ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 427 นักล่าผนึกกำลัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 427 นักล่าผนึกกำลัง
ตอนที่ 427 นักล่าผนึกกำลัง
สิ่งมีชีวิตที่สงสัยว่าเป็น ‘แมงมุมล่าเหยื่อสีนิล’ วูบผ่านไปในพริบตา หายเข้าไปในเงามืดอีกด้านของห้องโถง
ทำให้ลูเมี่ยน อัลบัส·เมดีซี และเอโลอีส·ไอน์ฮอร์น มองเห็นมันเพียงชั่วครู่ ไม่ทันได้ตอบสนอง
เมื่ออีแลตสังเกตเห็นความผิดปกติ เงยหน้ามองเพดานตามอีกสามคน แมงมุมสีดำตัวเขื่องก็หายไปไม่รู้ร่องรอยแล้ว
“พวกคุณมองอะไรกัน?” กวีถามอย่างสงสัย แล้ววิจารณ์ไปพลาง “ทำไมผนังคูหาใต้ดินถึงไม่มีภาพวาดเลยล่ะ ไม่สอดคล้องกับความรุ่งเรืองในอดีตของตระกูลเซารอนเลย”
ในกลุ่มอาณาจักรทวีปเหนือ จิตรกรรมฝาผนังถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างอาคารใหญ่ ซึ่งจิตรกรทุกคนถือเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญให้มีส่วนร่วมในการวาด โดยเฉพาะมหากาพย์บนเพดานโค้งหรือผนังวิหาร เพราะไม่เพียงจะเป็นการพิสูจน์ฐานะ แต่ยังแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ในการรังสรรค์ ‘ทิวทัศน์’ ขนาดมหึมานานหลายเดือนหรือหลายปี
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ ยิ้มพลางพูดว่า
“เห็นแมงมุมพิษตัวหนึ่งน่ะ ที่นี่ร้างคนมานาน ดูเหมือนจะกลายเป็นสวรรค์ของสัตว์ประหลาดอันตรายไปแล้ว”
โดยไม่รอให้อีแลตตอบ เด็กหนุ่มชิงเสนอความเห็น
“ผม อัลบัส กับเอโลอีส ต่างก็มีฝีมือและเคยล่ามาพอสมควร ส่วนคุณดูเหมือนจะแทบไม่เคยฝึกเลย ไปรอบนพื้นดินก่อนไหม? ฝืนเดินต่อไปก็รังแต่จะเป็นอันตรายกับตัวคุณเอง หรือคุณคิดว่าจะได้พบมงกุฎและกลายเป็นพระราชาจริงๆ?”
อีแลตรำพัน
“ไม่มีปัญหา ก็คุณเป็นผู้สนับสนุนผมนี่นา”
“ถ้าไม่ใช่เพื่อมาเล่นสนุกกับพวกคุณ ผมจะถ่อลงมาเดินคูหาใต้ดินมืดๆ แบบนี้ไปทำไม? แก่เกินกว่าจะชอบผจญภัยหรือเล่นบทบู๊แล้วล่ะ…ตกลง ผมจะขึ้นไปรอพวกคุณที่ห้องรับแขกใหญ่ ในนั้นมีทั้งนางฟ้าหยก มีชา ขนม และยาสูบ สบายกว่าที่นี่เป็นกอง”
กวีพูดไปพลางเดินไปพลาง หันหลังมุ่งหน้าไปยังบันไดหินทางออกของห้องโถง
เขาเดินไปได้แค่เจ็ดแปดก้าว เปลวไฟสายหนึ่งก็พุ่งออกจากเงามืดทางขวามือ
มันดูเหมือนหอกยาวสีแดงฉาน พุ่งตรงเข้าหาร่างอีแลต
ทันใดนั้นเอง เปลวไฟอันโชติช่วงลุกไหม้รอบกายอัลบัส·เมดีซี ผู้ยืนอยู่ด้านหลังลูเมี่ยนที่กำลังเพ่งมองอีแลต
คนของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กผู้นี้กลายเป็นหอกยาวสีแดงฉับพลัน พุ่งชนหอกเพลิงที่จู่โจมใส่กวีด้วยความเร็วปานอสนีบาต
เกิดเสียงปะทะดังโครมคราม สองหอกเพลิงแตกสลายในพริบตาพร้อมกับตกลงพื้น อันหนึ่งกลับคืนร่างอัลบัส·เมดีซี อีกหนึ่งเป็นแมงมุมยักษ์สีดำที่แบกหัวใจเหี่ยวเฉาเมื่อครู่
แมงมุมสีดำตัวเขื่องส่งเสียงร้องแหลมสูง ยกลำตัวขึ้นครึ่งหนึ่ง สี่ขาดุจเคียวที่มีขนดกหนา เปล่งประกายเย็นยะเยือกโบกสะบัดใส่อัลบัส·เมดีซีด้วยความไวอันน่าทึ่ง
ขณะเดียวกัน หอกเพลิงยาวสีขาวโชติช่วงพุ่งปักข้างลำตัวแมงมุมยักษ์ แผดเผาผนังเปลือกแข็ง ทะลวงเข้าไปด้านใน
หอกเล่มนี้เป็นฝีมือเอโลอีส·ไอน์ฮอร์น ซึ่งน่าจะเตรียมตัวมาสักพักแล้ว โดยการเปลี่ยนตำแหน่งอย่างแนบเนียน รอให้แมงมุมยักษ์สีดำปรากฏตัว
วินาทีถัดมา อีกาเพลิงแดงคล่องแคล่วตัวแล้วตัวเล่า โบยบินเข้าไปในบาดแผลที่หอกขาวโชติช่วงสร้างไว้ แก่งแย่งชิงดีราวกลัวตกขบวน
บึ้มๆ!
พวกมันระเบิดภายในตัวแมงมุมยักษ์สีดำ ซ้อนทับกันไม่หยุดพัก ก่อให้เกิดพายุเพลิงฉีกกระชากเปลือกนอกและเนื้อใน
ลูเมี่ยนเองก็ไม่ปกปิดการใช้พลังของตน
เด็กหนุ่มเริ่มเสกอีกาเพลิงเมื่ออัลบัส·เมดีซีเผชิญหน้ากับผู้โจมตี
‘ขาคมเคียว’ ของแมงมุมสีดำตัวเขื่องพลาดเป้าไปหมด ไม่อาจสัมผัสร่างอัลบัสที่ถอยออกมาเล็กน้อยเพราะแรงปะทะ
มันถูกกระหน่ำโจมตีต่อเนื่อง พลางส่งเสียงร้องแหลมดังสะท้อนอยู่ในเปลือกแมลงแข็งๆ
หัวใจเหี่ยวแห้งสีดำด้านหลังของมัน วาบแสงสีแดงเข้มกะทันหัน สร้างลูกไฟร้อนระอุทีละหนึ่งดวง
ลูกไฟเหล่านี้ล้อมรอบแมงมุมยักษ์สีดำไว้ข้างใน ราวกับอวนจับปลา
ถัดมา พวกมันกระหน่ำยิงใส่ตำแหน่งของลูเมี่ยน อัลบัส และเอโลอีส พร้อมกับสร้างเส้นแสงสีแดงเพลิงเป็นสายๆ
เมื่อเทียบกันแล้ว อีแลตที่มัวตกตะลึงพรึงเพริดกับการต่อสู้เหนือมนุษย์และเหนือสามัญสำนึกนี้ ตกอยู่ในสภาวะ ‘ถูกเมิน’ จึงไม่ถูกโจมตี
ตูม! ตูม! ตูม!
ระหว่างที่พวกลูเมี่ยนทั้งสามหลบหลีกไปคนละทาง ลูกไฟร้อนแรงลูกหนึ่งก็พุ่งตรงไปยังเงามืดลึกในห้องโถง คลอเคลียด้วยแสงระยิบระยับ ก่อนจะจางหายไปในพริบตา
แมงมุมยักษ์สีดำซ่อนตัวอยู่ในลูกไฟดังกล่าว ถือโอกาสตีฝ่าวงล้อมของลูเมี่ยนกับพรรคพวก กลับไปหลบซ่อนอีกครั้ง!
บรรยากาศรอบๆ ยังคงวาบไหวด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิง อัลบัส·เมดีซีเหลือบมองของเหลวสีแดงเข้มที่หยดจากบาดแผลสาหัสของแมงมุมยักษ์สีดำ มิได้ไล่ตามในทันที เพียงหันไปยิ้มให้ลูเมี่ยนแล้วพูด
“เลือกเหยื่อล่อได้ดี”
ลูเมี่ยนไม่ปฏิเสธ
ที่เขาปล่อยให้กวีอีแลตเดินกลับผิวดินคนเดียว ก็เพื่อหวังล่อแมงมุมยักษ์สีดำออกมาจริงๆ
หากศัตรูไม่กินเหยื่อ อีแลตก็จะหนีกลับไปอย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีก แต่ถ้าแมงมุมยักษ์สีดำคิดจะล่าคนธรรมดาที่เดินตามลำพัง ลูเมี่ยนจะรีบขัดขวางก่อนที่เป้าหมายจะได้รับอันตราย ด้วยการผสาน ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ กับ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ เพื่อกำจัดไอ้ตัวที่น่าจะเป็นวัตถุดิบหลักของโอสถภายในเวลาอันสั้น
โอกาสแบบนี้มาถึงทั้งที เด็กหนุ่มไม่คิดจะออมมือหรือซ่อนไพ่ตาย แต่จะรีบจบการต่อสู้ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝัน
คิดไม่ถึงว่าอัลบัส·เมดีซีจะตอบสนองได้เร็วกว่าตน ลูเมี่ยนจึงยกเลิกพลังในวินาทีสุดท้าย เปลี่ยนมาโจมตีด้วยอีกาเพลิงแทน ตั้งใจจะดูเชิงแมงมุมยักษ์สีดำไปก่อน เพื่อวิเคราะห์หาสิ่งที่แตกต่างจากแมงมุมล่าเหยื่อสีนิลทั่วไป หรือความลับที่มันซ่อนไว้
ตอนนี้ ลูเมี่ยนมั่นใจเต็มร้อยว่า แมงมุมยักษ์สีดำแข็งแกร่งกว่าแมงมุมล่าเหยื่อสีนิล หากเป็นตัวหลัง เมื่อติดกับดักแล้ว คงไม่มีทางรอดไปจากวงล้อมของสาม ‘นักล่า’ ได้แน่ แต่จะพบจุดจบท่ามกลางพายุระเบิดที่โหมกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แมงมุมยักษ์สีดำจะไม่ใช่แมงมุมล่าเหยื่อสีนิล แต่ก็ชัดเจนว่ามันสังกัดเส้นทาง ‘นักล่า’ และมีพลังวิเศษที่สอดคล้องกัน ดังนั้น อวัยวะวิเศษบนตัวมันก็ย่อมต้องนำมาทำโอสถได้เช่นกัน
ลูเมี่ยนหันไปมองเอโลอีสแล้วถามตรงๆ
“สัตว์ประหลาดเมื่อครู่ต่างจากแมงมุมล่าเหยื่อสีนิล มันมีหัวใจคล้ายของมนุษย์ติดอยู่ข้างหลัง พอจะเล่าที่มาให้ฟังหน่อยได้ไหม”
เอโลอีสมองของเหลวสีแดงเข้มที่หยดลงในเงามืดของห้องโถงทีละดวงสองดวง ครุ่นคิดสักพักก่อนตอบ
“ฉันไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดแบบนี้มาก่อน”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ
“ทราบเพียงว่า เจ้าของปราสาทหงส์แดง รวมถึงสมาชิกหลักหลายคนของตระกูลเซารอน หากไม่ได้เสียสติ แล้วเดินเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดินโดยไม่กลับออกมา เมื่อพวกเขาเสียชีวิตตามปกติ จะมีคนนำหัวใจไปยังจุดใดจุดหนึ่งของคูหาใต้ดิน”
ได้ยินดังนั้น ลูเมี่ยนพลันนึกถึงฉากหนึ่ง ซึ่งตนเห็นในฝันร้ายอันเกิดจากเกมเค้กพระราชา
จากโลงศพทองสัมฤทธิ์ที่ล้อมรอบด้วยเทียนขาวนับไม่ถ้วน มีมือที่เส้นเลือดสีแดงเข้มเกือบดำปูดโปนยื่นออกมา กำหัวใจสีดำเหี่ยวย่นแต่ยังมีเลือดไหลซึมเล็กน้อยไว้
“ตระกูลเซารอนคิดจะทำบ้าอะไรกันแน่” ลูเมี่ยนสบถในใจอย่างอดไม่ได้
ในส่วนลึกของคูหาใต้ดินแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่ แล้วยังมีสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์อยู่อีกกี่ตัว?
ขณะเดียวกัน กวีอีแลตได้สติกลับมา จึงมองไปทางพวกลูเมี่ยนด้วยอาการตื่นตระหนกปนตื่นเต้น
“พวกคุณล้วนเป็นผู้วิเศษ พวกที่ใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ใช่ไหม?”
“คุณรู้จักผู้วิเศษด้วยหรือ” อัลบัส·เมดีซีเผยสีหน้าทำนองว่า ‘ก็พอเข้าใจได้ล่ะนะ’
อีแลตขยับเข้าไปใกล้ลูเมี่ยน พลางรีบอธิบายรวดเร็ว
“เจ็ดแปดปีก่อน ผมไปเก็บข่าวที่สนามรบ ได้เห็นสงครามมาบ้าง จึงทราบว่ากองทัพของเรามีคนที่ใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ไม่น้อย พวกเขาถูกเรียกว่าผู้วิเศษ”
“เราสามคนมีพลังเหนือธรรมชาติจริงๆ นั่นแหละ และดูเหมือนจะคล้ายกันด้วย” ลูเมี่ยนเผยรอยยิ้มบนใบหน้า มองซ้ายทีขวาที จากนั้นหันไปถามกวีอีแลต “คุณจะไปต่อกับพวกเรา หรือจะกลับขึ้นไปบนดินเอง”
อีแลตไม่ปกปิดความหวาดกลัว พึมพำตอบว่า
“ย่อมต้องไปกับพวกคุณอยู่แล้ว แม้อาจได้เจอแมงมุมยักษ์นั่นอีก แต่ก็ยังดีกว่าเดินเปล่าเปลี่ยวในความมืด ไม่รู้ว่ามีสัตว์ประหลาดแบบใดซ่อนอยู่รอบตัวบ้าง”
“ผมไม่อยากให้บทกวีสุดท้ายในชีวิตเป็น ‘โอ้ อีแลตผู้โง่เขลา…’”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดสองสามวินาที แล้วพูดอย่างใจเย็น
“ถ้าคุณอยากกลับไปบนดิน ผมพาไปส่งที่ทางเข้าคูหาใต้ดินได้นะ”
“งั้นผมขอเลือกกลับไปแน่นอน!” อีแลตเปลี่ยนใจทันทีโดยไม่ลังเล
ลูเมี่ยนหันไปถามอัลบัสกับเอโลอีส
“พวกคุณจะไปกับผม หรือจะรอที่นี่ หรือเดินสำรวจลึกเข้าไปกันเอง?”
อัลบัส·เมดีซีมองลูเมี่ยนหน้านิ่ง พลางกล่าวจิกกัด
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณจะมีคุณธรรม ยอมลงทุนกลับไปส่งกวีชื่อเสียคนนี้ด้วยตัวเอง”
นัยแฝงของเขาคือ ‘คนไร้ศีลธรรมอย่างคุณเลือกที่จะเดินกลับไปส่ง แปลว่าต้องมีเจตนาแอบแฝงแน่’
ส่วนตัวเขาจะอยู่ต่อหรือลงไปลึกกว่านี้คนเดียว ส่วนนี้ไม่ถูกตอบ
“ฉันก็เหมือนอัลบัส” เอโลอีสที่ยืนข้างๆ ยกโคมไฟคาร์ไบด์พลางตอบยิ้มๆ
ลูเมี่ยนก้มมองหยดเลือดสีแดงเข้มจากแมงมุมยักษ์สีดำ อาศัยโคมไฟคาร์ไบด์ส่องทาง พาอีแลตขึ้นบันไดหินไป
ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดใต้ดิน ทั้งสองกลับมาถึงทางเดินที่มี ‘ช่างทำหุ่น’ กับทหารสังกะสี
กวีอีแลตหันกลับไปมองความมืดด้านหลัง พูดกับผู้สนับสนุนของตนว่า
“สองคนนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”
“ผมรู้” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เด็กหนุ่มถือโคมไฟคาร์ไบด์ที่ส่องแสงสีเหลืองอมส้ม เดินไปข้างหน้าไม่เร็วไม่ช้า
อีแลตเดินชิดข้างเคียง พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้เหมือนทุกที
“สงครามระหว่างราชอาณาจักรโลเอ็นกับจักรวรรดิฟุซัคจบไปเจ็ดแปดปีก่อนแล้ว แต่มิสเอโลอีสบอกว่าพ่อของเธอตายในสงครามเมื่อหกปีก่อน ถ้าผมจำไม่ผิด ช่วงนั้นน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มสุดโต่งในจักรวรรดิฟุซัค เกิดความไม่พอใจสนธิสัญญาหลังแพ้สงคราม จึงลุกฮือขึ้นกบฏ กลายเป็นสงครามกลางเมืองของจักรวรรดิฟุซัค ทำไมมิสเอโลอีสถึงต้องเอ่ยถึงราชอาณาจักรโลเอ็นด้วยล่ะ?”
“พ่อของเธอคงเป็นตัวแทนของกลุ่มสุดโต่ง หรือสมาชิกราชวงศ์ที่ตายในการกบฏนั่นแหละ”
สมาชิกราชวงศ์ที่ก่อกบฏ? คงเป็นเหตุผลที่ต้องลี้ภัยกลับทรีอาร์…ลูเมี่ยนครุ่นคิดถึงข้อมูลที่อีแลต ผู้หลงใหลการเมือง เปิดเผย
อีแลตมองผู้อุปถัมภ์ของตนครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
“อันที่จริง ก่อนวันนี้ ผมเคยเห็นอัลบัส·เมดีซีจากที่อื่น”
ลูเมี่ยนสนใจขึ้นมาทันที จึงเอ่ยถาม
“ที่ไหน”
อีแลตเหลียวซ้ายแลขวา ลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว
“อารามพระหฤทัย”
……………………………………………………..