
ทิวทัศน์ตรงหน้าทุกคนคือ ห้องโถงกว้างใหญ่ มีเสาหินสีเทาขาวตั้งตระหง่านค้ำยันเพดานสีดำมืดด้านบน
เมื่อแสงจากโคมไฟคาร์ไบด์สี่ดวงส่องเข้าไป พวกลูเมี่ยนเห็นกองกระดูกสีขาวหลายกอง ซ่อนอยู่หลังเสาหินบางต้น โผล่ให้เห็นเพียงบางส่วน
“มีคนตายเพียบเลยแฮะ” อัลบัส·เมดีซีรำพันกึ่งติดตลก พลางเดินไปทางกระดูกกองหนึ่ง
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนได้ยินเสียงกุกกัก
เด็กหนุ่มเงยหน้าทันที ส่องโคมไฟคาร์ไบด์ไปด้านบน
ท่ามกลางแสงสีเหลืองอมส้ม บนเพดานอันมืดมิดและเก่าโทรม เงาดำตัวเขื่องเลื้อยผ่านในพริบตา แล้วหายเข้าไปในความมืดอีกฝั่งหนึ่ง
เงาดำนั่นคือสิ่งมีชีวิตคล้ายแมงมุม
เมื่อเทียบกับพวกเดียวกัน มันมีดวงตาเพียงหนึ่งคู่ ทว่าในแต่ละข้างมีตาเดี่ยวเล็กๆ จำนวนมากอัดแน่นอยู่ ตาเดี่ยวเหล่านี้หมุนไปคนละทิศคนละทาง ส่องประกายแสงเย็นยะเยือก
บนร่างของแมงมุมยักษ์มีขนยุบยับทั้งยาวทั้งหยาบ ล้อมรอบหัวใจแห้งเหี่ยวสีดำขนาดเท่ากำปั้นตรงด้านหลัง
ลูเมี่ยนสะดุ้งโหยง นึกถึงคำศัพท์ขึ้นมาในหัว
แมงมุมล่าเหยื่อสีนิล!
หนึ่งในวัตถุดิบหลักของโอสถ ‘นักวางแผน’
ตลอดหนึ่งเดือนกว่ามานี้ แม้ว่าลูเมี่ยนยังไม่ได้รวบรวมวัตถุดิบจาก ‘แมงมุมล่าเหยื่อสีนิล’ หรือ ‘สิงโตครึ่งคน’ เลย แต่เด็กหนุ่มก็พอเข้าใจภาพรวมของสัตว์วิเศษทั้งสอง รู้จักหน้าตาพวกมัน เข้าใจพลังของพวกมันพอสมควร เมื่อไม่นานมานี้ยังพิจารณาว่าจะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปที่อื่นเพื่อตามหาร่องรอยของแมงมุมล่าเหยื่อสีนิลกับสิงโตครึ่งคนอยู่เลย
แต่เมื่อเทียบกับแมงมุมล่าเหยื่อสีนิลในเอกสาร แมงมุมยักษ์สีดำที่เพิ่งเลื้อยผ่านไปนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่า รายละเอียดหลายอย่างแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะหัวใจแห้งเหี่ยวคล้ายมนุษย์ยื่นออกมาข้างนอกนั่น!
……………………………………………………..