ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 428 เผาราบ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 428 เผาราบ
ตอนที่ 428 เผาราบ
อารามพระหฤทัย? อารามใหญ่ที่สุดของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ ในทรีอาร์? อัลบัส·เมดีซีไปที่นั่นทำไม อย่าบอกนะว่าเป็นสายลับที่ ‘ผู้ชำระ’ ส่งไปแทรกซึมในชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก? หรือว่าการ์ดเนอร์·มาร์ตินส่งเขาไปสอดแนมในอารามพระหฤทัย? ในหัวลูเมี่ยนเต็มไปด้วยกระแสความคิด ทั้งสงสัย ทั้งเดาเอาเอง
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มนิ่งเงียบ เพียงถือโคมไฟคาร์ไบด์เดินตรงไป อีแลตรีบเสริม
“ผมมีเพื่อนอยู่ที่อารามพระหฤทัย พอดีแวะไปชวนหมอนั่นดื่มเหล้าบ่อยๆ น่ะ”
“พระดื่มเหล้าได้ด้วยหรือ” ลูเมี่ยนไม่รีบถามถึงอัลบัส·เมดีซี เพียงคุยไปเรื่อยเปื่อย
ระหว่างนั้น ทั้งสองเดินไปตามทางอันมืดมิด พึ่งพาเพียงแสงสีเหลืองอมส้มจากโคมไฟคาร์ไบด์นำทาง
อีแลตพูดไปเรื่อยๆ
“แน่นอนว่าดื่มได้ แต่ห้ามดื่มเหล้ากลั่น ห้ามเมา ไวน์ที่ผลิตโดยอารามพระหฤทัย ถือเป็นไวน์ที่ดีที่สุดที่ผมเคยดื่มเลย”
“เพื่อนของคุณเป็นพระ?” ลูเมี่ยนเดินไม่เร็วไม่ช้า เสียงฝีเท้าดังกังวานทั่วทางเดินที่ราวกับไร้สิ้นสุด
อีแลตดูจะยินดีที่ชาร์ลคุยกับตน จึงเล่าไม่ปิดบัง
“ใช่ เขาอยู่สังกัด ‘ภราดรภาพน้อย’ เป็นบาทหลวงที่ทำพิธีศีลล้างบาปให้หลานชายผม ต่อมาทนดูพฤติกรรมหมกมุ่นกับความสุขของพวกนักบวชในวิหารไม่ไหว จึงหันมาบวชเป็นพระ เข้าอารามพระหฤทัย ตอนนี้ดูแลโรงกลั่นไวน์”
กลุ่ม ‘ภราดรภาพน้อย’ ซึ่งส่งเสริมการควบคุมกิเลส และการเผยแผ่ศาสนาอย่างเคร่งครัดสินะ…ลูเมี่ยนจึงดึงหัวข้อสนทนากลับเข้าเรื่อง
“คุณเห็นอัลบัส·เมดีซีที่นั่นกี่ครั้ง เขาไปทำอะไรที่อารามพระหฤทัย”
“แค่ครั้งเดียว” อีแลตพึมพำ “ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้หรอก ที่นั่นไม่มีแม่ชีด้วย ตอนที่ผมเห็นเขา อีกฝ่ายกำลังเดินผ่านโถงพร้อมกับพระรูปหนึ่ง เข้าไปด้านหลังของอาราม”
ไม่เหมือนการแอบเข้าไป แถมยังไม่กลัวว่าจะถูกจับ…ลูเมี่ยนได้ข้อสรุปบางอย่างจากคำบรรยายของอีแลต
ในที่สุด ระหว่างที่กวีอีแลตเปิดหัวข้อสนทนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองก็เดินผ่านห้องหุ่นขี้ผึ้ง ออกจากโถงที่มีประตูใหญ่สามบานแกะสลักคำว่า ‘ความหวัง’ ‘บ้าคลั่ง’ และ ‘ความตาย’ กลับมายังบันไดทางเข้าคูหาใต้ดิน
อีแลตถอนหายใจยาวโดยไม่ปิดบัง ทั้งตัวผ่อนคลายลง
เขาตัดพ้อรำพัน
“คูหาใต้ดินอันตรายขนาดนั้น มีสัตว์ประหลาดที่ใช้พลังเหนือธรรมชาติได้ ปุยฟ์ยังจะให้พวกเรามาเสี่ยงอันตราย!”
“เขาอยากฆ่าพวกเราหรือไง?”
พวกนายโดนเล่นงานในเกมเค้กพระราชามาหลายครั้งแล้ว ไม่รู้ว่ายังนับว่ามีชีวิตอยู่ได้ไหม…ลูเมี่ยนไม่ตอบคำบ่นของอีแลต เพียงพูดเย้าแหย่พร้อมรอยยิ้ม
“ดูเหมือนคุณจะยิ่งกลัว ยิ่งเครียด ยิ่งชอบคุยนะ”
“มันทำให้ผมรู้สึกว่ายังไม่ตาย” อีแลตดับโคมไฟคาร์ไบด์ เดินขึ้นบันไดวนออกจากคูหาใต้ดิน
ลูเมี่ยนหันตัว เดินย้อนกลับไปที่ประตู ‘บ้าคลั่ง’ ตามทางเดิม
เด็กหนุ่มมิได้ปิดประตูตอนออกมา ดังนั้น แม้ยังไม่เข้าใกล้ แสงสีเหลืองอมส้มจากโคมไฟคาร์ไบด์ก็ส่องให้เห็นเค้าโครงเงาของหุ่นขี้ผึ้ง ดูราวกับผู้รอคอยที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด
ลูเมี่ยนหยุดตรงประตู บรรจงก้มตัวลง วางโคมไฟคาร์ไบด์บนพื้นตรงหน้า
จากนั้น เขายืดตัวยืนตรง สายตากวาดผ่านหุ่นขี้ผึ้งแต่ละตัวที่แสดงสีหน้าทุกข์ทรมานนิ่งค้าง คลุมด้วยเงามืดสลัว
รอบตัวเขา อีกาไฟสีแดงหลายตัวถูกเสกขึ้นมา
ในเมื่อเคานต์ปุยฟ์แสดงเจตนาร้ายชัดเจน ส่งพวกตนเข้าไปในส่วนลึกของคูหาใต้ดินที่เต็มไปด้วยสัตว์อันตราย หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาคงตายไปแล้ว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องสุภาพกับสมาชิกตระกูลเซารอน เจ้าของปราสาทหงส์แดงผู้นี้อีก!
แผนในใจลูเมี่ยนตอนนี้คือ เผาทำลายหุ่นขี้ผึ้งเหล่านี้ให้หมด หนึ่ง มันอาจช่วยให้เขาย่อยโอสถเสร็จสมบูรณ์ สอง กำจัดภัยแฝงล่วงหน้า ป้องกันมิให้หุ่นเหล่านี้คืนชีพมาโจมตีในช่วงเวลาสำคัญ สาม ก่อไฟที่คาดไม่ถึง ทำให้การจัดวางของเคานต์ปุยฟ์ในที่ลับยุ่งเหยิง สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้อีกฝ่าย และสร้างความโกลาหลสำหรับการสำรวจในอนาคต
ความโกลาหลคือโอกาส!
ฟิ้วๆๆ ฝูงอีกาไฟสีแดงบินออกไป ต่างมุ่งหน้าสู่ศีรษะของหุ่นขี้ผึ้งคนละตัว
หลังปล่อยอีกาไฟออกไปสองชุด ลูเมี่ยนคุกเข่าลงข้างหนึ่ง วางมือทั้งสองบนพื้น
งูไฟสองตัวพุ่งออกจากฝ่ามือเด็กหนุ่ม คดเคี้ยวเลี้ยวไปข้างหน้า พลางขยายขนาดในพริบตา พุ่งเข้าใส่กองหุ่นขี้ผึ้งทั้งสองฝั่ง
เกิดเสียงอึกทึกครึกโครมดังต่อเนื่อง หัวหุ่นขี้ผึ้งระเบิดกระจายไปไม่น้อย ปลายเท้าพวกมันเริ่มติดไฟ จนถูกจองจำอยู่ในกรงที่สร้างจากเปลวเพลิงสีแดง
ขี้ผึ้งสีขาวคล้ายเนื้อบนผิวพวกมันละลายในพริบตา บ้างหยดลงมาเป็นดวงน้ำ บ้างอ่อนตัวหลุดร่วง ดูเปราะบางผิดวิสัยภายใต้การกัดกร่อนของระเบิดและไฟไหม้
ปึด!
บนใบหน้าของหุ่นขี้ผึ้งตัวหนึ่ง ‘กล้ามเนื้อ’ หลุดออกทั้งยวง เผยให้เห็นใบหน้าใหม่อีกหน้า
ใบหน้าของมนุษย์!
มนุษย์ผู้ชายที่สูญเสียดวงตาทั้งสองข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน เสียชีวิตไปนานแล้ว!
อย่างไร้สุ้มเสียง ผิวนอกของบรรดาหุ่นขี้ผึ้งอ่อนตัวลง แล้วปริแตก
ภายในทุกตัวล้วนมีศพของมนุษย์อยู่โดยไม่มีข้อยกเว้น
ศพเหล่านี้มีทั้งชายและหญิง บางศพไม่มีผิวหนัง เหลือเพียงเลือดเนื้อปกคลุม บางศพดูราวกับว่าหัวและตัวถูกเย็บเข้าด้วยกันหลังตาย บางศพท้องแตก ลำไส้ขดเป็นก้อน เต็มไปด้วยขี้ผึ้งสีขาว…
จุดร่วมของพวกเขาคือ ใบหน้าทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง ราวกับได้ประสบเรื่องน่ากลัวที่สุด หรือเห็นฝันร้ายที่ลึกล้ำและมืดมิดที่สุดก่อนตาย
ลูเมี่ยนเห็นขี้ผึ้งสีขาวที่ละลายกลายเป็นของเหลวหนืด ทยอยไหลเยิ้มจากใบหน้าอันแข็งทื่อของศพอย่างต่อเนื่อง ราวกับพวกเขากำลังได้รับเปลวไฟแห่งการปลดปล่อย จนต้องหลั่งน้ำตาแห่งการหลุดพ้น
ข้างในคือคนจริงทั้งหมด…ลูเมี่ยนนับได้ว่าเป็นผู้เคยเห็นฉากสยองขวัญมาก็ไม่น้อย แต่บัดนี้ยังต้องเกร็งตัวอย่างมิอาจหักห้าม เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจระคนหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ทราบว่า พวกคนธรรมดาจากปราสาทหงส์แดงที่เสียสติและทำร้ายตัวเองในฝันร้ายนั้นไปอยู่ที่ใด
ลูเมี่ยนลุกยืนพร้อมกับถือโคมไฟคาร์ไบด์ ทันใดนั้น เปลวไฟสีแดงนับไม่ถ้วนกระหน่ำพุ่งออกจากร่างกาย เกิดเป็น ‘ฝนดาวตก’ ถาโถมใส่ทุกซอกมุมของห้องหุ่นขี้ผึ้ง เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นทะเลเพลิงโดยสมบูรณ์
ขี้ผึ้งสีเนื้อก็เริ่มถูกเผาแล้ว ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งเร่งปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน ไม่มีที่ใดไร้ไฟอีกต่อไป
สิ่งที่สะท้อนบนกระจกตาลูเมี่ยน มีเพียงแสงไฟสีแดงฉานกับหยดน้ำตาขี้ผึ้งเหนียวหนืดบนใบหน้าซีดเซียว
เด็กหนุ่มมิได้หลับตา แต่จ้องมองอย่างตั้งอกตั้งใจ
ทันใดนั้น เขาพบมุมมองใหม่เกี่ยวกับไฟของตัวเอง กฎการสวมบทบาทข้อที่สามซึ่งเคยคลุมเครือ กลายเป็นชัดเจนในพริบตา
‘นักวางเพลิง’ คือการทำลายล้าง นำมาซึ่งหายนะ!
และ ‘นักวางเพลิง’ สามารถเลือกว่าจะนำหายนะมาให้ใคร ทำลายใคร
ลูเมี่ยนหวังให้เหล่าผู้ศรัทธาในเทพมาร รวมถึงผู้ป่วยที่ ‘เสียสติ’ แล้วทำร้ายผู้อื่น ล้วนถูกเปลวไฟเผาไหม้ไปจนหมดสิ้น!
หลังจากผนวกพฤติกรรมการสวมบทบาทนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้เข้ากับกฎใหม่ ลูเมี่ยนสัมผัสได้ชัดเจนเหลือเกินว่าโอสถ ‘นักวางเพลิง’ ของตนย่อยเสร็จสมบูรณ์แล้ว บัดนี้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกึ่งลวงตาของบางสิ่งแตกสลาย
เสียงตูมตามดังขึ้นต่อเนื่อง ศพที่ปราศจากขี้ผึ้งค้ำจุนทยอยล้มลงบนพื้นห้อง ยิ่งพวกมันกองซ้อนทับกัน เปลวไฟก็ยิ่งทวีความร้อนแรง
ทันใดนั้น ประตูไม้ทางออกฝั่งตรงข้ามห้องหุ่นขี้ผึ้งเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด
‘ช่างทำหุ่น’ เจ้าของผมและเครายาวรุงรังประหนึ่งราชสีห์ ปรากฏขึ้นในสายตาลูเมี่ยน
นัยน์ตาสีดำเหล็กถูกเปลวไฟที่พุ่งสูงถึงเพดานสะท้อนจนเป็นสีแดง พลางส่งเสียงถามเลื่อนลอยเหมือนภาพลวงตา
“คุณ…ทำไมถึง…เผาหุ่นขี้ผึ้งของผม?”
ลูเมี่ยนไม่ตอบ แต่เปิดรอยประทับสีดำบนไหล่ขวาทันที
ข้ามโลกวิญญาณ!
แสงวูบหนึ่งสว่างเรืองอยู่ใต้เสื้อของเด็กหนุ่ม เพียงร่างกายหายลับไปจากการมองเห็น ก็กลับมาโผล่อีกครั้งที่ด้านข้าง ‘ช่างทำหุ่น’
แทบจะพร้อมกันนั้น ลูเมี่ยนอ้าปาก
“ฮ่า!”
ลำแสงสีเหลืองอ่อนใกล้เคียงแก๊สพุ่งออกจากปากเด็กหนุ่ม ชนเข้ากับศีรษะของ ‘ช่างทำหุ่น’
‘ช่างทำหุ่น’ ในชุดคลุมยาวสีเทาดำโงนเงนทันที ประหนึ่งเสียศูนย์ถ่วงไปชั่วขณะ แต่ก็มิได้สลบไสลเสียทีเดียว คล้ายกับโดน ‘ทะลวงจิต’ มากกว่า ตกอยู่ในสภาวะช็อกจากความเจ็บปวด
ลูเมี่ยนมิได้ซ้ำด้วย ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ แต่ยกฝ่ามือซ้ายที่เตรียมพร้อมขึ้น ตบลูกไฟสีแดงที่หมุนวนและบีบอัดอย่างต่อเนื่อง ใส่ปากกับจมูกของ ‘ช่างทำหุ่น’ ด้วยพลัง ‘อัดไฟ’
ลูกไฟที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวโชติช่วง พุ่งเข้าไปในช่องปากกับรูจมูกของเป้าหมายทันที กัดกร่อนสมองของเขา
บึ้ม!
ลูกไฟสีขาวโพลนระเบิดออกจากภายในสู่ภายนอก ลูเมี่ยนเห็นศีรษะของ ‘ช่างทำหุ่น’ พองตัวก่อน จากนั้นก็ระเบิดออก
ชิ้นเลือดเนื้อที่มีเปลวไฟติดอยู่ สาดกระเซ็นไปทุกทิศทาง ลูเมี่ยนที่เตรียมพร้อมไว้ก่อนแล้ว ยกโคมไฟคาร์ไบด์ในมือขวาขึ้นบังหน้า หลังมือเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเลือด
ตุ้บ! ‘ช่างทำหุ่น’ ที่เหลือแค่ครึ่งหัวโงนเงนไปมา ล้มหงายหลังลงพื้น
ลูเมี่ยนที่ยังเตรียมโจมตีต่อเนื่องชะงักไปสองวินาที ไม่คาดฝันว่าจะจัดการได้ง่ายดายเช่นนี้
เดิมทีเขาคิดว่า ‘ช่างทำหุ่น’ ลึกลับคนนี้คงจัดการได้ยาก จึงเตรียมพร้อม ‘เทเลพอร์ต’ หนีทันทีหากเห็นท่าไม่ดี
ลำพังหุ่นขี้ผึ้งที่คืนชีพเมื่อคราวก่อน ยังสำแดงฤทธิ์เดชได้เหนือกว่า ‘ช่างทำหุ่น’ เลย เพียงแค่ถูกสัตว์ประหลาดนั่นมอง ลูเมี่ยนก็ถูกกดดันหนักหน่วงทั้งกายใจ แทบไม่กล้าต่อต้าน
เป็นเพราะเขามีพลังพิเศษสำหรับสร้างหุ่นขี้ผึ้ง แต่ตัวเองไม่ได้เก่งกาจ หรือเขาต้องอาศัยพลังบางอย่างจากคูหาใต้ดินของตระกูลเซารอน ในการสร้างหุ่นขี้ผึ้งสุดอันตรายและน่าขนลุกนั่น ส่วนครั้งนี้ การโจมตีของเรารวดเร็วเกินไป ไม่เปิดโอกาสให้โต้ตอบ ยังไม่ทันได้ยืมพลัง ก็ตายคาที่เสียแล้ว? ลูเมี่ยนก้มมอง ‘ช่างทำหุ่น’ พลางพินิจสภาพของอีกฝ่าย
…………
ในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน ภายในห้องโถงที่มีเทียนสีขาวจำนวนมากลุกไหม้เงียบงัน
ปุยฟ์·เซารอนที่นั่งอยู่มุมห้องลืมตาขึ้นทันใด มองไปยังโลงศพทองสัมฤทธิ์กลางห้องโถง
รอบโลงศพ เปลวเทียนจำนวนมากดับลงอย่างประหลาด โดยไร้ลางบอกเหตุ
นี่มัน…ปุยฟ์ลุกขึ้นยืน สีหน้าบิดเบี้ยวไปพอสมควร
…………
ณ ทางออกห้องหุ่นขี้ผึ้ง ลูเมี่ยนเห็นกลุ่มแสงสีแดงเพลิงก้อนเล็กๆ แยกตัวออกจากร่างของ ‘ช่างทำหุ่น’
มันไหลไปที่ศีรษะก่อน แต่ ‘ช่างทำหุ่น’ เหลือแค่ครึ่งหัวที่พังยับเยิน จึงเปลี่ยนตำแหน่งไหลไปทางหัวใจแทน แต่สุดท้ายก็ลงไปไม่ได้
ลูเมี่ยนบังเกิดความแปลกใจ จึงฉีกชุดคลุมยาวสีเทาดำบนตัวของ ‘ช่างทำหุ่น’ ให้หน้าอกโผล่ออกมา
ภาพที่ปรากฏคือบาดแผลสีดำสนิทน่าขยะแขยง ตำแหน่งที่ควรเป็นหัวใจกลับว่างเปล่า!
ไม่มีหัวใจ…เอโลอีสเพิ่งเล่าว่า หัวใจของสมาชิกตระกูลเซารอนต้องนำไปไว้ในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน…ลูเมี่ยนคาดเดาสาเหตุที่ ‘ช่างทำหุ่น’ ทั้งน่ากลัวและเปราะบาง
ท้ายที่สุด กลุ่มแสงสีแดงเพลิงก็รวมตัวกันเป็นก้อนภาพมายา พื้นผิวเต็มไปด้วยร่องลึก ดูคล้ายสมองสีเลือดใบเล็ก
ลูเมี่ยนไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้เทียบเท่ากับอะไร จึงเก็บมันกับเลือดบางส่วนของ ‘ช่างทำหุ่น’ ไว้กับตัวก่อน แล้วออกจากห้องไป
เปลวไฟในห้องยังคงลุกไหม้เปรี๊ยะๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยเหตุผลบางประการ พวกมันกลับไม่ลามออกมานอกห้อง
…………
ในห้องโถงเสาหินที่สู้กับแมงมุมยักษ์สีดำ
อัลบัสกับเอโลอีสเห็นลูเมี่ยนถือโคมไฟคาร์ไบด์ที่ส่องแสงเหลืองอมส้มเดินกลับมา
แทบจะในเวลาเดียวกัน ทั้งสองสังเกตเห็นคราบเลือดเป็นดวงๆ บนตัวลูเมี่ยน
“คุณฆ่ากวีนั่นไปแล้วหรือ” อัลบัสถามติดตลก
ลูเมี่ยนส่ายหัว ตอบอย่างใจเย็น
“ผมฆ่าคนทำหุ่นขี้ผึ้งต่างหาก”
……………………………………………………..